อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๕๒
-----» ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่การออกแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อที่น่าสังเกตุคือ จำนวนของนักออกแบบตัวอักษรก็เพิ่มมากขึ้นด้วยในอัตตราที่มีนัยสำคัญ เป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึง จำนวนผู้ที่ใช้โปรแกรมการออกแบบตัวอักษรเป็น และในจำนวนแฝงของผู้ที่ใช้โปรแกรมเป็นนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นนักออกแบบตัวอักษรจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งคือผู้ใช้โปรแกรมออกแบบตัวอักษร
เหตุใดที่นักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์สับสนบทบาทหน้าที่ของตนเองกับการออกแบบตัวอักษร น่าจะเป็นข้อสรุปที่ว่า การเรียนการสอนไทป์พอกราฟฟี่ในขั้นอุดมศึกษาสร้างความสับสนให้กับนักออกแบบรุ่นเยาว์ ด้วยความที่ไม่ชัดเจนในขอบเขตของการสอน และความสับสนในเนื้อหาวิชาของการนำตัวอักษรไปใช้ กับการสร้างแบบตัวอักษรใหม่
ทั้งนี้มิได้กำลังจะกล่าวว่าสองข้อศึกษาไม่สามารถคาบทับซ้อนกันได้ หากแต่ควรมีการแจกแจงและให้ข้อมูลที่ชัดเจน หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องคือ การที่นักออกแบบจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าวิชาไทป์พอกราฟฟี่หรือในชื่อภาษาไทยที่ไม่ค่อยนิยมเรียกใช้นักว่า การออกแบบการจัดวางตัวอักษร สับสนว่าเป็นวิชาไทป์ดีไซน์ หรือวิชาที่ว่าด้วยการออกแบบตัวอักษร ในกรณีนี้ภาษาไทยของเรากลับสนองการสื่อความหมายได้ดีกว่าชื่อวิชาภาษาอังกฤษ
ความไม่ชัดเจนในงานจำพวกเล็ตเทอร์ลิ่ง ซึ่งนำมาสู่ความสับสนบทบาทของนักออกแบบที่เรียนกราฟิกดีไซน์ นักออกแบบกราฟิกหลายคนสามารถทำงานเล็ตเทอร์ลิ่งได้ดีด้วยเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเกิดจากความสนใจส่วนตัว บางคนใช้เป็นพื้นฐานในการก้าวข้ามมาในงานออกแบบตัวอักษรและเป็นมืออาชีพในเวลาต่อมา ในขณะที่บางคนใช้อ้างเป็นประสบการณ์ในการสร้างความชอบธรรมว่าตนเองเข้าใจเรื่องการออกแบบตัวอักษร อย่างหลังนั้นเป็นลักษณะของการคิดเลยไปจากความเป็นจริง
ในปัจจุบันการเกิดขึ้นของฟอนต์ก็ได้ทำลายความสามารถลักษณะนี้ของนักออกแบบกราฟิกไปแทบจะหมดสิ้น กล่าวคือการใช้ฟอนต์สำเร็จรูปทำให้ไม่มีแรงส่งให้เกิดงานเล็ตเทอร์ลิ่งนั่นเอง เป็นปรากฎการณ์รอยแยกบนความทับซ้อนระหว่างคนจัดตัวอักษรและคนสร้างตัวอักษร บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่บางคนมองว่าเป็นการสูญเสียความสามารถพื้นฐานที่พึงมีสำหรับศิลปบัณฑิต
อีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้บางคนเกิดความสับสนคือ การเกิดขึ้นของนักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์ที่มีความสามารถในการออกแบบตัวอักษร (เนื่องจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม) จากในอดีตที่นักออกแบบตัวอักษร เป็นคนละบทบาทแยกจากกันค่อนข้างชัดเจนกับนักออกแบบสิ่งพิมพ์ เมื่อการเกิดขึ้นของการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้สองพื้นที่นี้เชื่อมถึงกันในเชิงของเครื่องมือและการปฏิบัติ จึงทำให้นักออกแบบสิ่งพิมพ์บางคนหรือส่วนหนึ่ง สามารถเข้าถึงความสามารถทางการออกแบบตัวอักษร ทำให้ทุกวันนี้ความเข้าใจต่อบทบาทของทั้งสองวิชาชีพนั้นเกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งๆที่เกิดเป็นทางแยกแล้วดังที่กล่าวมา แต่หากยังคงมีความระลึกที่เกิดขึ้นไปเองจากภาพประทับของหลักสูตรอยู่
เหล่านี้จึงนำมาสู่ปัญหาทางการสร้างสำนึกในความเป็นมืออาชีพทางด้านการออกแบบตัวอักษร นักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบันจึงมักจะประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสับสนบทบาทของการทำงานร่วมกัน ทัศนะคติของนักออกแบบทั่วไปที่มองเรื่องนี้ด้วยทักษะของการออกแบบกราฟิก(ที่ทำหน้าที่ใช้งานตัวอักษร) เพียงด้านเดียว เกิดเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่า ตนเองเข้าใจศาสตร์นี้พอที่จะตรวจงานในเชิงวิพากษ์ และวิภาค ทั้งๆที่ความคิดที่ว่าตนเองมีความสามารถพอนั้นมาจากกระบวนการความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนข้างต้นดังที่กล่าวมา
สิ่งนี้ส่งผลต่อเนื่องอย่างมากต่อการทำงาน และเป็นข้อขวางกั้นให้นักออกแบบตัวอักษรทำงานได้อย่างยากลำบาก เพราะนักออกแบบด้วยกันเองจำนวนไม่น้อย มีความเข้าใจในเรื่องนี้ผิดจากความเป็นจริงอยู่มาก ไม่ทราบสถานภาพความเข้าใจของตนเองว่าเป็นเช่นนั้น จะเนื่องด้วยความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ที่ได้จากการเรียนไทป์พอกราฟฟี่ในระดับอุดมศึกษาก็ตามแต่ อย่างไรก็สุดแท้ ก็ยังดีกว่านักออกแบบในอีกภพนี่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าที่ควร ไม่แม้แต่จะยอมเข้าใจแบบคลาดเคลื่อน การทำงานหรือปรับทัศนคติให้เข้าใจถึงเหตุและผลของงานออกแบบตัวอักษรจึงเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกัน นิยามในหมู่นักออกแบบตัวอักษรก็ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน บางคนมองเป็นเรื่องของโปรแกรมและการทำให้พิมพ์แสดงผลได้ถูกต้อง ในขณะที่บางคนจับประเด็นตรงที่ทักษะการออกแบบรูปทรง อย่างไรก็ตามการที่จะเกิดความสะดวกใจในการใช้ชื่อเรียกว่า“นักออกแบบตัวอักษร” จะเกิดขึ้นเองจากสิ่งที่ทำ และบทบาทที่เกิดขึ้นจริง
อะไรที่แยก นักออกแบบที่สนใจทางด้านการออกแบบตัวอักษร ออกจากนักออกแบบที่ทำงานออกแบบตัวอักษรเป็นอาชีพ เรื่องของการใช้โปรแกรมทางการออกแบบได้ดีนั้นเป็นทักษะที่หลายสถาบันการศึกษา ทั้งในระบบ และนอกระบบ กำลังทำให้เกิดความสับสนในบทบาทของนักออกแบบทั้งปวง แนวคิดนี้ยังลุกลามออกมาในสังคมภายนอกรั้วอุดมศึกษาอีกด้วย การออกแบบอะไรก็ตาม มิได้เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เครื่องมือเป็นหลัก จะว่าไปแล้วไม่มีแก่นของศาสตร์ทางวิชาการใดในโลกนี้เน้นเรื่องของการใช้เครื่องมือ
การออกแบบก็เช่นกัน แต่เกินกึ่งหนึ่งของคนในสังคมปัจจุบันเข้าใจการออกแบบโดยมีภาพของเครื่องมือ (คอมพิวเตอร์) เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่น่ากลัวอย่างมากคือแม้แต่นักออกแบบบางจำนวนเองก็ยังหลงกับภาพเช่นนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วหากนักออกแบบด้วยกัน หรือผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นนักออกแบบ และมีทัศนคติเกี่ยวกับการออกแบบเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเครื่องมือนั้น เรากำลังตอกย้ำให้ศาสตร์แขนงนี้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นคงไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะมาเสียเวลาทำให้สังคมเข้าใจการออกแบบ
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
Showing posts with label การศึกษา. Show all posts
11/09/2009
8/16/2008
ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของสื่อ
นิรุติ กรุสวนสมบัติ
กรกฎาคม ๒๕๕๑
สรุปบทสนทนาและใจความบางส่วนของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ สองผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ เกี่ยวกับการทำความเข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสื่อ บันทึกจากการบรรยายพิเศษที่ บริษัท อมรินทร์ แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บทสรุปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบรรยายกึ่งสนทนาร่วม ๓ ชั่วโมง ซึ่งกินความถึงภาคของเทรนด์(เปลือก)ทางการออกแบบซึ่งได้ถูกละออกไปจากบทสรุปนี้

เมื่อพูดถึงสื่อที่อิงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต
-----» ในขณะที่จำนวนผู้ใช้และความใกล้ชิดกับสังคมออนไลน์ มีแนวโน้มสูงมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อัตตราการมีส่วนร่วม เป็นตัวเลขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง การเข้าถึงอุปกรณ์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อทักษะและการปรับตัวเพื่อรับสื่อสมัยใหม่ เนื่องด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ต้องใช้ความรู้ทางอุปกรณ์เข้ามามากกว่า สื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพิมพ์ (Primitive Media) ฉะนั้นนอกจากทักษะการรับและเข้าถึงแล้ว การสร้างฐานข้อมูลของสื่อก็ต้องถูกพัฒนาตามกัน เช่นทักษะของการสร้างเวปไซท์ และระบบนำทาง (Navigation) การจัดการลำดับของเนื้อหาให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดใหม่
การเสพสื่อที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเป็นอีกอุปสรรคหลักของของพัฒนาการทางด้านเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เกิดซ้ำซ้อนบนปัญหาการขาดแคลนเนื้อหาที่ยังไม่ได้รับการสนองเท่าที่ควรอยู่ก่อนหน้าแล้วในสื่อหมวดสิ่งพิมพ์ ปัญหาคุณภาพของเนื้อหานี้เอง ทำให้เวบไซท์ของประเทศไทยอุดมไปด้วยเว็บบอร์ด และการออกความคิดเห็นด้วยอารมณ์มากกว่าการแสดงความคิดเห็นเชิงวิภาค และเชิงวิชาการที่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อการค้นคว้า เนื้อหาในลักษณะเชิงข้อมูล (Content based website)กลับมีผู้สร้างน้อยมาก เพราะเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการสร้างเนื้อหา และการสร้างบุคลากรเพื่อผลิตเนื้อหา ในยุคของสื่อสิ่งพิมพ์จึงยังคงวนเวียนอยู่และสะท้อนปัญหาเดิม
ลักษณะนิสัยของการใช้สื่อและทักษะการสื่อสาร
-----» การที่สังคมการสื่อสารไทยไม่ได้เติบโตจากเนื้อในออกมาสู่วิธีการจัดการภายนอก แต่เป็นการคัดลองวิธีการสื่อสารโดยมีรูปแบบสื่อ (เทคโนโลยี) เป็นตัวกำกับ การสื่อสารในภาพที่เห็นกันจึงเป็นเพียงแค่รูปแบบของการสื่อสาร โดยที่คุณภาพของสารที่ผ่านมาในสื่อนั้นมีมวลที่เบาบาง
เห็นได้ว่าเราสามารถซื้อหาเทคโนโลยีการสื่อสารเท่าเคียงกับนานาประเทศ แต่ทักษะการสื่อสารเป็นตัวเชื่อมสู่คลังข้อมูลที่ต้องการ และกลับมีพัฒนาการที่ความเร็วต่างกันมาก การโตด้วยรูปลักษณ์ของการสื่อสารไม่เพียงพอในการปรับตัวให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ลักษณะการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป
-----» พฤติกรรมการเสพสื่อแบบผิวๆ (ในการบรรยายใช้คำว่า ‘จิบ’ ข้อมูล ) เกิดขึ้นเพราะมีช่องทางให้เรื่องต่างๆ(ที่อาจจะพอจะอยู่ในความสนใจเพียงแค่เล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง) เข้าถึงเราได้เร็วและง่ายขึ้น เราสามารถรับรู้หลายลักษณะข่าวในเวลาเดียวกัน สังเกตุได้จากการสลับหมวดไปมาของประเภทข้อมูลที่เราสามารถเลือกเสพผ่านจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เวลาในการรับข้อมูลจากสื่อสั้นลงจนทำให้เกิดธรรมชาติใหม่
การสื่อสารแบบฉับพลัน และการที่เราได้รับการสนองในรูปแบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยงมากขึ้น (multi) นี่เองทำให้เกิดผลกระทบในเชิงที่ผู้ใช้รู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของสื่อ มีเวลาได้คิดเชิงปะทะกับข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือที่เรียกว่าไม่เท่าทันข้อมูล (อ่านบทความ นี่คือ“ข้อมูล” ประกอบ) ตัวอย่างที่พบเห็นได้ในปัจจุบันขณะคือปัญหาทางสังคม(ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว)ยิ่งสามารถก่อเหตุเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้เท่าเทียมกับธรรมชาติใหม่ของตัวนำสาร เมื่อเกิดสำลักการเปลี่ยนแปลงของธรมชาติการรับข้อมูล ความรู้ไม่เท่าทันบวกกับโครงสร้างทางสังคมที่ปลูกขึ้นอย่างหละหลวมด้วยเปลือกของวัฒนะธรรมจากหลายถิ่น ทำให้โอกาสการเกิดปัญหาสังคมมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นไปได้สูง

ชี้ให้เห็นการปรับตัวของเนื้อหาที่มีผลต่อการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ (นิตยสาร)
-----» ในหมวดของสื่อสิ่งพิมพ์เองเมื่อมีปัญหาสามัญ อย่างเรื่องของคุณภาพของเนื้อเรื่องและกายภาพของเนื้อเรื่องไม่สอดคล้องหรือเอื้ออำนวยกับการออกแบบ เนื้อหาเชิงวิภาคที่เข้มข้นมีน้อย นิตยสารในกลุ่มของเรื่องเบาสมองหรือที่บางคนจำกัดความว่าไร้สาระนั้นมีเยอะ จนกลายเป็นมาตรฐานและความคาดหวังจากผู้อ่าน การมีมากของกลุ่มนิตยสารลักษณะนี้ สะท้อนสภาพสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาแบบสาระและเนื้อหาแบบอ่านทิ้งขว้างต้องมีกลุ่มที่ชัดเจน การปรับตัวเพื่อหนีการจัดระเบียบของเนื้อหาใหม่ หลังจากเนื้อหาลักษณะเล่นๆ เสพแล้วทิ้งทั่วไป กำลังทะยอยย้ายตนเองไปบนสื่อออนไลน์แทน
เนื้อหาแบบที่ต้องการความรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะหมดไปจากแผงหนังสือ เช่นข้อมูลประเภทที่เรียกติดปากว่า“อัพเดท” เพราะเป็นสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่สามารถให้ได้อีกต่อไป สังเกตุได้จากการลดลงของหนังสือพิมพ์ และแทนที่ด้วยพฤติกรรมการรับสารจากช่องทางอื่นๆ ถึงกระนั้นในประเทศไทยยอดพิมพ์หนังสือพิมพ์ยังไม่ได้ลดลง หากแต่มีแนวโน้มว่าจะมียอดคืนสูงขึ้น เพราะบางส่วนปรับเข้าหาการบริโภคข่าวทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากกระทำไปพร้อมๆกับกิจกรรมอื่นๆเช่นการเช็คอีเมลล์
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการลดลงของการส่งจดหมาย ที่ส่วนใหญ่จะเหลือแต่การส่งวัสดุหรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยที่จดหมายหรือโฆษณาแคตตาล็อก (พร้อมลิ้งค์นำไปสู่เวปไซท์) และเรื่องทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการพิมพ์บนกระดาษจะถูกแทนที่ด้วยอีเมลและเอกสารอิเล็คทรอนิค นี่คือโครงสร้างใหม่ของการสื่อสารที่กำลังหยั่งรากลงไปหามาตรฐานใหม่
เราจะเห็นได้ว่านิตยสารไลฟสไตล์ร่วมสมัย ในลักษณะต่างๆ(โมเดินท์ไลฟ์สไตล์) มีมากขึ้น และเริ่มผนวกการออกแบบและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน เพราะนิตยสารมีราคาสูงขึ้นการเลือกซื้อนิตยสารสักฉบับ จึงต้องเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างครอบคลุมความสนใจที่กว้างขึ้น หรือเป็นลักษณะเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่ม ที่มีความเหนียวแน่น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของนิตยสารหรือหนังสือเองก็ตาม ก็จะเดินทางไปสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพราะเนื้อหาที่อยู่บนความเร็ว (ภาษากองบรรณาธิการมักเรียกว่า“ของสด”) จะเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกถ่ายเปลี่ยนไปบนมีเดียใหม่
เราควรถามตนเองว่าพร้อมหรือยังในการเดินทางไปสู่จุดนั้น? การมีเวบเอดิชั่นของนิตยสาร จะไม่ได้เป็นเพียงการมีเพื่อความโก้เก๋ หรือเพื่อให้ไม่ล้าสมัยอีกต่อไป และควรที่จะต้องมองให้เป็นเชิงธุรกิจที่สอดคล้องกันในสองระบบสื่อ สิ่งที่น่าจะได้เห็นในเวลาอันไม่ไกลจากนี้ก็คือการที่นิตยสารต้องปรับให้มีการพิมพ์ที่น้อยลง และต้องเสริมด้วยเวปเอดิชั่น ตัวหนังสือหรือนิตยสารที่พิมพ์จริงจะต้องมีความพิเศษมากพอที่จะต้องซื้อเก็บ
การปรับตัวครั้งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดว่านิตยสารประเภทใดจะอยู่หรือจะไป ลักชวลลี่ไอเทม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ยังคงจะได้รับความนิยมในสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไปเพราะมีส่วนสนับสนุนความเป็นพรีเมี่ยมของนิตยสารกระดาษ ที่มีมากกว่าอีแมกกาซีน ซึ่งยังคลุมเคลือว่าการยืมจริตของนิตยสารกระดาษมาบนสื่อที่ควรใช้วิธีเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่างออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติและข้อเด่นของสื่อชนิดที่มีการตอบโต้ จะเป็นที่นิยมจนเป็นสื่อมาตรฐานในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ ยังคงไม่มีข้อสรุปที่เป็นผลบวก เพราะอาจจะเหมาะสมกับธุรกิจเพียงบางประเภทเท่านั้น
กรกฎาคม ๒๕๕๑
สรุปบทสนทนาและใจความบางส่วนของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ สองผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ เกี่ยวกับการทำความเข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสื่อ บันทึกจากการบรรยายพิเศษที่ บริษัท อมรินทร์ แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บทสรุปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบรรยายกึ่งสนทนาร่วม ๓ ชั่วโมง ซึ่งกินความถึงภาคของเทรนด์(เปลือก)ทางการออกแบบซึ่งได้ถูกละออกไปจากบทสรุปนี้
เมื่อพูดถึงสื่อที่อิงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต
-----» ในขณะที่จำนวนผู้ใช้และความใกล้ชิดกับสังคมออนไลน์ มีแนวโน้มสูงมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อัตตราการมีส่วนร่วม เป็นตัวเลขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง การเข้าถึงอุปกรณ์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อทักษะและการปรับตัวเพื่อรับสื่อสมัยใหม่ เนื่องด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ต้องใช้ความรู้ทางอุปกรณ์เข้ามามากกว่า สื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพิมพ์ (Primitive Media) ฉะนั้นนอกจากทักษะการรับและเข้าถึงแล้ว การสร้างฐานข้อมูลของสื่อก็ต้องถูกพัฒนาตามกัน เช่นทักษะของการสร้างเวปไซท์ และระบบนำทาง (Navigation) การจัดการลำดับของเนื้อหาให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดใหม่
การเสพสื่อที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเป็นอีกอุปสรรคหลักของของพัฒนาการทางด้านเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เกิดซ้ำซ้อนบนปัญหาการขาดแคลนเนื้อหาที่ยังไม่ได้รับการสนองเท่าที่ควรอยู่ก่อนหน้าแล้วในสื่อหมวดสิ่งพิมพ์ ปัญหาคุณภาพของเนื้อหานี้เอง ทำให้เวบไซท์ของประเทศไทยอุดมไปด้วยเว็บบอร์ด และการออกความคิดเห็นด้วยอารมณ์มากกว่าการแสดงความคิดเห็นเชิงวิภาค และเชิงวิชาการที่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อการค้นคว้า เนื้อหาในลักษณะเชิงข้อมูล (Content based website)กลับมีผู้สร้างน้อยมาก เพราะเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการสร้างเนื้อหา และการสร้างบุคลากรเพื่อผลิตเนื้อหา ในยุคของสื่อสิ่งพิมพ์จึงยังคงวนเวียนอยู่และสะท้อนปัญหาเดิม
ลักษณะนิสัยของการใช้สื่อและทักษะการสื่อสาร
-----» การที่สังคมการสื่อสารไทยไม่ได้เติบโตจากเนื้อในออกมาสู่วิธีการจัดการภายนอก แต่เป็นการคัดลองวิธีการสื่อสารโดยมีรูปแบบสื่อ (เทคโนโลยี) เป็นตัวกำกับ การสื่อสารในภาพที่เห็นกันจึงเป็นเพียงแค่รูปแบบของการสื่อสาร โดยที่คุณภาพของสารที่ผ่านมาในสื่อนั้นมีมวลที่เบาบาง
เห็นได้ว่าเราสามารถซื้อหาเทคโนโลยีการสื่อสารเท่าเคียงกับนานาประเทศ แต่ทักษะการสื่อสารเป็นตัวเชื่อมสู่คลังข้อมูลที่ต้องการ และกลับมีพัฒนาการที่ความเร็วต่างกันมาก การโตด้วยรูปลักษณ์ของการสื่อสารไม่เพียงพอในการปรับตัวให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ลักษณะการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป
-----» พฤติกรรมการเสพสื่อแบบผิวๆ (ในการบรรยายใช้คำว่า ‘จิบ’ ข้อมูล ) เกิดขึ้นเพราะมีช่องทางให้เรื่องต่างๆ(ที่อาจจะพอจะอยู่ในความสนใจเพียงแค่เล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง) เข้าถึงเราได้เร็วและง่ายขึ้น เราสามารถรับรู้หลายลักษณะข่าวในเวลาเดียวกัน สังเกตุได้จากการสลับหมวดไปมาของประเภทข้อมูลที่เราสามารถเลือกเสพผ่านจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เวลาในการรับข้อมูลจากสื่อสั้นลงจนทำให้เกิดธรรมชาติใหม่
การสื่อสารแบบฉับพลัน และการที่เราได้รับการสนองในรูปแบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยงมากขึ้น (multi) นี่เองทำให้เกิดผลกระทบในเชิงที่ผู้ใช้รู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของสื่อ มีเวลาได้คิดเชิงปะทะกับข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือที่เรียกว่าไม่เท่าทันข้อมูล (อ่านบทความ นี่คือ“ข้อมูล” ประกอบ) ตัวอย่างที่พบเห็นได้ในปัจจุบันขณะคือปัญหาทางสังคม(ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว)ยิ่งสามารถก่อเหตุเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้เท่าเทียมกับธรรมชาติใหม่ของตัวนำสาร เมื่อเกิดสำลักการเปลี่ยนแปลงของธรมชาติการรับข้อมูล ความรู้ไม่เท่าทันบวกกับโครงสร้างทางสังคมที่ปลูกขึ้นอย่างหละหลวมด้วยเปลือกของวัฒนะธรรมจากหลายถิ่น ทำให้โอกาสการเกิดปัญหาสังคมมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นไปได้สูง

ชี้ให้เห็นการปรับตัวของเนื้อหาที่มีผลต่อการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ (นิตยสาร)
-----» ในหมวดของสื่อสิ่งพิมพ์เองเมื่อมีปัญหาสามัญ อย่างเรื่องของคุณภาพของเนื้อเรื่องและกายภาพของเนื้อเรื่องไม่สอดคล้องหรือเอื้ออำนวยกับการออกแบบ เนื้อหาเชิงวิภาคที่เข้มข้นมีน้อย นิตยสารในกลุ่มของเรื่องเบาสมองหรือที่บางคนจำกัดความว่าไร้สาระนั้นมีเยอะ จนกลายเป็นมาตรฐานและความคาดหวังจากผู้อ่าน การมีมากของกลุ่มนิตยสารลักษณะนี้ สะท้อนสภาพสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาแบบสาระและเนื้อหาแบบอ่านทิ้งขว้างต้องมีกลุ่มที่ชัดเจน การปรับตัวเพื่อหนีการจัดระเบียบของเนื้อหาใหม่ หลังจากเนื้อหาลักษณะเล่นๆ เสพแล้วทิ้งทั่วไป กำลังทะยอยย้ายตนเองไปบนสื่อออนไลน์แทน
เนื้อหาแบบที่ต้องการความรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะหมดไปจากแผงหนังสือ เช่นข้อมูลประเภทที่เรียกติดปากว่า“อัพเดท” เพราะเป็นสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่สามารถให้ได้อีกต่อไป สังเกตุได้จากการลดลงของหนังสือพิมพ์ และแทนที่ด้วยพฤติกรรมการรับสารจากช่องทางอื่นๆ ถึงกระนั้นในประเทศไทยยอดพิมพ์หนังสือพิมพ์ยังไม่ได้ลดลง หากแต่มีแนวโน้มว่าจะมียอดคืนสูงขึ้น เพราะบางส่วนปรับเข้าหาการบริโภคข่าวทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากกระทำไปพร้อมๆกับกิจกรรมอื่นๆเช่นการเช็คอีเมลล์
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการลดลงของการส่งจดหมาย ที่ส่วนใหญ่จะเหลือแต่การส่งวัสดุหรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยที่จดหมายหรือโฆษณาแคตตาล็อก (พร้อมลิ้งค์นำไปสู่เวปไซท์) และเรื่องทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการพิมพ์บนกระดาษจะถูกแทนที่ด้วยอีเมลและเอกสารอิเล็คทรอนิค นี่คือโครงสร้างใหม่ของการสื่อสารที่กำลังหยั่งรากลงไปหามาตรฐานใหม่
เราจะเห็นได้ว่านิตยสารไลฟสไตล์ร่วมสมัย ในลักษณะต่างๆ(โมเดินท์ไลฟ์สไตล์) มีมากขึ้น และเริ่มผนวกการออกแบบและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน เพราะนิตยสารมีราคาสูงขึ้นการเลือกซื้อนิตยสารสักฉบับ จึงต้องเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างครอบคลุมความสนใจที่กว้างขึ้น หรือเป็นลักษณะเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่ม ที่มีความเหนียวแน่น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของนิตยสารหรือหนังสือเองก็ตาม ก็จะเดินทางไปสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพราะเนื้อหาที่อยู่บนความเร็ว (ภาษากองบรรณาธิการมักเรียกว่า“ของสด”) จะเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกถ่ายเปลี่ยนไปบนมีเดียใหม่
เราควรถามตนเองว่าพร้อมหรือยังในการเดินทางไปสู่จุดนั้น? การมีเวบเอดิชั่นของนิตยสาร จะไม่ได้เป็นเพียงการมีเพื่อความโก้เก๋ หรือเพื่อให้ไม่ล้าสมัยอีกต่อไป และควรที่จะต้องมองให้เป็นเชิงธุรกิจที่สอดคล้องกันในสองระบบสื่อ สิ่งที่น่าจะได้เห็นในเวลาอันไม่ไกลจากนี้ก็คือการที่นิตยสารต้องปรับให้มีการพิมพ์ที่น้อยลง และต้องเสริมด้วยเวปเอดิชั่น ตัวหนังสือหรือนิตยสารที่พิมพ์จริงจะต้องมีความพิเศษมากพอที่จะต้องซื้อเก็บ
การปรับตัวครั้งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดว่านิตยสารประเภทใดจะอยู่หรือจะไป ลักชวลลี่ไอเทม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ยังคงจะได้รับความนิยมในสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไปเพราะมีส่วนสนับสนุนความเป็นพรีเมี่ยมของนิตยสารกระดาษ ที่มีมากกว่าอีแมกกาซีน ซึ่งยังคลุมเคลือว่าการยืมจริตของนิตยสารกระดาษมาบนสื่อที่ควรใช้วิธีเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่างออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติและข้อเด่นของสื่อชนิดที่มีการตอบโต้ จะเป็นที่นิยมจนเป็นสื่อมาตรฐานในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ ยังคงไม่มีข้อสรุปที่เป็นผลบวก เพราะอาจจะเหมาะสมกับธุรกิจเพียงบางประเภทเท่านั้น
Labels:
การศึกษา,
นิรุติ กรุสวนสมบัติ,
ปกิณกะ,
เอกสารย่อย
7/31/2008
นี่คือ“ข้อมูล” This is “Data”. (Eng)
อนุทิน วงศ์สรรคกร
พฤษภาคม ๒๕๕๑
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นพิเศษเพื่อใช้ประกอบในสูจิบัติสำหรับนิทรรศการของ สันติ ลอรัชวี “ไม่ อาจ จะ ใช่” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เรียบเรียงโดย เจิมศิริ เหลืองศุภภรณ์ และจัดทำเป็นภาษาอังกฤษโดย ภูมิ รัตตวิศิษฐ์
Original essay in Thai was written by Anuthin Wongsunkakon for “Yes I am not” An art exhibition by Santi Lawrachawee. Edited by Jermsiri Luangsupporn, Translated by Poom Rattavisit
-----» The transfer of data is something we all are familiar with. Data is valuable only to the extent that it is delivered properly. When there is no receiver, it will lose its worth (sometimes, however, it is the opposite, and such data becomes invaluable) or will just remain as a record of the creator.
A new data is formed by assembling and organizing pieces of data from different sources. As you can see, it is the nature of data to be transform and transmit. Even if it remains 'hidden', it cannot hide from this fact.
Every form of design conveys some kind of message. That message or data is transferred artistically, or rather abstractly, through colors, shapes, and other elements. It extends beyond spoken and written words; therefore, it is important that designers are able to speak and write competently since they need to communicate on a visual level.
Even today, designers still couldn't speak or write well. It may be the root of all problems in the current design community. Designers often forget that it is their job to communicate, possibly because of incorrect interpretation through ambiguous messages, making the line between right and wrong unclear. Moreover, the renowned phrase, "There is no right or wrong in design," keeps designers in a whirlpool of uncertainty. We hear and use it too frequently, so often that its meanings and implications become distorted.
If data is a product, it needs an appropriate packaging before it could be delivered. The process of creating such packaging is design. No matter if it is a cover design, a layout of a page, an arrangement of a bulletin board by a high school student, or a well-crafted piece of design by a professional designer, they are all based on the same principle. The difference may only be in the skill and proficiency of the person responsible.
Nevertheless, design is not just a decoration of the exterior. In order to create an appropriate package, the designer must study the product inside and out. Only when the designer fully understand it, can he/she justifies his/her work. Thus it is essential that the designer is able to organize the data intelligently. In reality, however, many design schools still ignore this simple idea.
When data is organized inefficiently, some pieces of data become lost. Lost, in this sense, does not mean trimming out the excessive parts - those that are insignificant and make the message unnecessarily long. More than 90% of the data that has been lost is caused by the designer who is unable to organize it intelligently. Sometimes, narrow-minded clients can accentuate the problem. In addition, if there is a representative, whether on the designer's or the client's part, chances are that data will be lost on the way to the intended receiver. As a result, the process of design will be affected unintentionally and if the designer does not know how to sort it out, it will be a catastrophe.
Think of the game, 'Whisper Down the Lane', it is an excellent example of data loss. Each player has to depend on a source that is second-hand, third-hand, or even forth-hand, and sometimes the original source itself is inaccurate. At the end of the game, there is usually a loss of data caused by someone mishearing the message. The same applies to the business world. If everything went smoothly, one well-organized meeting may be enough, and of course, it is better than having too many.
When designer receives the data, he/she must be able to separate the necessary from the unnecessary; therefore it is important that he/she is considerably knowledgeable in areas such as marketing, public relations, communication, and other related fields but still on the basis of aesthetics. Designing without proper understanding is no different than answering a question without thinking. When one answers without thinking, the answer becomes insignificant. It might be the main reason why this country does not see the importance of professional designers.
A basic process of communication can be illustrated in the following way: A message is spoken to a listener. The listener jots it down using his writing skills. The reader then uses his reading skills to analyze and comprehend the written data. In order to preserve the original data under these circumstances, language skills are obviously indispensable.
Looking at it carefully, humans are the flaw of data transmission. Whatever we do, whether if it is speaking, listening, or writing, there is always a possibility of data loss. We cannot argue with the fact that every person is on a different level of literacy. Moreover, personal opinions and viewpoints will certainly bias the original message. An obvious example would be a news reporter speaking his/her voice while reporting to the public. When the receiver is incapable of capturing the essence of the message, he/she unintentionally welcomes a spin. The way designers and advertisers extract and present only the benefits of a product can also be considered a type of spin.
To minimize data loss, humans need to make back up copies. Photocopy machines and USB flash drive both operate on this basis (only that one is an analog system while the other, a digital). Magazines and newspapers also work with this idea, however, there are still chances that the data could be intentionally or unintentionally modified prior to the back up process. In the end, it is up to the receiver to organized the final data.
The good thing about backing up digitally is that every copy is exactly the same since what is recorded are merely numbers. It is widely used nowadays, wide enough to make us forget that we might one day unable to retrieve the stored data. Digital back up is simple and economical while at the same time can be effortlessly cracked and modified. It comes easily and goes easily as well. A disc cannot outlive a carved stone.
In the age of information technology, the world becomes smaller and data moves faster and more freely. This phenomenon is clearly evident in weblogs where anyone can publicize almost anything they want. Even Times Magazine honored every reader who contribute to the internet to be man of the year. Email is another great example, we could see that the number of users constantly increases for the past ten years.
The faster data is fed, the more difficult it is for the reader to digest. Since there is a shorter time frame between the creation of the data and its publication, the extraction process becomes rougher. Decades ago, it took days before something could be printed and publicized. Now, if takes only a single click. Our ability to receive information should develop in parallel to technology, but sadly, it does not. We remain more or less static. Many misunderstandings in society today is a result of this condition.
In the beginning, humans created language for the purpose of communication which led to the formation of a community. Everyday we are driven by data. It is the way the world moves. If we look at it carefully, technology, business, art, music, design etc. are all languages in disguise. They are made to communicate one way or another.
One could say that the movement of data is communication. Humans cause this movement and this is the nature of society. We know that if there is a flaw in communication, it is in us, humans. No matter how far the medium in which data travel develops, we cannot use it efficiently until we solve our own problems.
When we create a piece of data, we need to know where our receiver stands. Not everyone is smart or foolish enough to grasp any message. Whether if it is a written or graphic language, they should both sympathize with the receiver's educational level.
Any society that has difficulties with the flow of communication should improve their education in all areas. Design is one perfect judge in this situation. It needs to work on the same level as the receiver, otherwise the intended message will not be delivered properly.
When the level of education is low, it pulls everything down with it. Many designers wish to contribute something to the flow of communication, to make it better. They are, however, confined within the boundaries of a conservative society. Stepping out of those sensitive bounds may lead to a failure in communication.
พฤษภาคม ๒๕๕๑
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นพิเศษเพื่อใช้ประกอบในสูจิบัติสำหรับนิทรรศการของ สันติ ลอรัชวี “ไม่ อาจ จะ ใช่” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เรียบเรียงโดย เจิมศิริ เหลืองศุภภรณ์ และจัดทำเป็นภาษาอังกฤษโดย ภูมิ รัตตวิศิษฐ์
Original essay in Thai was written by Anuthin Wongsunkakon for “Yes I am not” An art exhibition by Santi Lawrachawee. Edited by Jermsiri Luangsupporn, Translated by Poom Rattavisit
-----» The transfer of data is something we all are familiar with. Data is valuable only to the extent that it is delivered properly. When there is no receiver, it will lose its worth (sometimes, however, it is the opposite, and such data becomes invaluable) or will just remain as a record of the creator.
A new data is formed by assembling and organizing pieces of data from different sources. As you can see, it is the nature of data to be transform and transmit. Even if it remains 'hidden', it cannot hide from this fact.
Every form of design conveys some kind of message. That message or data is transferred artistically, or rather abstractly, through colors, shapes, and other elements. It extends beyond spoken and written words; therefore, it is important that designers are able to speak and write competently since they need to communicate on a visual level.
Even today, designers still couldn't speak or write well. It may be the root of all problems in the current design community. Designers often forget that it is their job to communicate, possibly because of incorrect interpretation through ambiguous messages, making the line between right and wrong unclear. Moreover, the renowned phrase, "There is no right or wrong in design," keeps designers in a whirlpool of uncertainty. We hear and use it too frequently, so often that its meanings and implications become distorted.
If data is a product, it needs an appropriate packaging before it could be delivered. The process of creating such packaging is design. No matter if it is a cover design, a layout of a page, an arrangement of a bulletin board by a high school student, or a well-crafted piece of design by a professional designer, they are all based on the same principle. The difference may only be in the skill and proficiency of the person responsible.
Nevertheless, design is not just a decoration of the exterior. In order to create an appropriate package, the designer must study the product inside and out. Only when the designer fully understand it, can he/she justifies his/her work. Thus it is essential that the designer is able to organize the data intelligently. In reality, however, many design schools still ignore this simple idea.
When data is organized inefficiently, some pieces of data become lost. Lost, in this sense, does not mean trimming out the excessive parts - those that are insignificant and make the message unnecessarily long. More than 90% of the data that has been lost is caused by the designer who is unable to organize it intelligently. Sometimes, narrow-minded clients can accentuate the problem. In addition, if there is a representative, whether on the designer's or the client's part, chances are that data will be lost on the way to the intended receiver. As a result, the process of design will be affected unintentionally and if the designer does not know how to sort it out, it will be a catastrophe.
Think of the game, 'Whisper Down the Lane', it is an excellent example of data loss. Each player has to depend on a source that is second-hand, third-hand, or even forth-hand, and sometimes the original source itself is inaccurate. At the end of the game, there is usually a loss of data caused by someone mishearing the message. The same applies to the business world. If everything went smoothly, one well-organized meeting may be enough, and of course, it is better than having too many.
When designer receives the data, he/she must be able to separate the necessary from the unnecessary; therefore it is important that he/she is considerably knowledgeable in areas such as marketing, public relations, communication, and other related fields but still on the basis of aesthetics. Designing without proper understanding is no different than answering a question without thinking. When one answers without thinking, the answer becomes insignificant. It might be the main reason why this country does not see the importance of professional designers.
A basic process of communication can be illustrated in the following way: A message is spoken to a listener. The listener jots it down using his writing skills. The reader then uses his reading skills to analyze and comprehend the written data. In order to preserve the original data under these circumstances, language skills are obviously indispensable.
Looking at it carefully, humans are the flaw of data transmission. Whatever we do, whether if it is speaking, listening, or writing, there is always a possibility of data loss. We cannot argue with the fact that every person is on a different level of literacy. Moreover, personal opinions and viewpoints will certainly bias the original message. An obvious example would be a news reporter speaking his/her voice while reporting to the public. When the receiver is incapable of capturing the essence of the message, he/she unintentionally welcomes a spin. The way designers and advertisers extract and present only the benefits of a product can also be considered a type of spin.
To minimize data loss, humans need to make back up copies. Photocopy machines and USB flash drive both operate on this basis (only that one is an analog system while the other, a digital). Magazines and newspapers also work with this idea, however, there are still chances that the data could be intentionally or unintentionally modified prior to the back up process. In the end, it is up to the receiver to organized the final data.
The good thing about backing up digitally is that every copy is exactly the same since what is recorded are merely numbers. It is widely used nowadays, wide enough to make us forget that we might one day unable to retrieve the stored data. Digital back up is simple and economical while at the same time can be effortlessly cracked and modified. It comes easily and goes easily as well. A disc cannot outlive a carved stone.
In the age of information technology, the world becomes smaller and data moves faster and more freely. This phenomenon is clearly evident in weblogs where anyone can publicize almost anything they want. Even Times Magazine honored every reader who contribute to the internet to be man of the year. Email is another great example, we could see that the number of users constantly increases for the past ten years.
The faster data is fed, the more difficult it is for the reader to digest. Since there is a shorter time frame between the creation of the data and its publication, the extraction process becomes rougher. Decades ago, it took days before something could be printed and publicized. Now, if takes only a single click. Our ability to receive information should develop in parallel to technology, but sadly, it does not. We remain more or less static. Many misunderstandings in society today is a result of this condition.
In the beginning, humans created language for the purpose of communication which led to the formation of a community. Everyday we are driven by data. It is the way the world moves. If we look at it carefully, technology, business, art, music, design etc. are all languages in disguise. They are made to communicate one way or another.
One could say that the movement of data is communication. Humans cause this movement and this is the nature of society. We know that if there is a flaw in communication, it is in us, humans. No matter how far the medium in which data travel develops, we cannot use it efficiently until we solve our own problems.
When we create a piece of data, we need to know where our receiver stands. Not everyone is smart or foolish enough to grasp any message. Whether if it is a written or graphic language, they should both sympathize with the receiver's educational level.
Any society that has difficulties with the flow of communication should improve their education in all areas. Design is one perfect judge in this situation. It needs to work on the same level as the receiver, otherwise the intended message will not be delivered properly.
When the level of education is low, it pulls everything down with it. Many designers wish to contribute something to the flow of communication, to make it better. They are, however, confined within the boundaries of a conservative society. Stepping out of those sensitive bounds may lead to a failure in communication.
Labels:
English Article,
การศึกษา,
แนวคิดใหม่,
ภูมิ รัตตวิศิษฐ์,
เลขนศิลป์
7/01/2008
นี่คือ“ข้อมูล”
อนุทิน วงศ์สรรคกร
พฤษภาคม ๒๕๕๑
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นพิเศษเพื่อใช้ประกอบในสูจิบัติสำหรับนิทรรศการของ สันติ ลอรัชวี “ไม่ อาจ จะ ใช่” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เรียบเรียงโดย เจิมศิริ เหลืองศุภภรณ์ และจัดทำเป็นภาษาอังกฤษโดย ภูมิ รัตตวิศิษฐ์

-----» การส่งต่อของข้อมูลเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคย และสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป โดยปรกติแล้ว ข้อมูลมักจะถูกแทนความหมายว่าเป็นสิ่งมีค่า ซึ่งมันจะไม่มีค่าเลยถ้าปราศจากผู้รับ เพราะข้อมูลที่ไม่เกิดการส่งต่อ ก็จะทำให้ค่าของมันเป็นเพียงความลับ (ซึ่งในบางทีกลับถูกมองว่าเป็นข้อมูลที่มีค่ามากพิเศษ) หรือเป็นเพียงการบันทึกของผู้สร้างข้อมูล
ในทางกลับกันการสร้างข้อมูลต้องนำข้อมูลอื่นจากหลากแหล่งมาประกอบหรือเปรียบเทียบเพื่อนำมาสู่ข้อมูลใหม่ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลนั้น ตามธรรมชาติของมันคือการเปลี่ยนถ่ายและการแพร่กระจายตนเองอยู่แล้ว ถึงแม้จะถูกเก็บในรูปแบบความลับก็ตาม ในที่สุดก็ไม่อาจจะหนีพ้นข้อเท็จจริงนี้
การออกแบบไม่ว่าจะเป็นสาขาไหนก็ล้วนเป็นการกระจายข้อมูลเช่นกัน อาจจะเป็นในรูปแบบที่มากกว่าการพูดหรือการเขียนเพื่อสื่อสาร นักออกแบบที่ดีจึงน่าที่จะพูดและเขียนได้ดีด้วย เพราะต้องนำมาประกอบกับการสื่อสารทางภาพ และการสื่อสารทางอารมณ์ผ่านผิวชั้นนอกของงานออกแบบซึ่งอยู่บนพื้นฐานของศิลปะ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการสื่อสารความรู้สึกทางด้านนามธรรมผ่าน สี รูปทรง และองค์ประกอบอื่นๆ
นักออกแบบทุกวันนี้ยังมีปัญหาพื้นฐานที่เกี่ยวกับการพูดและเขียน ซึ่งเป็นรากที่แท้จริงของปัญหาการออกแบบที่พบเจอในชีวิตประจำวัน เรามักลืมไปว่างานออกแบบก็คือการสื่อสารชนิดหนึ่ง เหตุที่ทำให้เราลืมๆ กันก็เพราะ การเกิดขึ้นเป็นนิจของรูปประโยคที่ไม่ดีแต่สุดท้ายมันก็ยังพอที่จะสื่อสารได้ จึงทำให้เส้นกั้นระหว่างความเป็นปัญหาและความไม่เป็นปัญหาดูไม่ชัดเจนไปอย่างถนัดใจ ผนวกกับการที่เรามักใช้แนวคิดแบบรอมชอมเหมารวมเอาว่า “การออกแบบไม่มีถูกและไม่มีผิด” คำกล่าวอ้างความไม่ถูกแล้วก็ไม่ผิดนี้เอง ที่เป็นตัวลงโทษนักออกแบบอย่างเงียบๆ เสมอมา การเป็นเหมือนคำสาปให้ทำอะไรก็ได้เพราะความไม่ชัดเจนของเส้นแบ่ง ซึ่งเราใช้ประโยคนี้จนเคยชินและเกิดการเพี้ยนทางความหมายและลักษณะการใช้

หากจะเปรียบเทียบข้อมูลเป็นเนื้อหา ข้อมูลก็คือแกนสำคัญ เป็นใจความที่จำเป็นต้องมีสิ่งที่มาบรรจุเพื่อการขนส่ง เปลือกนอกที่นำมาห่อ และจัดเตรียมเพื่อการขนส่งข้อมูล ก็คือการออกแบบนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นแค่ปกรายงาน การเรียงหน้ากระดาษของเลขานุการ หรือการจัดบอร์ดในของนักเรียนมัธยม ไปจนถึงนักออกแบบอาชีพในบริษัทออกแบบชั้นนำ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่บนหลักการเดียวกันนี้ หากจะต่างกันก็น่าจะเป็นที่ทักษะการนำเสนอ ซึ่งมีชั้นเชิงต่างกัน เพราะผู้ที่ผ่านการศึกษาการออกแบบย่อมได้เปรียบในเรื่องของการสร้างเปลือกที่สวยงาม
ขณะเดียวกันเราไม่ควรเข้าใจว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการสร้างเปลือก เพราะการที่จะสร้างสิ่งที่ใช้บรรจุอะไรสักอย่าง มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำความรู้จักกับสิ่งของที่จะนำมาบรรจุภายใน การทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะนำมาบรรจุนี้เอง เป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินทางการออกแบบ เพราะมันเป็นการนำมาซึ่งข้อแม้และเหตุผลของการออกแบบเปลือกนอกที่จะนำพาข้อมูลไปสู่จุดหมาย ฉะนั้นนักออกแบบก็ควรที่จะมีความสามารถสูงในการจัดการกับข้อมูล แต่ในสภาพการเรียนการสอนออกแบบจริงๆ ในระดับอุดมศึกษา เรายังให้ความสำคัญกับส่วนนี้น้อยมาก
เมื่อการจัดการข้อมูลไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าการสูญหายทางข้อมูล แต่เราอย่าสับสนกับการละข้อมูลบางส่วนที่คิดว่าไม่จำเป็นออก เพราะอาจจะทำให้เยิ่นเย้อ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องสื่อสารด้วยเหตุผลทางการตลาด การสูญหายของข้อมูลกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นมาจากการที่นักออกแบบไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการย่อยหรือย่อข้อมูล ในบางกรณีอาจจะควบรวมกับนักการตลาดที่มีวิสัยทัศน์แคบ เราจึงมักพบปัญหานี้ได้บ่อยๆ กับการบรีฟงานจากลูกค้า หรือตัวแทนลูกค้าสู่นักออกแบบหรือตัวแทนนักออกแบบ บางครั้งยิ่งเกิดการพูดคุยบ่อยครั้งหรือผ่านหลายบุคคลก็จะทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของข้อมูล การย่อยและย่นย่อในขั้นการออกแบบก็จะมีปัญหา ยิ่งเจอนักออกแบบที่มีทักษะจัดการกับข้อมูลต่ำ ก็จะนำมาสู่โศกนาฏกรรมการสื่อสาร
หากจะเปรียบเทียบการสูญหายของข้อมูลให้เป็นภาพชัดเจน ก็คงไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกมบอกต่อ เมื่อบอกต่อๆ กัน เราต้องพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่อาจจะเป็นข้อมูลมือสอง สาม หรือสี่ ยังไม่นับความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสารเอง เมื่อจบเกมจึงมักพบว่าการโอนถ่ายของข้อมูลจากต้นทางสู่ปลายทาง เกิดความไม่ชัดเจนในผู้เล่นเกมคนใดคนหนึ่ง นำไปสู่ข้อความหรือใจความที่ผิดผลาด เช่นเดียวกันกับชีวิตจริง การประชุมที่ดี ครั้งเดียวก็อาจจะเพียงพอกับการทำงาน และย่อมดีกว่าการประชุมหลายครั้งโดยเกินความจำเป็น
เมื่อข้อมูลมาถึงมือ นักออกแบบที่ดีควรมีคุณสมบัติในการชั่ง ตวง วัด เพื่อพิจารณาว่าสมเหตุผลหรือไม่ ฉะนั้นนักออกแบบจึงจำเป็นต้องมีทักษะความรู้ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ความรู้รอบตัว การตลาด การประชาสัมพันธ์ และแน่นอน ทักษะทางการสื่อสาร(โดยอยู่บนพื้นฐานของสุนทรีย์) มิเช่นนั้นเราจะมองไม่เห็นความสมเหตุสมผล หรือการตกหล่นของข้อมูล หากนักออกแบบไม่สามารถพินิจวิเคราะห์ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการรับงานมาแล้วก็ทำตามโจทย์ เสมือนว่าไม่ได้ใช้สมอง งานใดที่ดูเหมือนไม่ได้ใช้สมองก็จะถูกสังคมมองว่าเป็นงานที่ไม่ค่อยมีความสำคัญ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่การออกแบบ (โดยเฉพาะการออกแบบสิ่งพิมพ์) ในบ้านเรา จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องหรืออาชีพที่ไม่สำคัญเท่าไรนัก ดูเหมือนว่าใครจะทำก็ได้

ธรรมชาติของการถ่ายทอดข้อมูลอธิบายได้ดังนี้ การป้อนข้อมูลด้วยการสื่อสารทางวาจาผ่านการรับฟัง การรับฟังถูกบันทึกเป็นการเขียน การเขียนต้องอาศัยทักษะทางด้านภาษาเพื่อให้ข้อมูลคงสภาพเดิมได้มากที่สุด ผู้รับข้อมูลผ่านทางการบันทึกด้วยภาษาก็ต้องมีทักษะทางการอ่านและการทำความเข้าใจ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกัน จะเห็นได้ว่าหากทักษะการใช้ภาษาทั้งในด้านของทักษะการเขียนหรืออ่าน ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคงอยู่ของข้อมูลเดิม
เมื่อพิจารณาขั้นตอนการเดินทางของข้อมูลดังที่กล่าวมา เราจะพบว่าจุดอ่อนของการถ่ายเทข้อมูลอยู่ที่ตัวมนุษย์นั่นเอง ความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ที่เกิดขึ้นจากทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ที่ไม่เท่ากัน ยังไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดั้งเดิมโดยเจตนา อย่างเช่น การเสนอข่าวที่ตั้งอยู่บนความคิดเห็นส่วนตัว มีความคิดแบบปัจเจกหรืออคติเข้ามาผสม (bias) ก็จะทำให้ข้อมูลที่น่าจะเป็นข้อเท็จจริงไม่สามารถข้ามผ่านมาได้ ผู้รับสารจึงต้องใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลสูง และต้องมีการเปรียบเทียบแหล่งข้อมูล บวกกับข้อด้อยของภาษาที่ผู้รับสารต้องมีทักษะ ความเข้าใจและการตีความ จึงเป็นช่องว่างให้เกิดการเล่นข่าว (spin) นักออกแบบหรือนักโฆษณาที่ต้องเลือกพูดเฉพาะข้อดีของลูกค้าและผลิตภัณฑ์ โดยการละข้อด้อยเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการทางการตลาด ก็นับว่าเป็นการเล่นกับข้อมูลเช่นเดียวกัน
มนุษย์เราจึงต้องใช้ประโยชน์จากการทำสำเนาข้อมูลให้ได้บันทึกทางภาษาเหมือนกันทุกครั้ง เพื่อลดปัญหาและข้อบกพร่องของมนุษย์ในการสื่อสารให้มากที่สุด เครื่องถ่ายเอกสารหรือแม้แต่ยูเอสบีไดรฟ์ก็ถูกสร้างขึ้นบนคอนเซ็ปท์นี้ (ต่างกันก็เพียงพื้นฐานของสื่อที่อันหนึ่งเป็นแอนนาล็อคและอีกอันเป็นดิจิตอล) จะเห็นได้ว่านิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ก็ใช้พื้นฐานนี้เช่นกันในการนำเสนอข้อมูล แต่เนื่องด้วยขั้นตอนก่อนการทำเป็นสำเนาอาจจะเกิดความบกพร่องจากการเล่นข่าวหรือจากอคติได้อยู่เสมอ ทั้งที่เกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจทางการตลาด ภาระจึงตกอยู่กับผู้รับสารเอง ที่ต้องใช้ความสามารถและระดับสติปัญญาส่วนตัวอย่างมากในการรับข้อมูล
การเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลดูจะได้เปรียบเพราะมีข้อดีของการทำซ้ำได้เหมือนต้นฉบับทุกครั้ง จึงเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน จนมีการกังวลกันว่าหากมนุษย์พึ่งพาการจัดเก็บข้อมูลและการบันทึกข้อมูลด้วยวิธีนี้มากยิ่งขึ้น แล้ววันใดเราเกิดสูญเสียความสามารถในการเรียกใช้ข้อมูลที่เป็นระบบดิจิตอล ข้อมูลก็อาจจะสูญหายได้อย่างง่ายดาย เราหาได้ฉุกคิดไม่ว่า ระบบการบันทึกแบบดิจิตอลนี้สามารถถูกดัดแปลงหรือแก้ไขได้ง่ายมาก และมันก็ไม่ได้คงทนถาวรเลย ที่จริงแล้วอายุของมีเดียอย่างซีดีรอมที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้นสั้นกว่าการสลักหินแบบโบราณเสียอีก
ในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Information technology) ที่ก้าวหน้า การเคลื่อนย้ายข้อมูลหรือการสื่อสารเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็วและมีอิสระมากขึ้น บุคคลทั่วไปสามารถตีพิมพ์หรือเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างอิสระ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ของเวบล็อคที่ได้สร้างเนื้อหาให้กับอินเทอร์เน็ตอย่างมากมาย แม้กระทั่งนิตยสารไทม์ยังยกย่องให้ผู้อ่านทุกคน ที่เป็นผู้ร่วมสร้างเนื้อหาให้กับอินเทอร์เน็ตเป็นบุคคลแห่งปี แถมท้ายด้วยปัจจัยในเรื่องของจำนวนผู้ที่ใช้อีเมลล์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมาโดยตลอดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
จากความง่ายในการกระจายข้อมูลดังกล่าว จึงทำให้ผู้รับสารในยุคปัจจุบันต้องใช้การกลั่นกรองข้อมูลมากเป็นพิเศษ เพราะกระบวนการของการตระเตรียมข้อมูลมีน้อยลง เวลาตรวจทานเพื่อให้ได้ข้อมูลเพื่อการสื่อที่มีประสิทธิภาพ ถูกตัดทอนมาสู่การกดเพื่อตีพิมพ์ในหน้าเวบล็อคด้วยเวลาเพียงแค่อึดใจของคนคนเดียว สรุปได้ว่าผู้รับสารจึงต้องใช้เหตุและผลสูงขึ้นในการรับสาร แต่ดูเหมือนว่าทักษะการรับสารของมนุษย์เราไม่ได้พัฒนาไปตามพัฒนาการของการสื่อสาร วิจารณญาณในการเสพข้อมูลยังคงอยู่ในระดับเดิม จึงนำมาสู่ปัญหาความไม่เข้าใจในสังคมหลากหลายประการ

มนุษย์เป็นผู้สร้างข้อมูล ภาษา และตัวอักษรเพื่อเป็นตัวกลางในการการสื่อสาร จึงทำให้เกิดเป็นสังคม ซึ่งตั้งแต่มีมนุษย์สังคมก็ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลต่างๆ เป็นวิธีที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี การค้า ศิลปะ ดนตรี การออกแบบ และอีกมากมาย หากมองเรื่องนี้อย่างเข้าใจ เราจะพบว่าความรู้เหล่านี้ก็เป็นอีกรูปแบบของภาษาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารและการถ่ายเทข้อมูล
อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนที่ของข้อมูลก็คือการสื่อสารนั่นเอง ผู้ที่ทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ก็คือมนุษย์ การเคลื่อนที่ของข้อมูลก็คือธรรมชาติของการเป็นสังคม และในเมื่อเราทราบแล้วว่าจุดอ่อนของการเคลื่อนที่ของข้อมูลคือที่ตัวมนุษย์เอง ไม่ว่าเราจะสร้างวิทยาการใหม่ สร้างเครื่องมือใหม่ที่ทำให้การถ่ายเทข้อมูลมีประสิทธิภาพเพียงใด ก็คงไม่เกิดประโยชน์ หากเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ตัวมนุษย์เองได้
ความสามารถในการรับสาร ที่เป็นตัวกำหนดว่าการสื่อสารด้วยความฉลาดระดับไหนจึงจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาทางภาษาศาสตร์ หรือภาษาทางการออกแบบ ล้วนมีความจำเป็นต้องสอดคล้องกับผู้รับสาร
ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า สังคมใดที่สมาชิกมีความสามารถในการรับและถ่ายเทข้อมูลต่ำ เป็นสังคมที่ต้องพัฒนาด้านการศึกษาทุกแขนง สังเกตุได้จากการออกแบบซึ่งเป็นตัวสะท้อนระดับของความสามารถในการรับข้อมูลอย่างหนึ่ง เป็นมาตรวัดที่ค่อนข้างเที่ยงตรงที่ทำให้เห็นภาพโดยรวม วัดได้จากทักษะและลักษณะการใช้ภาษาทางการออกแบบที่มีความจำเป็นต้องเหมาะสมกับสังคมนั้นๆ
หากคลุมเครือเอาใจนักออกแบบกันเอง ก็อาจจะอนุมานว่านักออกแบบไม่สามารถเพิ่มทักษะในการออกแบบสื่อสารสูงกว่าที่เป็น เพราะถูกกำหนดจากสภาพแวดล้อมของสังคมโดยรวม ในกรณีนี้คือการไม่เท่าเทียมกันทางการสื่อสาร เกิดความล้มเหลวในเชิงการออกแบบการสื่อสารนั่นเอง
พฤษภาคม ๒๕๕๑
บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นพิเศษเพื่อใช้ประกอบในสูจิบัติสำหรับนิทรรศการของ สันติ ลอรัชวี “ไม่ อาจ จะ ใช่” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท เรียบเรียงโดย เจิมศิริ เหลืองศุภภรณ์ และจัดทำเป็นภาษาอังกฤษโดย ภูมิ รัตตวิศิษฐ์

-----» การส่งต่อของข้อมูลเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคย และสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป โดยปรกติแล้ว ข้อมูลมักจะถูกแทนความหมายว่าเป็นสิ่งมีค่า ซึ่งมันจะไม่มีค่าเลยถ้าปราศจากผู้รับ เพราะข้อมูลที่ไม่เกิดการส่งต่อ ก็จะทำให้ค่าของมันเป็นเพียงความลับ (ซึ่งในบางทีกลับถูกมองว่าเป็นข้อมูลที่มีค่ามากพิเศษ) หรือเป็นเพียงการบันทึกของผู้สร้างข้อมูล
ในทางกลับกันการสร้างข้อมูลต้องนำข้อมูลอื่นจากหลากแหล่งมาประกอบหรือเปรียบเทียบเพื่อนำมาสู่ข้อมูลใหม่ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลนั้น ตามธรรมชาติของมันคือการเปลี่ยนถ่ายและการแพร่กระจายตนเองอยู่แล้ว ถึงแม้จะถูกเก็บในรูปแบบความลับก็ตาม ในที่สุดก็ไม่อาจจะหนีพ้นข้อเท็จจริงนี้
การออกแบบไม่ว่าจะเป็นสาขาไหนก็ล้วนเป็นการกระจายข้อมูลเช่นกัน อาจจะเป็นในรูปแบบที่มากกว่าการพูดหรือการเขียนเพื่อสื่อสาร นักออกแบบที่ดีจึงน่าที่จะพูดและเขียนได้ดีด้วย เพราะต้องนำมาประกอบกับการสื่อสารทางภาพ และการสื่อสารทางอารมณ์ผ่านผิวชั้นนอกของงานออกแบบซึ่งอยู่บนพื้นฐานของศิลปะ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการสื่อสารความรู้สึกทางด้านนามธรรมผ่าน สี รูปทรง และองค์ประกอบอื่นๆ
นักออกแบบทุกวันนี้ยังมีปัญหาพื้นฐานที่เกี่ยวกับการพูดและเขียน ซึ่งเป็นรากที่แท้จริงของปัญหาการออกแบบที่พบเจอในชีวิตประจำวัน เรามักลืมไปว่างานออกแบบก็คือการสื่อสารชนิดหนึ่ง เหตุที่ทำให้เราลืมๆ กันก็เพราะ การเกิดขึ้นเป็นนิจของรูปประโยคที่ไม่ดีแต่สุดท้ายมันก็ยังพอที่จะสื่อสารได้ จึงทำให้เส้นกั้นระหว่างความเป็นปัญหาและความไม่เป็นปัญหาดูไม่ชัดเจนไปอย่างถนัดใจ ผนวกกับการที่เรามักใช้แนวคิดแบบรอมชอมเหมารวมเอาว่า “การออกแบบไม่มีถูกและไม่มีผิด” คำกล่าวอ้างความไม่ถูกแล้วก็ไม่ผิดนี้เอง ที่เป็นตัวลงโทษนักออกแบบอย่างเงียบๆ เสมอมา การเป็นเหมือนคำสาปให้ทำอะไรก็ได้เพราะความไม่ชัดเจนของเส้นแบ่ง ซึ่งเราใช้ประโยคนี้จนเคยชินและเกิดการเพี้ยนทางความหมายและลักษณะการใช้

หากจะเปรียบเทียบข้อมูลเป็นเนื้อหา ข้อมูลก็คือแกนสำคัญ เป็นใจความที่จำเป็นต้องมีสิ่งที่มาบรรจุเพื่อการขนส่ง เปลือกนอกที่นำมาห่อ และจัดเตรียมเพื่อการขนส่งข้อมูล ก็คือการออกแบบนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นแค่ปกรายงาน การเรียงหน้ากระดาษของเลขานุการ หรือการจัดบอร์ดในของนักเรียนมัธยม ไปจนถึงนักออกแบบอาชีพในบริษัทออกแบบชั้นนำ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่บนหลักการเดียวกันนี้ หากจะต่างกันก็น่าจะเป็นที่ทักษะการนำเสนอ ซึ่งมีชั้นเชิงต่างกัน เพราะผู้ที่ผ่านการศึกษาการออกแบบย่อมได้เปรียบในเรื่องของการสร้างเปลือกที่สวยงาม
ขณะเดียวกันเราไม่ควรเข้าใจว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการสร้างเปลือก เพราะการที่จะสร้างสิ่งที่ใช้บรรจุอะไรสักอย่าง มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำความรู้จักกับสิ่งของที่จะนำมาบรรจุภายใน การทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะนำมาบรรจุนี้เอง เป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินทางการออกแบบ เพราะมันเป็นการนำมาซึ่งข้อแม้และเหตุผลของการออกแบบเปลือกนอกที่จะนำพาข้อมูลไปสู่จุดหมาย ฉะนั้นนักออกแบบก็ควรที่จะมีความสามารถสูงในการจัดการกับข้อมูล แต่ในสภาพการเรียนการสอนออกแบบจริงๆ ในระดับอุดมศึกษา เรายังให้ความสำคัญกับส่วนนี้น้อยมาก
เมื่อการจัดการข้อมูลไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าการสูญหายทางข้อมูล แต่เราอย่าสับสนกับการละข้อมูลบางส่วนที่คิดว่าไม่จำเป็นออก เพราะอาจจะทำให้เยิ่นเย้อ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องสื่อสารด้วยเหตุผลทางการตลาด การสูญหายของข้อมูลกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นมาจากการที่นักออกแบบไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการย่อยหรือย่อข้อมูล ในบางกรณีอาจจะควบรวมกับนักการตลาดที่มีวิสัยทัศน์แคบ เราจึงมักพบปัญหานี้ได้บ่อยๆ กับการบรีฟงานจากลูกค้า หรือตัวแทนลูกค้าสู่นักออกแบบหรือตัวแทนนักออกแบบ บางครั้งยิ่งเกิดการพูดคุยบ่อยครั้งหรือผ่านหลายบุคคลก็จะทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของข้อมูล การย่อยและย่นย่อในขั้นการออกแบบก็จะมีปัญหา ยิ่งเจอนักออกแบบที่มีทักษะจัดการกับข้อมูลต่ำ ก็จะนำมาสู่โศกนาฏกรรมการสื่อสาร
หากจะเปรียบเทียบการสูญหายของข้อมูลให้เป็นภาพชัดเจน ก็คงไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกมบอกต่อ เมื่อบอกต่อๆ กัน เราต้องพึ่งพาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่อาจจะเป็นข้อมูลมือสอง สาม หรือสี่ ยังไม่นับความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสารเอง เมื่อจบเกมจึงมักพบว่าการโอนถ่ายของข้อมูลจากต้นทางสู่ปลายทาง เกิดความไม่ชัดเจนในผู้เล่นเกมคนใดคนหนึ่ง นำไปสู่ข้อความหรือใจความที่ผิดผลาด เช่นเดียวกันกับชีวิตจริง การประชุมที่ดี ครั้งเดียวก็อาจจะเพียงพอกับการทำงาน และย่อมดีกว่าการประชุมหลายครั้งโดยเกินความจำเป็น
เมื่อข้อมูลมาถึงมือ นักออกแบบที่ดีควรมีคุณสมบัติในการชั่ง ตวง วัด เพื่อพิจารณาว่าสมเหตุผลหรือไม่ ฉะนั้นนักออกแบบจึงจำเป็นต้องมีทักษะความรู้ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ความรู้รอบตัว การตลาด การประชาสัมพันธ์ และแน่นอน ทักษะทางการสื่อสาร(โดยอยู่บนพื้นฐานของสุนทรีย์) มิเช่นนั้นเราจะมองไม่เห็นความสมเหตุสมผล หรือการตกหล่นของข้อมูล หากนักออกแบบไม่สามารถพินิจวิเคราะห์ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการรับงานมาแล้วก็ทำตามโจทย์ เสมือนว่าไม่ได้ใช้สมอง งานใดที่ดูเหมือนไม่ได้ใช้สมองก็จะถูกสังคมมองว่าเป็นงานที่ไม่ค่อยมีความสำคัญ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่การออกแบบ (โดยเฉพาะการออกแบบสิ่งพิมพ์) ในบ้านเรา จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องหรืออาชีพที่ไม่สำคัญเท่าไรนัก ดูเหมือนว่าใครจะทำก็ได้

ธรรมชาติของการถ่ายทอดข้อมูลอธิบายได้ดังนี้ การป้อนข้อมูลด้วยการสื่อสารทางวาจาผ่านการรับฟัง การรับฟังถูกบันทึกเป็นการเขียน การเขียนต้องอาศัยทักษะทางด้านภาษาเพื่อให้ข้อมูลคงสภาพเดิมได้มากที่สุด ผู้รับข้อมูลผ่านทางการบันทึกด้วยภาษาก็ต้องมีทักษะทางการอ่านและการทำความเข้าใจ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกัน จะเห็นได้ว่าหากทักษะการใช้ภาษาทั้งในด้านของทักษะการเขียนหรืออ่าน ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคงอยู่ของข้อมูลเดิม
เมื่อพิจารณาขั้นตอนการเดินทางของข้อมูลดังที่กล่าวมา เราจะพบว่าจุดอ่อนของการถ่ายเทข้อมูลอยู่ที่ตัวมนุษย์นั่นเอง ความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ที่เกิดขึ้นจากทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ที่ไม่เท่ากัน ยังไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดั้งเดิมโดยเจตนา อย่างเช่น การเสนอข่าวที่ตั้งอยู่บนความคิดเห็นส่วนตัว มีความคิดแบบปัจเจกหรืออคติเข้ามาผสม (bias) ก็จะทำให้ข้อมูลที่น่าจะเป็นข้อเท็จจริงไม่สามารถข้ามผ่านมาได้ ผู้รับสารจึงต้องใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลสูง และต้องมีการเปรียบเทียบแหล่งข้อมูล บวกกับข้อด้อยของภาษาที่ผู้รับสารต้องมีทักษะ ความเข้าใจและการตีความ จึงเป็นช่องว่างให้เกิดการเล่นข่าว (spin) นักออกแบบหรือนักโฆษณาที่ต้องเลือกพูดเฉพาะข้อดีของลูกค้าและผลิตภัณฑ์ โดยการละข้อด้อยเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการทางการตลาด ก็นับว่าเป็นการเล่นกับข้อมูลเช่นเดียวกัน
มนุษย์เราจึงต้องใช้ประโยชน์จากการทำสำเนาข้อมูลให้ได้บันทึกทางภาษาเหมือนกันทุกครั้ง เพื่อลดปัญหาและข้อบกพร่องของมนุษย์ในการสื่อสารให้มากที่สุด เครื่องถ่ายเอกสารหรือแม้แต่ยูเอสบีไดรฟ์ก็ถูกสร้างขึ้นบนคอนเซ็ปท์นี้ (ต่างกันก็เพียงพื้นฐานของสื่อที่อันหนึ่งเป็นแอนนาล็อคและอีกอันเป็นดิจิตอล) จะเห็นได้ว่านิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ก็ใช้พื้นฐานนี้เช่นกันในการนำเสนอข้อมูล แต่เนื่องด้วยขั้นตอนก่อนการทำเป็นสำเนาอาจจะเกิดความบกพร่องจากการเล่นข่าวหรือจากอคติได้อยู่เสมอ ทั้งที่เกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจทางการตลาด ภาระจึงตกอยู่กับผู้รับสารเอง ที่ต้องใช้ความสามารถและระดับสติปัญญาส่วนตัวอย่างมากในการรับข้อมูล
การเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลดูจะได้เปรียบเพราะมีข้อดีของการทำซ้ำได้เหมือนต้นฉบับทุกครั้ง จึงเป็นที่แพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน จนมีการกังวลกันว่าหากมนุษย์พึ่งพาการจัดเก็บข้อมูลและการบันทึกข้อมูลด้วยวิธีนี้มากยิ่งขึ้น แล้ววันใดเราเกิดสูญเสียความสามารถในการเรียกใช้ข้อมูลที่เป็นระบบดิจิตอล ข้อมูลก็อาจจะสูญหายได้อย่างง่ายดาย เราหาได้ฉุกคิดไม่ว่า ระบบการบันทึกแบบดิจิตอลนี้สามารถถูกดัดแปลงหรือแก้ไขได้ง่ายมาก และมันก็ไม่ได้คงทนถาวรเลย ที่จริงแล้วอายุของมีเดียอย่างซีดีรอมที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้นสั้นกว่าการสลักหินแบบโบราณเสียอีก
ในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Information technology) ที่ก้าวหน้า การเคลื่อนย้ายข้อมูลหรือการสื่อสารเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็วและมีอิสระมากขึ้น บุคคลทั่วไปสามารถตีพิมพ์หรือเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างอิสระ ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ของเวบล็อคที่ได้สร้างเนื้อหาให้กับอินเทอร์เน็ตอย่างมากมาย แม้กระทั่งนิตยสารไทม์ยังยกย่องให้ผู้อ่านทุกคน ที่เป็นผู้ร่วมสร้างเนื้อหาให้กับอินเทอร์เน็ตเป็นบุคคลแห่งปี แถมท้ายด้วยปัจจัยในเรื่องของจำนวนผู้ที่ใช้อีเมลล์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมาโดยตลอดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
จากความง่ายในการกระจายข้อมูลดังกล่าว จึงทำให้ผู้รับสารในยุคปัจจุบันต้องใช้การกลั่นกรองข้อมูลมากเป็นพิเศษ เพราะกระบวนการของการตระเตรียมข้อมูลมีน้อยลง เวลาตรวจทานเพื่อให้ได้ข้อมูลเพื่อการสื่อที่มีประสิทธิภาพ ถูกตัดทอนมาสู่การกดเพื่อตีพิมพ์ในหน้าเวบล็อคด้วยเวลาเพียงแค่อึดใจของคนคนเดียว สรุปได้ว่าผู้รับสารจึงต้องใช้เหตุและผลสูงขึ้นในการรับสาร แต่ดูเหมือนว่าทักษะการรับสารของมนุษย์เราไม่ได้พัฒนาไปตามพัฒนาการของการสื่อสาร วิจารณญาณในการเสพข้อมูลยังคงอยู่ในระดับเดิม จึงนำมาสู่ปัญหาความไม่เข้าใจในสังคมหลากหลายประการ

มนุษย์เป็นผู้สร้างข้อมูล ภาษา และตัวอักษรเพื่อเป็นตัวกลางในการการสื่อสาร จึงทำให้เกิดเป็นสังคม ซึ่งตั้งแต่มีมนุษย์สังคมก็ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลต่างๆ เป็นวิธีที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี การค้า ศิลปะ ดนตรี การออกแบบ และอีกมากมาย หากมองเรื่องนี้อย่างเข้าใจ เราจะพบว่าความรู้เหล่านี้ก็เป็นอีกรูปแบบของภาษาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารและการถ่ายเทข้อมูล
อาจกล่าวได้ว่าการเคลื่อนที่ของข้อมูลก็คือการสื่อสารนั่นเอง ผู้ที่ทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ก็คือมนุษย์ การเคลื่อนที่ของข้อมูลก็คือธรรมชาติของการเป็นสังคม และในเมื่อเราทราบแล้วว่าจุดอ่อนของการเคลื่อนที่ของข้อมูลคือที่ตัวมนุษย์เอง ไม่ว่าเราจะสร้างวิทยาการใหม่ สร้างเครื่องมือใหม่ที่ทำให้การถ่ายเทข้อมูลมีประสิทธิภาพเพียงใด ก็คงไม่เกิดประโยชน์ หากเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ตัวมนุษย์เองได้
ความสามารถในการรับสาร ที่เป็นตัวกำหนดว่าการสื่อสารด้วยความฉลาดระดับไหนจึงจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาทางภาษาศาสตร์ หรือภาษาทางการออกแบบ ล้วนมีความจำเป็นต้องสอดคล้องกับผู้รับสาร
ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า สังคมใดที่สมาชิกมีความสามารถในการรับและถ่ายเทข้อมูลต่ำ เป็นสังคมที่ต้องพัฒนาด้านการศึกษาทุกแขนง สังเกตุได้จากการออกแบบซึ่งเป็นตัวสะท้อนระดับของความสามารถในการรับข้อมูลอย่างหนึ่ง เป็นมาตรวัดที่ค่อนข้างเที่ยงตรงที่ทำให้เห็นภาพโดยรวม วัดได้จากทักษะและลักษณะการใช้ภาษาทางการออกแบบที่มีความจำเป็นต้องเหมาะสมกับสังคมนั้นๆ
หากคลุมเครือเอาใจนักออกแบบกันเอง ก็อาจจะอนุมานว่านักออกแบบไม่สามารถเพิ่มทักษะในการออกแบบสื่อสารสูงกว่าที่เป็น เพราะถูกกำหนดจากสภาพแวดล้อมของสังคมโดยรวม ในกรณีนี้คือการไม่เท่าเทียมกันทางการสื่อสาร เกิดความล้มเหลวในเชิงการออกแบบการสื่อสารนั่นเอง
Labels:
การศึกษา,
แนวคิดใหม่,
เลขนศิลป์,
อนุทิน วงศ์สรรคกร
7/09/2007
บรรยายพิเศษ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต
อนุทิน วงศ์สรรคกร
มิถุนายน ๒๕๕๐
-----> สรุปการบรรยายพิเศษของ อนุทิน วงศ์สรรคกร เรื่องการเลือกและสร้างสรรค์หัวข้อโครงการศึกษาส่วนบุคคล (ดีกรีโปรเจค) ณ ห้องประชุมสุรัตน์ ๒ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๐
หัวข้อการบรรยายย่อย ๑๒ ข้อ สิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการเสนอหัวข้อโครงการศึกษาส่วนบุคคล เรียบเรียงจากเอกสารบันทึกประกอบการบรรยาย
๑) หัวข้อโครงการมักเป็นเชิงประโยคคำถามมากกว่าประโยคบอกเล่า ลักษณะของประโยคคำถามนำมาซึ่งความสงสัย ความสงสัยนำมาสู่เรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน
๒) คำถาม ข้อสงสัย หรือข้อโต้แย้ง ทำให้เกิดการพิสูจน์ (ขั้นตอนในการทดลอง) อาจไม่ได้มาซึ่งทฤษฏีใหม่ แต่อย่างน้อยต้องทำให้เราเข้าใจเรื่องที่เป็นคำถามหรือข้อสงสัยมากขึ้น
๓) หากโครงการมุ่งเป้าไปที่การขยายฐานความรู้ของการออกแบบ หรือที่เรียกว่าการออกแบบเชิงทดลอง ผลที่ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นบวกเสมอไป การทดลองที่ให้ผลลบก็สามสารถเป็นงานที่ดีได้
๔) คุณค่าของวิทยานิพนธ์อยู่ที่วิธีการ การจัดการ การแจงปัญหา และที่สำคัญคือการค้นหาวิธีการในการพิสูจน์ หรือแก้ไขปัญหา
๕) การเลือกหัวข้อ ไม่ควรเป็นการเพียงแค่การออกแบบอะไรเพื่ออะไร หากต้องการทำงานเพียงเป็นการแสดงความสามารถในภาคทักษะทางการออกแบบ ลักษณะหัวข้อเช่นนี้ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี แต่จะเป็นเหมือนเพียงการแจกแจง ย้ำเตือนความสามารถ โดยไม่ได้แสดงให้เห็นความสามารถทีใช้เนื้อหาวิชาต่างๆมาเป็นฐานส่งสู่ความรู้ใหม่
๖) หัวข้อที่ดีควรเอื้อหรือส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้า ไม่ใช่เพียงการค้นคว้าในมิติที่ทำเพื่อในส่วนของการนำเสนอผลงาน
๗) ความเป็นไปได้ใหม่เป็นสิ่งที่ต้องการมากกว่าความเป็นไปได้ที่ถูกบันทึกไว้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ถูกบันทึกไว้แล้วนั้นเป็นสิ่งที่ถูกท้าทายไม่ได้
๘) ขั้นตอนสำคัญกว่างานสำเร็จ แต่ไม่ได้หมายความว่างานสำเร็จสำคัญน้อยกว่าขั้นตอน หากไม่ให้ความสำคัญกับงานสำเร็จเพียงพอ ขั้นตอนก็ไม่สามารถแสดงเนื้อหาและคุณค่าของมันได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้งานสื่อสารผิดพลาดหรือไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย เกิดผลแก่เพียงคนทำ ไม่เกิดผลในวงกว้าง
๙) รูปแบบและการเลือกสื่อมาทีหลังหัวข้อ รูปแบบและสื่อจะถูกเลือกโดยตัวเนื้องานวิจัยและข้อมูล นักออกแบบมีเพียงหน้าที่ทำความเข้าใจกับตัวเลือกและทบทวนตัวเลือกนั้นๆ
๑๐) ที่มาของโครงการ อาจเริ่มจาก ความสนใจส่วนบุคคล คำถาม ข้อสงสัย สิ่งที่ยังคลุมเคลือ สิ่งที่ท้าทาย (ท้าทาย หมายถึง อะไรที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ในทางทฤษฏี)
๑๑) การเลือกศาสตร์อื่น หรือศึกษาศาสตร์อื่น เพื่อผลลัพธ์ทางการออกแบบ เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงองค์ความรู้ของการออกแบบเป็นหลัก อย่าศึกษาศาสตร์อื่นจนประเด็นทางการออกแบบเป็นหัวข้อรอง
๑๒) ขั้นตอนการออกแบบสำหรับการทำนิพนธ์หมายถึง การแสดงออกอย่างไรเพื่อให้บุคคลอื่นเห็นประเด็นคำถามของเรา และเรามีวิธีอธิบายอย่างไรให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยทักษะการออกแบบ (สื่อสาร)
การบรรยายพิเศษครั้งนี้จัดขึ้นโดยภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อปรับพื้นฐานความเข้าใจสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ก่อนการเสนอหัวข้อโครงการศึกษาส่วนบุคคล โดยวิทยากร ๓ ท่าน ได้แก่ สันติ ลอรัชวี และ กนกนุช ศิลปวิศวกุล จาก ภาคปฏิบัติ และ อนุทิน วงศ์สรรคกร จาก พฤติกรรม/คัดสรรดีมาก
มิถุนายน ๒๕๕๐
-----> สรุปการบรรยายพิเศษของ อนุทิน วงศ์สรรคกร เรื่องการเลือกและสร้างสรรค์หัวข้อโครงการศึกษาส่วนบุคคล (ดีกรีโปรเจค) ณ ห้องประชุมสุรัตน์ ๒ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๐
หัวข้อการบรรยายย่อย ๑๒ ข้อ สิ่งที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการเสนอหัวข้อโครงการศึกษาส่วนบุคคล เรียบเรียงจากเอกสารบันทึกประกอบการบรรยาย
๑) หัวข้อโครงการมักเป็นเชิงประโยคคำถามมากกว่าประโยคบอกเล่า ลักษณะของประโยคคำถามนำมาซึ่งความสงสัย ความสงสัยนำมาสู่เรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน
๒) คำถาม ข้อสงสัย หรือข้อโต้แย้ง ทำให้เกิดการพิสูจน์ (ขั้นตอนในการทดลอง) อาจไม่ได้มาซึ่งทฤษฏีใหม่ แต่อย่างน้อยต้องทำให้เราเข้าใจเรื่องที่เป็นคำถามหรือข้อสงสัยมากขึ้น
๓) หากโครงการมุ่งเป้าไปที่การขยายฐานความรู้ของการออกแบบ หรือที่เรียกว่าการออกแบบเชิงทดลอง ผลที่ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นบวกเสมอไป การทดลองที่ให้ผลลบก็สามสารถเป็นงานที่ดีได้
๔) คุณค่าของวิทยานิพนธ์อยู่ที่วิธีการ การจัดการ การแจงปัญหา และที่สำคัญคือการค้นหาวิธีการในการพิสูจน์ หรือแก้ไขปัญหา
๕) การเลือกหัวข้อ ไม่ควรเป็นการเพียงแค่การออกแบบอะไรเพื่ออะไร หากต้องการทำงานเพียงเป็นการแสดงความสามารถในภาคทักษะทางการออกแบบ ลักษณะหัวข้อเช่นนี้ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี แต่จะเป็นเหมือนเพียงการแจกแจง ย้ำเตือนความสามารถ โดยไม่ได้แสดงให้เห็นความสามารถทีใช้เนื้อหาวิชาต่างๆมาเป็นฐานส่งสู่ความรู้ใหม่
๖) หัวข้อที่ดีควรเอื้อหรือส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้า ไม่ใช่เพียงการค้นคว้าในมิติที่ทำเพื่อในส่วนของการนำเสนอผลงาน
๗) ความเป็นไปได้ใหม่เป็นสิ่งที่ต้องการมากกว่าความเป็นไปได้ที่ถูกบันทึกไว้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ถูกบันทึกไว้แล้วนั้นเป็นสิ่งที่ถูกท้าทายไม่ได้
๘) ขั้นตอนสำคัญกว่างานสำเร็จ แต่ไม่ได้หมายความว่างานสำเร็จสำคัญน้อยกว่าขั้นตอน หากไม่ให้ความสำคัญกับงานสำเร็จเพียงพอ ขั้นตอนก็ไม่สามารถแสดงเนื้อหาและคุณค่าของมันได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้งานสื่อสารผิดพลาดหรือไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย เกิดผลแก่เพียงคนทำ ไม่เกิดผลในวงกว้าง
๙) รูปแบบและการเลือกสื่อมาทีหลังหัวข้อ รูปแบบและสื่อจะถูกเลือกโดยตัวเนื้องานวิจัยและข้อมูล นักออกแบบมีเพียงหน้าที่ทำความเข้าใจกับตัวเลือกและทบทวนตัวเลือกนั้นๆ
๑๐) ที่มาของโครงการ อาจเริ่มจาก ความสนใจส่วนบุคคล คำถาม ข้อสงสัย สิ่งที่ยังคลุมเคลือ สิ่งที่ท้าทาย (ท้าทาย หมายถึง อะไรที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ในทางทฤษฏี)
๑๑) การเลือกศาสตร์อื่น หรือศึกษาศาสตร์อื่น เพื่อผลลัพธ์ทางการออกแบบ เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงองค์ความรู้ของการออกแบบเป็นหลัก อย่าศึกษาศาสตร์อื่นจนประเด็นทางการออกแบบเป็นหัวข้อรอง
๑๒) ขั้นตอนการออกแบบสำหรับการทำนิพนธ์หมายถึง การแสดงออกอย่างไรเพื่อให้บุคคลอื่นเห็นประเด็นคำถามของเรา และเรามีวิธีอธิบายอย่างไรให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วยทักษะการออกแบบ (สื่อสาร)
การบรรยายพิเศษครั้งนี้จัดขึ้นโดยภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพื่อปรับพื้นฐานความเข้าใจสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ก่อนการเสนอหัวข้อโครงการศึกษาส่วนบุคคล โดยวิทยากร ๓ ท่าน ได้แก่ สันติ ลอรัชวี และ กนกนุช ศิลปวิศวกุล จาก ภาคปฏิบัติ และ อนุทิน วงศ์สรรคกร จาก พฤติกรรม/คัดสรรดีมาก
Labels:
การศึกษา,
อนุทิน วงศ์สรรคกร
3/01/2007
การทดลองขนาดย่อมก็มีคุณค่า
อนุทิน วงศ์สรรคกร
มีนาคม ๒๕๕๐
-----> ในช่วงหลังมานี้ กลุ่มพฤติกรรมเริ่มโปรโมทกระบวนการการสร้างงานออกแบบ โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเรื่องของรอบๆตัว ตัวอย่างเช่น โปรเจคฝึกหัดในระดับมหาวิทยาลัยที่เป็นการให้โจทย์ การออกแบบเชิงพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การได้มาซึ่งการออกแบบโดยกระบวนการต่างๆ ที่เป็นที่จับต้องได้ (virtual substance) นอกเหนือจากการประกอบจัดวางทุกอย่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (virtual reality)

จึงเป็นที่มาของการใช้การถ่ายภาพ เข้ามาช่วยเป็นสื่อกลางในการสร้างงาน ส่วนหนึ่งมาจากข้อดีของความรวดเร็ว สามารถทำการทดลองและเห็นผลได้ทันที ยิ่งในปัจจุบันที่เราใช้กล้องดิจิตอลแสดงผลให้เห็นหน้าจอในทันที นักศึกษาสามารถจินตนาการต่อถึงการนำไปใช้ได้โดยไม่ยาก การถ่ายภาพโดยคำนึงถึงตัวหนังสือในสภาพแวดล้อม จึงเข้ามาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนอักขรศิลป์
ภาพถ่ายที่ถูกจัดวางในเฟรม และองค์ประกอบของตัวอักษร สามารถถูกนำมาใช้เบ็ดเสร็จเป็นตัวงานได้ทันที ในบางกรณีอาจจะเป็นการจัดวางตัวอักษรเข้าไปเพื่อให้ได้การสื่อสารที่ต้องการ และเล่าเรื่องราวที่ต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าเป็นวิธีการนำนักศึกษาออกจากการจัดวางบนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อบริหารความคิดสร้างสรรค์ ก่อนที่จะนำสิ่งที่ได้กลับไปบริหารจัดการเป็นงานสำเร็จบนคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกฝนในเรื่ององค์ประกอบผ่านการถ่ายภาพไปด้วยในตัว เหมาะสมอย่างยิ่งในการสอนการออกแบบยุคใหม่ ที่หลักสูตรหลายสถาบันไม่มีความเข้มข้นพอในเรื่องพื้นฐานองค์ประกอบ ทฤษฏีสี การลงสี การวาดเส้น และทักษะมือ
อีกส่วนที่ทำให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำงาน คือการค้นหาแบบตัวอักษรแบบจากแหล่งต่างๆ ที่ไม่ใช่จากการพิมพ์โดยระบบคอมพิวเตอร์ นักศึกษาได้เรียนรู้ว่ามีอีกหลากหลายวิธีที่จะทำให้ตัวอักษรปรากฏในงาน

การมองหาแรงบันดาลใจจากการออกแบบที่มีอยู่แล้วรอบตัวเรา เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว หากแต่นักออกแบบสมัยใหม่มักจะมองข้ามไป โดยเฉพาะกับนักศึกษาที่พยายามหาหัวข้อทดลองเกี่ยวกับการออกแบบ
ตัวอย่างของ งานออกแบบชุดตัวอักษรชุดล่าสุดที่ชื่อว่า ‘เบกค์’ นี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ชุดตัวอักษรพลาสติก ที่ใช้สำหรับตัดแป้งคุ๊กกี้ ซึ่งก็เช่นกันกับสิ่งอื่นๆ ที่ล้วนเป็นวัสดุใกล้ตัว ที่เราสามารถนำมาผลิตเป็นงานออกแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นตรายาง หรือตราประทับไปรษณีย์ ซึ่งเราได้เคยทำออกจำหน่ายไปเมื่อหลายปีก่อน
แบบตัวอักษร ‘เบกค์’ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นฟอนต์ครั้งแรกในปี ๒๕๔๙ (2006) เรื่องที่มาของ ‘เบกค์’ นั้นต้องย้อนกลับไปสักหกถึงเจ็ดปีก่อน จากการซื้อแบบตัดตัวอักษร เพื่อนำมาอบคุ๊กกี้ตัวอักษรแจกเนื่องในโอกาสปีใหม่ จากร้านขายอุปกรณ์ขนมอบในรัฐเพนซิลเวเนีย หลังจากนั้นได้มีการนำต้นแบบตัวอักษรพลาสติก มาจัดถ่ายรูปเล่นเพื่อประกอบงานออกแบบอยู่หลายครั้ง จึงเกิดเป็นความคิดขึ้นว่า น่าจะทำอะไรกับลักษณะพิเศษของแบบพิมพ์นี้ได้บ้าง

แบบตัดตัวอักษรนี้มีลักษณะพิเศษ ที่เกิดจากการทำแบบเพื่อนำมาใช้ปั๊มแป้งคุ๊กกี้ นอกจากนั้นยังมีความแปลกที่ละม้ายกับลักษณะของเสตนซิล เกิดเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว แต่เนื่องจากแบบดั่งเดิมของตัวอักษรพลาสติกนั้นมีเพียงแค่ A-Z จึงเหลือตัวอักษร ตัวละตินในภาษาอื่นๆ และเครื่องหมายต่างๆ อีกจำนวนมากที่จำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องตามแนวทาง
จะเห็นได้ว่าแบบตัวอักษร ‘เบกค์’ ซึ่งเป็นตัวอักษรแบบวัสดุ ถูกนำมาผ่านขั้นตอนการออกแบบ และ ทดลองทางอักขรศิลป์ โดยการนำมาจัดวางองค์ประกอบเป็นงานออกแบบ ถูกนำมาพัฒนาต่อโดยการถ่ายภาพ และนำภาพที่ได้มาใช้ทักษะของการทำงานสำเร็จบนคอมพิวเตอร์ ในขณะที่รูปแบบของตัวหนังสือเองถูกนำมาพัฒนาต่อ ออกมาเป็นฟอนต์ สองลักษณะ ที่แตกต่างออกไป เป็นการใช้ทักษะทางการออกแบบตัวอักษร เข้ามาจัดการกับปัญหาของการนำแบบตัวอักษรกลับมาใช้ใหม่ และการพัฒนาไปสู่การออกแบบบนสื่ออื่นๆ เช่นนำกลับมาใช้ในงานออกแบบสิ่งพิมพ์
จากภาพตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า เราก็สามารถนำฟอนต์ที่ได้มาใช้งานร่วมกับภาพถ่ายที่เป็นต้นทางของการทดลองนี้ได้เช่นกัน ตัวอย่างของ ‘เบกค์’ นี้เป็นกรณีศึกษาแบบง่ายๆ แต่ชัดเจนในวิธีการ ถูกทำขึ้นเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ โดยวิธีการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับงานออกแบบลักษณะต่างๆ วัสดุ หรือ ความคิดแวดล้อมอื่น ขยายผลทางการออกแบบเป็นรูปอธรรม

นักศึกษาที่สนใจเกี่ยวกับการทดลองทางการออกแบบ ส่วนมากมองข้ามเรื่องน่าสนใจที่มีอยู่โดยทั่วไป ทั้งๆที่ในโปรเจคฝึกหัดทดลอง ที่กล่าวถึงข้างต้นก็ปลูกฝังวิธีการ และการนำไปใช้ไว้แล้วอย่างครบถ้วน
เมื่อปฏิบัติจริงกลับพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ ใช้เวลากับการทดลองที่มักไม่ได้อยู่บนหลักการณ์เหตุผลที่สามารถเข้าใจได้ ที่สำคัญคือไม่สามารถนำผลการทดลองมาใช้ได้จริง หลายคนเข้าใจผิดว่า การทดลองที่ยิ่งยุ่งยากมากเท่าไหร ยิ่งทำให้งานน่าสนใจ และเพิ่มคุณค่าให้กับตัวงาน บ้างก็อ้างอิงหรือหยิบยืมวิธีคิดของศาสตร์อื่น(ซึ่งเป็นวิธีที่มักทำกันมากในช่วงนี้) ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยากจะฝากให้มองให้เห็นในสิ่งใกล้ตัวด้วย ก่อนที่จะมองหัวข้อที่ใหญ่ๆ
มีนาคม ๒๕๕๐
-----> ในช่วงหลังมานี้ กลุ่มพฤติกรรมเริ่มโปรโมทกระบวนการการสร้างงานออกแบบ โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเรื่องของรอบๆตัว ตัวอย่างเช่น โปรเจคฝึกหัดในระดับมหาวิทยาลัยที่เป็นการให้โจทย์ การออกแบบเชิงพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การได้มาซึ่งการออกแบบโดยกระบวนการต่างๆ ที่เป็นที่จับต้องได้ (virtual substance) นอกเหนือจากการประกอบจัดวางทุกอย่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (virtual reality)

จึงเป็นที่มาของการใช้การถ่ายภาพ เข้ามาช่วยเป็นสื่อกลางในการสร้างงาน ส่วนหนึ่งมาจากข้อดีของความรวดเร็ว สามารถทำการทดลองและเห็นผลได้ทันที ยิ่งในปัจจุบันที่เราใช้กล้องดิจิตอลแสดงผลให้เห็นหน้าจอในทันที นักศึกษาสามารถจินตนาการต่อถึงการนำไปใช้ได้โดยไม่ยาก การถ่ายภาพโดยคำนึงถึงตัวหนังสือในสภาพแวดล้อม จึงเข้ามาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนอักขรศิลป์
ภาพถ่ายที่ถูกจัดวางในเฟรม และองค์ประกอบของตัวอักษร สามารถถูกนำมาใช้เบ็ดเสร็จเป็นตัวงานได้ทันที ในบางกรณีอาจจะเป็นการจัดวางตัวอักษรเข้าไปเพื่อให้ได้การสื่อสารที่ต้องการ และเล่าเรื่องราวที่ต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม จะเห็นได้ว่าเป็นวิธีการนำนักศึกษาออกจากการจัดวางบนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อบริหารความคิดสร้างสรรค์ ก่อนที่จะนำสิ่งที่ได้กลับไปบริหารจัดการเป็นงานสำเร็จบนคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกฝนในเรื่ององค์ประกอบผ่านการถ่ายภาพไปด้วยในตัว เหมาะสมอย่างยิ่งในการสอนการออกแบบยุคใหม่ ที่หลักสูตรหลายสถาบันไม่มีความเข้มข้นพอในเรื่องพื้นฐานองค์ประกอบ ทฤษฏีสี การลงสี การวาดเส้น และทักษะมือ
อีกส่วนที่ทำให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำงาน คือการค้นหาแบบตัวอักษรแบบจากแหล่งต่างๆ ที่ไม่ใช่จากการพิมพ์โดยระบบคอมพิวเตอร์ นักศึกษาได้เรียนรู้ว่ามีอีกหลากหลายวิธีที่จะทำให้ตัวอักษรปรากฏในงาน

การมองหาแรงบันดาลใจจากการออกแบบที่มีอยู่แล้วรอบตัวเรา เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว หากแต่นักออกแบบสมัยใหม่มักจะมองข้ามไป โดยเฉพาะกับนักศึกษาที่พยายามหาหัวข้อทดลองเกี่ยวกับการออกแบบ
ตัวอย่างของ งานออกแบบชุดตัวอักษรชุดล่าสุดที่ชื่อว่า ‘เบกค์’ นี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ชุดตัวอักษรพลาสติก ที่ใช้สำหรับตัดแป้งคุ๊กกี้ ซึ่งก็เช่นกันกับสิ่งอื่นๆ ที่ล้วนเป็นวัสดุใกล้ตัว ที่เราสามารถนำมาผลิตเป็นงานออกแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นตรายาง หรือตราประทับไปรษณีย์ ซึ่งเราได้เคยทำออกจำหน่ายไปเมื่อหลายปีก่อน
แบบตัวอักษร ‘เบกค์’ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นฟอนต์ครั้งแรกในปี ๒๕๔๙ (2006) เรื่องที่มาของ ‘เบกค์’ นั้นต้องย้อนกลับไปสักหกถึงเจ็ดปีก่อน จากการซื้อแบบตัดตัวอักษร เพื่อนำมาอบคุ๊กกี้ตัวอักษรแจกเนื่องในโอกาสปีใหม่ จากร้านขายอุปกรณ์ขนมอบในรัฐเพนซิลเวเนีย หลังจากนั้นได้มีการนำต้นแบบตัวอักษรพลาสติก มาจัดถ่ายรูปเล่นเพื่อประกอบงานออกแบบอยู่หลายครั้ง จึงเกิดเป็นความคิดขึ้นว่า น่าจะทำอะไรกับลักษณะพิเศษของแบบพิมพ์นี้ได้บ้าง
แบบตัดตัวอักษรนี้มีลักษณะพิเศษ ที่เกิดจากการทำแบบเพื่อนำมาใช้ปั๊มแป้งคุ๊กกี้ นอกจากนั้นยังมีความแปลกที่ละม้ายกับลักษณะของเสตนซิล เกิดเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว แต่เนื่องจากแบบดั่งเดิมของตัวอักษรพลาสติกนั้นมีเพียงแค่ A-Z จึงเหลือตัวอักษร ตัวละตินในภาษาอื่นๆ และเครื่องหมายต่างๆ อีกจำนวนมากที่จำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องตามแนวทาง
จะเห็นได้ว่าแบบตัวอักษร ‘เบกค์’ ซึ่งเป็นตัวอักษรแบบวัสดุ ถูกนำมาผ่านขั้นตอนการออกแบบ และ ทดลองทางอักขรศิลป์ โดยการนำมาจัดวางองค์ประกอบเป็นงานออกแบบ ถูกนำมาพัฒนาต่อโดยการถ่ายภาพ และนำภาพที่ได้มาใช้ทักษะของการทำงานสำเร็จบนคอมพิวเตอร์ ในขณะที่รูปแบบของตัวหนังสือเองถูกนำมาพัฒนาต่อ ออกมาเป็นฟอนต์ สองลักษณะ ที่แตกต่างออกไป เป็นการใช้ทักษะทางการออกแบบตัวอักษร เข้ามาจัดการกับปัญหาของการนำแบบตัวอักษรกลับมาใช้ใหม่ และการพัฒนาไปสู่การออกแบบบนสื่ออื่นๆ เช่นนำกลับมาใช้ในงานออกแบบสิ่งพิมพ์
จากภาพตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า เราก็สามารถนำฟอนต์ที่ได้มาใช้งานร่วมกับภาพถ่ายที่เป็นต้นทางของการทดลองนี้ได้เช่นกัน ตัวอย่างของ ‘เบกค์’ นี้เป็นกรณีศึกษาแบบง่ายๆ แต่ชัดเจนในวิธีการ ถูกทำขึ้นเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ โดยวิธีการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับงานออกแบบลักษณะต่างๆ วัสดุ หรือ ความคิดแวดล้อมอื่น ขยายผลทางการออกแบบเป็นรูปอธรรม
นักศึกษาที่สนใจเกี่ยวกับการทดลองทางการออกแบบ ส่วนมากมองข้ามเรื่องน่าสนใจที่มีอยู่โดยทั่วไป ทั้งๆที่ในโปรเจคฝึกหัดทดลอง ที่กล่าวถึงข้างต้นก็ปลูกฝังวิธีการ และการนำไปใช้ไว้แล้วอย่างครบถ้วน
เมื่อปฏิบัติจริงกลับพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ ใช้เวลากับการทดลองที่มักไม่ได้อยู่บนหลักการณ์เหตุผลที่สามารถเข้าใจได้ ที่สำคัญคือไม่สามารถนำผลการทดลองมาใช้ได้จริง หลายคนเข้าใจผิดว่า การทดลองที่ยิ่งยุ่งยากมากเท่าไหร ยิ่งทำให้งานน่าสนใจ และเพิ่มคุณค่าให้กับตัวงาน บ้างก็อ้างอิงหรือหยิบยืมวิธีคิดของศาสตร์อื่น(ซึ่งเป็นวิธีที่มักทำกันมากในช่วงนี้) ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยากจะฝากให้มองให้เห็นในสิ่งใกล้ตัวด้วย ก่อนที่จะมองหัวข้อที่ใหญ่ๆ
Labels:
การศึกษา,
เลขนศิลป์,
อนุทิน วงศ์สรรคกร,
อักขรศิลป์
10/30/2006
อักขรศิลป์เชิงทดลอง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
อนุทิน วงศ์สรรคกร
ตุลาคม ๒๕๔๙

-----> การนำนักศึกษาออกจากสื่อที่เป็นระนาบของกระดาษ และสื่อที่เคยชิน สร้างประสบการณ์จริงเพื่อการเรียนรู้ของตัวเอง และให้ประสบการณ์ของตนเองถ่ายทอดผ่านงานออกแบบเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สัมผัสงาน หรือที่ถูกเรียกให้สั้นๆเข้าใจกันว่า การสร้างอิทธิพลประสบการณ์ ต้องการให้นักศึกษาได้เห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ในลักษณะต่างๆ และมีอิสระวิธีในการนำเสนองานออกแบบอีกมาก โดยใช้การเชื่อมต่อองค์ความรู้ทางด้านการออกแบบกับศาสตร์อื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาเพิ่มองค์ความรู้ทางการออกแบบไปในตัว เมื่อนักศึกษาได้พบว่ายังมีที่ว่าง และมิติอื่นๆ อีกมากในการเรียนรู้ การนำผลการทดลองหรือประสบการณ์จากการทดลองมาเป็นต้นทุนทางความคิด ซึ่งน่าจะสามารถทำให้นักศึกษาทำงานออกแบบเชิงพาณิชย์ทั่วไปได้อย่างลุ่มลึก
การทดลองการสอนงานออกแบบเชิงทดลองในครั้งนี้ ยังคงมีแกนหลักที่ตั้งอยู่บนการค้นหาและยื่นศาสตร์การออกแบบสิ่งพิมพ์และอักขรศิลป์ออกไปหาศาสตร์อื่นๆ นักศึกษาได้รับการบรรยายในหลากหลายหัวข้อ อาทิเช่น
หลักทฤษฏีของความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและพื้นที่ (Time and Space) โดยสรุปย่อใจความจากงานเขียนของสตีเฟน ฮอคกิ้น ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของพื้นที่ พื้นที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เวลาเข้ามาอธิบายเหตุผลของพื้นที่ได้อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการคงอยู่ของฟอร์ม(ในที่นี้คือตัวอักษร)และองค์ประกอบ รวมไปถึงที่ว่างและเวลาที่เกิดขึ้นภายนอกและภายใน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในการเข้าใจเรื่องของการลำดับเหตุการณ์ (Sequence and Linear) ในเชิงวิทยาศาสตร์อีกด้วย

นักศึกษาสามารถสามารถนำมาใช้เป็นองค์ความรู้พื้นฐานประกอบการสร้างสรรค์งาน เพื่อให้การออกแบบและจัดวางตัวอักษรเกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล สื่อสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเวลา หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าสื่อเคลื่อนไหว (Motion) เป็นที่สังเกตุได้ว่า ในปัจจุบันนักศึกษาและนักออกแบบอาชีพทางด้านนี้ มักให้ความสนใจและทุ่มเทกับเทคนิคของโปรแกรมโดยอาศัยความแม่นยำทางการออกแบบ การทำความเข้าใจกับพื้นที่และเวลานั้นจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องการให้นักศึกษาทำความเข้าใจ

วิธีคิดจากเชิงเศรษฐศาสตร์ผสมคณิตศาสตร์ เช่น ทฤษฏีเกม (Game Theory) ซึ่งเป็นเรื่องว่าด้วยการใช้ข้อมูลในการเลือก หรือไม่เลือกกระทำอะไรบางอย่าง โดยวิเคราะห์จากฐานข้อมูลเพื่อการประเมินด้วยคณิตศาสตร์ เพื่อผลทางเศรษฐศาสตร์ อีกนัยหนึ่งคือการลดความเสี่ยงให้มากที่สุด และได้ประโยชน์มากที่สุดจากการตัดสินใจ หลักการทฤษฏีเกมถูกหยิบยืมมาใช้ในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น รัฐศาสตร์ การตลาด โฆษณา หรือแม้แต่ ภาพยนตร์ แล้วจะแปลกอะไรถ้าการออกแบบสิ่งพิมพ์ จะเรียนรู้ทฤษฏีเกมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ การบรรยายพิเศษในหัวข้อความเข้าใจเบื้องต้นต่อทฤษฏีเกมได้ บรรยายโดย คุณมนัสวิน วินิจฉัยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิส (ประเทศไทย) ซึ่งได้สละเวลามาให้ความรู้กับนักศึกษา

นักศึกษาได้ทดลองกับสถานการณ์ที่ผลักดันให้มีเกิดการตัดสินใจที่รอบคอบ และการเดาสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อประกอบการวางแผนงาน องค์ความรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเข้าใจสื่อสมัยใหม่เช่น สื่อประเภทอินเตอร์แอคทีฟ เป็นต้น นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถนำเอาตัว ทฤษฏีเกม เองมาใช้โดยตรงเพื่อเป็นปัจจัยหรือข้อแม้ในการออกแบบ หรือเป็นตัวกำหนดรูปแบบการออกแบบเชิงสถิติ เช่นการออกแบบตัวอักษรชุดใหม่ที่ใช้ทฤษฏีเกมมาเป็นตัวกำหนดทิศทางและการตัดสินใจในการออกแบบ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็มิได้จำกัดแต่เพียงการนำมาประยุกต์ใช้กับตัวอักษรเพียงอย่างเดียว

ฟิสิกส์แนวประยุกต์ อย่างเช่น ควันตั้มฟิสิกส์ (Quantum Physics) ก็เป็นอีกเนื้อหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้นักศึกษาได้ทำความเข้าใจในเรื่องสัมพันธภาพของอัตตะวิสัยที่มีผลกระทบต่อสภาวะวิสัย (Reality) ตัวเลือกและความเป็นไปได้อื่นๆในเชิงของแนวคิด การลำดับความคิดไม่ให้หลุดหายไปเมื่อเหตุและผลเริ่มมีความซับซ้อน (Rabbit Hole) เป็นต้น นักศึกษาใช้เวลาศึกษา และทำความเข้าใจจากการบรรยายสรุปประกอบกับรับชมสารคดีของ สถาบันแรมต้า (Ramtha) และค้นคว้าด้วยตนเองเพื่อเป็นการต่อยอด
ตัวอย่างเช่นความเข้าใจเรื่องพื้นฐานดังกล่าว สามารถนำมาดัดแปลงใช้กับการสร้างกลยุทธ์ในการนำเสนอประสบการณ์ เช่นการนำมาใช้ในงานศิลปะแบบติดตั้ง สำหรับงานออกแบบเชิงทดลองที่หยิบยืมรูปแบบในพื้นที่ของงานทัศนศิลป์มาใช้ โดยผ่านการปูรณาการทางการออกแบบ หรือแม้แต่การใช้ในชั้นของการออกแบบเพื่อการสื่อสารเองก็ตาม นอกจากนี้ยังเป็นการเติมเต็มให้กับนักศึกษาในเรื่องของความละเอียดอ่อนในการเข้าใจความคิดของตนเอง

ลักษณะการหยิบยืมวิธีคิดจากศาสตร์อื่นมาเพื่อต่อยอดทางการออกแบบก็สามารถทำได้เช่นกัน นักศึกษาได้มีโอกาสในการค้นคว้าด้วยตนเอง จนพบว่าการออกแบบไม่ได้เป็นศาสตร์ที่โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับอะไร สามารถนำวิชาการอื่นมาเพื่อให้เกิดเนื้อหาใหม่ในศาสตร์การออกแบบ การมองหาหลักการและทฤษฏีอื่นมาเพื่อสร้างส่วนต่อขยายให้กับการออกแบบเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และช่วยให้เนื้อหาของการออกแบบแข็งแรงขึ้น เมื่อนักศึกษาเข้าใจแก่นของตัวงานมากพอๆกับการสร้างให้เกิดความสวยงามทางการออกแบบภายนอกแล้วก็จะทำให้งานออกแบบสำเร็จมีความสมบูรณ์รอบด้าน เกิดคุณค่าเชิงศิลปะไม่เป็นเพียงแค่งานพาณิชย์ศิลป์
งานออกแบบเชิงการทดลองก่อให้เกิดความลุ่มลึก และช่วยเปิดโลกทัศน์ทางการออกแบบให้กับนักศึกษา ที่มักมองการออกแบบในด้านธุรกิจเพียงด้านเดียว งานทดลองทางการออกแบบเหล่านี้เอง ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการค้นหากลวิธี รูปแบบใหม่ๆในการออกแบบและการสื่อสาร อีกทั้งยังมีส่วนผลักดันให้คุณภาพของผู้รับงานออกแบบในสังคมมีคุ้นเคยกับความคิดที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ทุกๆครั้งที่ผลการทดลองทางการออกแบบ ถูกหยิบยืมไปใช้จริงในงานเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของรูปแบบ หรือวิธีคิดก็ตาม นับเป็นการยกระดับสภาวะของผู้รับสารในทางหนึ่ง
ตุลาคม ๒๕๔๙

-----> การนำนักศึกษาออกจากสื่อที่เป็นระนาบของกระดาษ และสื่อที่เคยชิน สร้างประสบการณ์จริงเพื่อการเรียนรู้ของตัวเอง และให้ประสบการณ์ของตนเองถ่ายทอดผ่านงานออกแบบเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สัมผัสงาน หรือที่ถูกเรียกให้สั้นๆเข้าใจกันว่า การสร้างอิทธิพลประสบการณ์ ต้องการให้นักศึกษาได้เห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ในลักษณะต่างๆ และมีอิสระวิธีในการนำเสนองานออกแบบอีกมาก โดยใช้การเชื่อมต่อองค์ความรู้ทางด้านการออกแบบกับศาสตร์อื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาเพิ่มองค์ความรู้ทางการออกแบบไปในตัว เมื่อนักศึกษาได้พบว่ายังมีที่ว่าง และมิติอื่นๆ อีกมากในการเรียนรู้ การนำผลการทดลองหรือประสบการณ์จากการทดลองมาเป็นต้นทุนทางความคิด ซึ่งน่าจะสามารถทำให้นักศึกษาทำงานออกแบบเชิงพาณิชย์ทั่วไปได้อย่างลุ่มลึก
การทดลองการสอนงานออกแบบเชิงทดลองในครั้งนี้ ยังคงมีแกนหลักที่ตั้งอยู่บนการค้นหาและยื่นศาสตร์การออกแบบสิ่งพิมพ์และอักขรศิลป์ออกไปหาศาสตร์อื่นๆ นักศึกษาได้รับการบรรยายในหลากหลายหัวข้อ อาทิเช่น
หลักทฤษฏีของความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและพื้นที่ (Time and Space) โดยสรุปย่อใจความจากงานเขียนของสตีเฟน ฮอคกิ้น ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของพื้นที่ พื้นที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เวลาเข้ามาอธิบายเหตุผลของพื้นที่ได้อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการคงอยู่ของฟอร์ม(ในที่นี้คือตัวอักษร)และองค์ประกอบ รวมไปถึงที่ว่างและเวลาที่เกิดขึ้นภายนอกและภายใน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานในการเข้าใจเรื่องของการลำดับเหตุการณ์ (Sequence and Linear) ในเชิงวิทยาศาสตร์อีกด้วย

นักศึกษาสามารถสามารถนำมาใช้เป็นองค์ความรู้พื้นฐานประกอบการสร้างสรรค์งาน เพื่อให้การออกแบบและจัดวางตัวอักษรเกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล สื่อสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเวลา หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าสื่อเคลื่อนไหว (Motion) เป็นที่สังเกตุได้ว่า ในปัจจุบันนักศึกษาและนักออกแบบอาชีพทางด้านนี้ มักให้ความสนใจและทุ่มเทกับเทคนิคของโปรแกรมโดยอาศัยความแม่นยำทางการออกแบบ การทำความเข้าใจกับพื้นที่และเวลานั้นจึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องการให้นักศึกษาทำความเข้าใจ

วิธีคิดจากเชิงเศรษฐศาสตร์ผสมคณิตศาสตร์ เช่น ทฤษฏีเกม (Game Theory) ซึ่งเป็นเรื่องว่าด้วยการใช้ข้อมูลในการเลือก หรือไม่เลือกกระทำอะไรบางอย่าง โดยวิเคราะห์จากฐานข้อมูลเพื่อการประเมินด้วยคณิตศาสตร์ เพื่อผลทางเศรษฐศาสตร์ อีกนัยหนึ่งคือการลดความเสี่ยงให้มากที่สุด และได้ประโยชน์มากที่สุดจากการตัดสินใจ หลักการทฤษฏีเกมถูกหยิบยืมมาใช้ในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น รัฐศาสตร์ การตลาด โฆษณา หรือแม้แต่ ภาพยนตร์ แล้วจะแปลกอะไรถ้าการออกแบบสิ่งพิมพ์ จะเรียนรู้ทฤษฏีเกมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ การบรรยายพิเศษในหัวข้อความเข้าใจเบื้องต้นต่อทฤษฏีเกมได้ บรรยายโดย คุณมนัสวิน วินิจฉัยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิส (ประเทศไทย) ซึ่งได้สละเวลามาให้ความรู้กับนักศึกษา

นักศึกษาได้ทดลองกับสถานการณ์ที่ผลักดันให้มีเกิดการตัดสินใจที่รอบคอบ และการเดาสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อประกอบการวางแผนงาน องค์ความรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเข้าใจสื่อสมัยใหม่เช่น สื่อประเภทอินเตอร์แอคทีฟ เป็นต้น นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถนำเอาตัว ทฤษฏีเกม เองมาใช้โดยตรงเพื่อเป็นปัจจัยหรือข้อแม้ในการออกแบบ หรือเป็นตัวกำหนดรูปแบบการออกแบบเชิงสถิติ เช่นการออกแบบตัวอักษรชุดใหม่ที่ใช้ทฤษฏีเกมมาเป็นตัวกำหนดทิศทางและการตัดสินใจในการออกแบบ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็มิได้จำกัดแต่เพียงการนำมาประยุกต์ใช้กับตัวอักษรเพียงอย่างเดียว

ฟิสิกส์แนวประยุกต์ อย่างเช่น ควันตั้มฟิสิกส์ (Quantum Physics) ก็เป็นอีกเนื้อหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้นักศึกษาได้ทำความเข้าใจในเรื่องสัมพันธภาพของอัตตะวิสัยที่มีผลกระทบต่อสภาวะวิสัย (Reality) ตัวเลือกและความเป็นไปได้อื่นๆในเชิงของแนวคิด การลำดับความคิดไม่ให้หลุดหายไปเมื่อเหตุและผลเริ่มมีความซับซ้อน (Rabbit Hole) เป็นต้น นักศึกษาใช้เวลาศึกษา และทำความเข้าใจจากการบรรยายสรุปประกอบกับรับชมสารคดีของ สถาบันแรมต้า (Ramtha) และค้นคว้าด้วยตนเองเพื่อเป็นการต่อยอด
ตัวอย่างเช่นความเข้าใจเรื่องพื้นฐานดังกล่าว สามารถนำมาดัดแปลงใช้กับการสร้างกลยุทธ์ในการนำเสนอประสบการณ์ เช่นการนำมาใช้ในงานศิลปะแบบติดตั้ง สำหรับงานออกแบบเชิงทดลองที่หยิบยืมรูปแบบในพื้นที่ของงานทัศนศิลป์มาใช้ โดยผ่านการปูรณาการทางการออกแบบ หรือแม้แต่การใช้ในชั้นของการออกแบบเพื่อการสื่อสารเองก็ตาม นอกจากนี้ยังเป็นการเติมเต็มให้กับนักศึกษาในเรื่องของความละเอียดอ่อนในการเข้าใจความคิดของตนเอง

ลักษณะการหยิบยืมวิธีคิดจากศาสตร์อื่นมาเพื่อต่อยอดทางการออกแบบก็สามารถทำได้เช่นกัน นักศึกษาได้มีโอกาสในการค้นคว้าด้วยตนเอง จนพบว่าการออกแบบไม่ได้เป็นศาสตร์ที่โดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกับอะไร สามารถนำวิชาการอื่นมาเพื่อให้เกิดเนื้อหาใหม่ในศาสตร์การออกแบบ การมองหาหลักการและทฤษฏีอื่นมาเพื่อสร้างส่วนต่อขยายให้กับการออกแบบเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และช่วยให้เนื้อหาของการออกแบบแข็งแรงขึ้น เมื่อนักศึกษาเข้าใจแก่นของตัวงานมากพอๆกับการสร้างให้เกิดความสวยงามทางการออกแบบภายนอกแล้วก็จะทำให้งานออกแบบสำเร็จมีความสมบูรณ์รอบด้าน เกิดคุณค่าเชิงศิลปะไม่เป็นเพียงแค่งานพาณิชย์ศิลป์
งานออกแบบเชิงการทดลองก่อให้เกิดความลุ่มลึก และช่วยเปิดโลกทัศน์ทางการออกแบบให้กับนักศึกษา ที่มักมองการออกแบบในด้านธุรกิจเพียงด้านเดียว งานทดลองทางการออกแบบเหล่านี้เอง ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการค้นหากลวิธี รูปแบบใหม่ๆในการออกแบบและการสื่อสาร อีกทั้งยังมีส่วนผลักดันให้คุณภาพของผู้รับงานออกแบบในสังคมมีคุ้นเคยกับความคิดที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ทุกๆครั้งที่ผลการทดลองทางการออกแบบ ถูกหยิบยืมไปใช้จริงในงานเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของรูปแบบ หรือวิธีคิดก็ตาม นับเป็นการยกระดับสภาวะของผู้รับสารในทางหนึ่ง
Labels:
การศึกษา,
แนวคิดใหม่,
อนุทิน วงศ์สรรคกร,
อักขรศิลป์
7/31/2005
ดร.ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์ พูดถึง บันทึกบรรยาย
รองศาสตราจารย์ ดร. ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์
ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรกฎาคม ๒๕๔๘
-----> หลายปีที่ผ่านมาแล้วได้มีนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาของภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเรขศิลป์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าการออกแบบกราฟฟิก ชื่อว่า “บันทึกบรรยาย” แต่งโดย นักออกแบบที่ได้รับอิทธิพลของ นิวยอร์ก สคูล อาจารย์ อนุทิน วงศ์สรรคกร พอได้เห็นหนังสือนี้ครั้งแรกก็มีความรู้สึกสะดุดตาเกี่ยวกับการออกแบบปกซึ่งดูเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ แต่ยังคิดอยู่ในใจในขณะนั้นว่าคงเป็นเหมือนกับหนังสือการออกแบบกราฟฟิกที่เคยผ่านตามาในอดีต ว่าถ้าไม่เป็นหนังสือ ประเภทหลักการออกแบบที่คัดลอกหรือได้เรียบเรียงมาจากตำราการออกแบบของต่างประเทศซึ่งตัวเองก็พอมีความรู้อยู่บ้างก็อาจเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเทคนิคในการออกแบบที่แนะนำวิธีการต่างๆ ให้นักศึกษาหรือผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้เท่านั้น ด้วยหน้าปกที่มีเอกลักษณ์ชักชวนให้หยิบขึ้นมาอ่านก็พบว่าสิ่งที่ได้คาดคิดไว้ก่อนหน้านั้นเป็นความคิดที่ผิดพลาดมาก เพราะตั้งแต่หน้าแรกที่ได้สัมผัสก็รู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนั้นไม่ใช่หนังสือหลักการออกแบบกราฟฟิกธรรมดาทั่วไปที่มีขายกันเกลื่อนกลาดตามร้านขายหนังสือทางวิชาการต่างๆเสียแล้ว ผมรู้สึกได้ว่า หนังสือบันทึกบรรยาย เล่มนั้นเป็นหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักออกแบบที่มีความรู้ความเข้าใจและมีปรัชญาในการทำงานออกแบบอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในการออกแบบและการศึกษาการออกแบบของไทย ดังนั้นในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ที่สอนทางการออกแบบกราฟฟิกผมจึงนำหนังสือเล่มนั้นมาเป็นหนังสือที่ใช้ประกอบในการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทของภาควิชาฯ และยังยกประเด็นจากหนังสื่อขึ้นมาให้นิสิตได้เสวนาทางความคิดอย่างมีรสชาด
จากวันนั้นถึงวันนี้ “บันทึกบรรยาย”ได้ถูกรวบรวมและจัดพิมพ์ขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาต่างๆในหนังสือเล่มนี้เป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงความคิดเห็น ของผู้เขียนที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จากการทำงานออกแบบกราฟฟิกที่ได้ถูกกลั่นกรองทางความคิดมาแล้วเป็นอย่างดีจากนักออกแบบที่มีประสบการณ์ทางวิชาชีพและวิชาการทางการออกแบบกราฟฟิกอย่างเช่นอาจารย์อนุทิน วงศ์สรรคกร หนังสือบัน “ทึกบรรยาย” นี้เป็นหนังสือที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด และประเด็นของการออกแบบจากนักออกแบบไทยคนหนึ่งที่พยายามผลักดันให้การออกแบบเรขศิลป์ของไทยก้าวไกลไปในระดับสากลแต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ ซึ่งเอกลักษณ์ในงานออกแบบดังกล่าวยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ที่อาจมีต่อสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการพัฒนาของประเทศไทยให้สามารถยืนอยู่ในระดับแนวหน้ารดับสากลได้อย่างสง่างาม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวควรเป็นแนวคิดที่ผู้ศึกษาและสนใจในงานออกแบบกราฟฟิกพึงมี
ผมเองชื่นชมใน “บันทึกบรรยาย” ที่นำเสนอแนวความคิดอย่างตะวันตกและสนับสนุนให้นำแนวคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และแสดงออกในสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ผมเองชื่นชอบเนื้อหาในบทความที่กล่าวถึงมุมมองในโครงสร้างโดยรวมของการออกแบบ การเรียนรู้จากความผิดพลาดและกล้าทำงานเชิงทดลองเพื่อให้เกิดองค์ความรู้และการพัฒนา ผมชื่นชมกับบทความบรรยายในเรื่องของการแสดงออกทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์ภายใต้โจทย์ของการออกแบบซึ่งนักออกแบบจะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและไม่ทำตามกระแส ที่มาจากอิทธิพลจากตัวอย่างงานที่ปรากฏให้หนังสือการออกแบบของต่างประเทศ ที่นักออกแบบส่วนหนึ่งของไทยพยายามลอกเลียนเฉพาะเปลือกนอกในแง่ของความสวยงามเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากความรู้และปรัชญาพื้นฐานว่าทำไมนักออกแบบสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นมาได้อย่างไร ผมประทับใจในข้อเสนอแนะของการสร้างความกลมกลืนของผลงาน ที่ได้จากการทดลองค้นคว้าและการนำผลของการทดลองเหล่านั้นไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านการกลั่นกรองทางความคิดอย่างมีสุนทรียภาพ ผมถูกใจในความใจกล้าของอาจารย์อนุทินที่กล่าวพาดพิงถึงนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่ยังขาด “รสนิยม” และขาดความรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการออกแบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสามารถของสถาบันศิลปะบางแห่งในกระบวนการผลิตนักออกแบบของไทยที่ยังมองเฉพาะเปลือกนอกและความงามบางอย่างที่เป็นอิทธิพลของตะวันตกโดยมิได้ทราบถึงแนวคิดและปรัชญาของการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น ผมประทับใจในการกระตุ้นให้นักออกแบบไทยสำนึกในเรื่องของเอกลักษณ์ในงานออกแบบไทยที่ไม่ได้แสดงออกโดยการใช้ตัวอักษรไทยหรือลายไทย อีกทั้งในหนังสือ “บันทึกบรรยาย” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ใหม่นี้ ยังมีการเพิ่มสาระและมุมมองจากนักออกแบบที่มีประสบการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยังคงต้องรอการปรับปรุงทั้งระบบการทำงานออกแบบเรขศิลป์ของไทย เพื่อผลักดันและกระตุ้นให้วงการออกแบบของไทยผลิตผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์หรือสไตล์เฉพาะตนเช่น บาวเฮาส์ (Bauhaus) หรือ นิวยอร์ก สคูล (New York School) สไตล์ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งไม่แน่นักนะว่าในอนาคต วงการออกแบบของโลกอาจมี Bangkok School Style of Design หรือ Thai School Style of Design ให้ทั่วโลกรู้จักอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากต้มยำกุ้งก็ได้
ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรกฎาคม ๒๕๔๘
-----> หลายปีที่ผ่านมาแล้วได้มีนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาของภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเรขศิลป์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าการออกแบบกราฟฟิก ชื่อว่า “บันทึกบรรยาย” แต่งโดย นักออกแบบที่ได้รับอิทธิพลของ นิวยอร์ก สคูล อาจารย์ อนุทิน วงศ์สรรคกร พอได้เห็นหนังสือนี้ครั้งแรกก็มีความรู้สึกสะดุดตาเกี่ยวกับการออกแบบปกซึ่งดูเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ แต่ยังคิดอยู่ในใจในขณะนั้นว่าคงเป็นเหมือนกับหนังสือการออกแบบกราฟฟิกที่เคยผ่านตามาในอดีต ว่าถ้าไม่เป็นหนังสือ ประเภทหลักการออกแบบที่คัดลอกหรือได้เรียบเรียงมาจากตำราการออกแบบของต่างประเทศซึ่งตัวเองก็พอมีความรู้อยู่บ้างก็อาจเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเทคนิคในการออกแบบที่แนะนำวิธีการต่างๆ ให้นักศึกษาหรือผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้เท่านั้น ด้วยหน้าปกที่มีเอกลักษณ์ชักชวนให้หยิบขึ้นมาอ่านก็พบว่าสิ่งที่ได้คาดคิดไว้ก่อนหน้านั้นเป็นความคิดที่ผิดพลาดมาก เพราะตั้งแต่หน้าแรกที่ได้สัมผัสก็รู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนั้นไม่ใช่หนังสือหลักการออกแบบกราฟฟิกธรรมดาทั่วไปที่มีขายกันเกลื่อนกลาดตามร้านขายหนังสือทางวิชาการต่างๆเสียแล้ว ผมรู้สึกได้ว่า หนังสือบันทึกบรรยาย เล่มนั้นเป็นหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักออกแบบที่มีความรู้ความเข้าใจและมีปรัชญาในการทำงานออกแบบอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในการออกแบบและการศึกษาการออกแบบของไทย ดังนั้นในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ที่สอนทางการออกแบบกราฟฟิกผมจึงนำหนังสือเล่มนั้นมาเป็นหนังสือที่ใช้ประกอบในการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทของภาควิชาฯ และยังยกประเด็นจากหนังสื่อขึ้นมาให้นิสิตได้เสวนาทางความคิดอย่างมีรสชาด
จากวันนั้นถึงวันนี้ “บันทึกบรรยาย”ได้ถูกรวบรวมและจัดพิมพ์ขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาต่างๆในหนังสือเล่มนี้เป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงความคิดเห็น ของผู้เขียนที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์ สังเคราะห์ จากการทำงานออกแบบกราฟฟิกที่ได้ถูกกลั่นกรองทางความคิดมาแล้วเป็นอย่างดีจากนักออกแบบที่มีประสบการณ์ทางวิชาชีพและวิชาการทางการออกแบบกราฟฟิกอย่างเช่นอาจารย์อนุทิน วงศ์สรรคกร หนังสือบัน “ทึกบรรยาย” นี้เป็นหนังสือที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด และประเด็นของการออกแบบจากนักออกแบบไทยคนหนึ่งที่พยายามผลักดันให้การออกแบบเรขศิลป์ของไทยก้าวไกลไปในระดับสากลแต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ ซึ่งเอกลักษณ์ในงานออกแบบดังกล่าวยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ที่อาจมีต่อสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการพัฒนาของประเทศไทยให้สามารถยืนอยู่ในระดับแนวหน้ารดับสากลได้อย่างสง่างาม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวควรเป็นแนวคิดที่ผู้ศึกษาและสนใจในงานออกแบบกราฟฟิกพึงมี
ผมเองชื่นชมใน “บันทึกบรรยาย” ที่นำเสนอแนวความคิดอย่างตะวันตกและสนับสนุนให้นำแนวคิดเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และแสดงออกในสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ผมเองชื่นชอบเนื้อหาในบทความที่กล่าวถึงมุมมองในโครงสร้างโดยรวมของการออกแบบ การเรียนรู้จากความผิดพลาดและกล้าทำงานเชิงทดลองเพื่อให้เกิดองค์ความรู้และการพัฒนา ผมชื่นชมกับบทความบรรยายในเรื่องของการแสดงออกทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์ภายใต้โจทย์ของการออกแบบซึ่งนักออกแบบจะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและไม่ทำตามกระแส ที่มาจากอิทธิพลจากตัวอย่างงานที่ปรากฏให้หนังสือการออกแบบของต่างประเทศ ที่นักออกแบบส่วนหนึ่งของไทยพยายามลอกเลียนเฉพาะเปลือกนอกในแง่ของความสวยงามเพียงอย่างเดียวโดยปราศจากความรู้และปรัชญาพื้นฐานว่าทำไมนักออกแบบสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นมาได้อย่างไร ผมประทับใจในข้อเสนอแนะของการสร้างความกลมกลืนของผลงาน ที่ได้จากการทดลองค้นคว้าและการนำผลของการทดลองเหล่านั้นไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านการกลั่นกรองทางความคิดอย่างมีสุนทรียภาพ ผมถูกใจในความใจกล้าของอาจารย์อนุทินที่กล่าวพาดพิงถึงนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่ยังขาด “รสนิยม” และขาดความรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการออกแบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสามารถของสถาบันศิลปะบางแห่งในกระบวนการผลิตนักออกแบบของไทยที่ยังมองเฉพาะเปลือกนอกและความงามบางอย่างที่เป็นอิทธิพลของตะวันตกโดยมิได้ทราบถึงแนวคิดและปรัชญาของการสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น ผมประทับใจในการกระตุ้นให้นักออกแบบไทยสำนึกในเรื่องของเอกลักษณ์ในงานออกแบบไทยที่ไม่ได้แสดงออกโดยการใช้ตัวอักษรไทยหรือลายไทย อีกทั้งในหนังสือ “บันทึกบรรยาย” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ใหม่นี้ ยังมีการเพิ่มสาระและมุมมองจากนักออกแบบที่มีประสบการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยังคงต้องรอการปรับปรุงทั้งระบบการทำงานออกแบบเรขศิลป์ของไทย เพื่อผลักดันและกระตุ้นให้วงการออกแบบของไทยผลิตผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์หรือสไตล์เฉพาะตนเช่น บาวเฮาส์ (Bauhaus) หรือ นิวยอร์ก สคูล (New York School) สไตล์ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งไม่แน่นักนะว่าในอนาคต วงการออกแบบของโลกอาจมี Bangkok School Style of Design หรือ Thai School Style of Design ให้ทั่วโลกรู้จักอีกทางหนึ่งนอกเหนือจากต้มยำกุ้งก็ได้
Labels:
การศึกษา,
กิตติกรรมประกาศ,
ดร. ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์
3/12/2005
แม๊กซ์ คริสมานน์ ถามถึงการออกแบบในไทย (Eng)
แม๊กซ์ คริสมานน์
มีนาคม ๒๕๔๘
Max Kisman
March 2005
The past and future of Thai graphic design
First published in 2000 in the United Kigdom by Thames and Hudson, the Book A Century Of Thai Graphic Design, compiled by Thai historian Anake Nawigamune, was the reason to investigate past and current developments in modern graphic and type design in Thailand.
A Century Of Thai Graphic Design
After the introduction of printing technology in Thailand in 1796, using the Roman alphabet and a xylograph for a prayer book, the first book using Thai printed in 1828 in Calcutta, the the move and installation of its printing press and type to Bangkok in 1835, it seems that the development of the printing industry and printed matter tightly is related to cultural, social and economical changes.
The ruling kings often used the printing press for addressing the general public with proclamations, news papers, value papers and bank notes. Later the introduction of various means of transport, trade, commercial products, theater and foreign movies caused a growing need for printed matter.
Except in a few private private collections, very little of all this has been preserved. Anake Namigamune compiled an impressive book with material from his own collection and from a number of his friends. A Century Of Thai Graphic Design, portrays a culture through its Ephemera and printed products. In a humid and hot environment, were a lot is being recycled by the less fortunate, disposable paper products don’t have a long life span.
Little to none was documented on the history of the graphic industry and printed matter when Namigumune decided to make this book. The title A Century Of Thai Graphic Design, for the western market is somewhat unfortunate, when presenting a collection printed matter not necessarily exposes developments in the thinking process of visual communication. Even for us westerners, the original title Siamese Printed Matter, would have been more appropriate regarding its content, that starts with the introduction of printing and ends with the introduction of the Compugraphic type system. Unfortunately, recent developments in printing and graphic design culture of the past 30 years are not covered in the book.
As an archival exhibition, this book is a pleasure to browse through, examine and re-examine the illustrations, the depictions of Thai culture, Thai lettering and vanishing printing techniques. It nevertheless leaves me with questions about the function of typography and depiction in contemporary visual communication, the position of graphic design in the editorial process, and the role of graphic design as a cultural phenomenon.
In an attempt to get more insight in the subject I asked Anake Nawigamune, historian of Thai culture, collector and the author of A Century Of Thai Graphic Design, Pornprapha Phatanateacha, assistant professor in Communication Design at Virginia Commonwealth University, School of the Arts in Qatar, and Anuthin Wongsunkakon and Nirut Krusuansombat, founding partners of the Behaviour Group design firm in Bangkok, a few questions about graphic design and typography in Thai culture.
To me, the title A Century Of Thai Graphic Design suggests the history of a particular artistic and skilled specialism, rather than an archival exhibition of Ephemera and disposable printed products. The original title, Siamese Printed Matter seems more appropriate.
Anake Namigamune :Siamese Printed Matter is the actual title I used in the Thai version. The translation was done by the publisher, River Books, without my comment. Partly because I speak little English, partly because they did not ask for my opinion. I agree with you on the point you made about the title.
Pornprapha Phatanateacha :I use Anake Nawigamune’s A Century of Thai Graphic Design as a reference book that helps me understand the knowledge of Thai designers form the previous times. I agree with you that the title of the book is misleading to the readers for what it represent. I also found two other publications by the same author. It is very difficult to find any publications dedicated to graphic design. I mostly found books related to Thai lettering design and Thai traditional motifs. I assume that Mr. Nawigamune is also interested in research on Thai graphic design and not only the history of Thai printed matter, but I am not sure that the term graphic design has been well defined yet in Thailand.
Graphic design is, as far as I know, a relatively new subject for Thailand. There are three categories of arts and design: fine arts, decorative arts and communication arts. In this case, graphic design in Thailand is categorized under communication arts, such as advertising and television.
The term ‘graphic design’ will only be understood by design students, professors and some of the practitioners. And for the rest of Thai people there are several interpretations and translations, such as computer graphic design. Most of the time people will relate any kind of graphics to the computer. I visited several universities that offer a graphic design cirriculum. The Chulalongkorn University in Bangkok uses the Thai term for graphic design. Others use the transliteration of the term ‘graphic design’ from English.
Anuthin Wongsunkakon : The book by Anake Nawigamune is not an absolute source for graphic design and typography, but I am afraid it is only book in the English language on this very issue that I know of. Sadly enough, we don’t have a well written record on Thai graphic design. It is a very complex issue and involved with many factors from design education to technology.
Anake is a great collector with huge collection of print and a lot of stuff, but he has not much to do with the field of graphic design. On the other hand, our studio had bad experiences dealing with anything historic. For a pi font we designed based on an early 20th century Thai newspaper, we had to do our research in foreign libraries, because we couldn’t get to the micro films at ‘our’ national library. It’s all keep it so well and they let nobody study –actually we should say touch– them. You see, there is some kind of problem here. It gives you an idea of why graphic design history in Thailand is like jigsaw puzzle that never has been put together.
Is there a specific definition of graphic design or a graphic designer within the context Thai visual culture?
Anuthin Wongsunkakon : As I mentioned earlier, A Century of Thai Graphic Design is a misnomer for Anake's book. While preserving excellent examples of Thai memorabilia, it does not address the development of Thai graphic design. The face of Thai graphic design as we see today, only started some time after the period covered by the book. Up to that point printers played the role of the designer, using foreign technology and ideas.
The beginning of true graphic design through education in Thailand began with the establishment of Silpakorn University Decorative Art School in 1956. Even then, curriculum was based on Western ideas of graphic design.
Silpakorn offers a degree in visual communication art. The student has to master everything from illustration design, information design, graphic design, motion picture and advertising design. This became a model for art and design schools that were established after Silpakorn. Another word, graphic design has never been a major. It is more like personal interest. The arrival of graphic design as a major at the School of Fine and Applied Arts at the Chulalongkorn University in 1985 does not much effect the interest of design education reform.
If by ‘Thai visual culture’ you mean the material represented in the book, my answer is that they are depictions of Thai printing crafts, rather than graphic design. Could it be the starting point? Maybe! Therefore today's Thai graphic designers are not yet represented in these kind of publications.
Western movements in fine art and philosophy have had tremendous influences of the thinking process in the applied arts and provoked changes in depicting traditional meaning and values. In your mind, how does Thai culture relate to contemporary modern visual styles, and to what extend does it find its identity from its own tradition?
Pornprapha Phatanateacha : The changes in Thai culture, design, fashion and lifestyle are very common for a developing country. Losing its identity and its significant quality of its culture is the biggest concern of this rapid movement in Thai society. The biggest challenge is to remain and to preserve the existing culture within the development of society. These problems not only effect the Thai lifestyle and fashion, but also Thai graphic design. There is a trend in Thai poster design, advertising and package design, based on Western design concepts, to match its success.
Anuthin Wongsunkakon : The traditional Thai patterns are often borrowed by contemporary designers to make their work instantly look Thai. Since the traditional rarely evolved into modern form, it's now ‘forced’ into contemporary concepts. Graphic design in our country has a problem relating itself to people. People don't understand graphic design and graphic designers don’t know graphic design more than its commercial work routine. At the same time, the design industry tries too much to achieve an international image by copying the looks from the west. The result was that our graphic design lost its character long before modern globalization.
Nirut Krusuansombat :Do we still have Thai culture? What is the real Thai Culture? Those questions sound sarcastic. We easily accept things form everywhere... Europe, China, Japan and America. It seems to me we have been trying to do graphic design in a Thai way which is heavily dominated by western culture. That is why we unknowingly rejected Thai culture because we try so hard to match the American image. What we see today in Thai graphic design is a reaction to Thai culture. Thai graphics just reflect what Thai people want to be.
Would you be able to know type cutters and type foundries of the various Thai typefaces? Are there any known typeface designers of Thai type?
Anake Namigamune : Cutting of Thai scripts was first done in Myanmar (formerly known as Burma, MK), then taken to India for the publication of the first book ever printed in Thai in 1828. Later on the typefaces were brought into Thailand through Singapore by reverent Dan Beach Bradley, an American missionary. The cutting of Thai scripts wasn’t done for a while. Typography, the use of typefaces, really started in Thailand in 1843, still carried out by missionaries. It is not known to me when the Thai took the art into their hands.
Anuthin Wongsunkakon : The first removable typeface was created for Thailand by the French. Once type was produced in Thailand by Thais, more fancy and experimental typefaces were developed. When Linotype arrived, the existing Thai fonts were required to fit the new format. Also, in order to ‘match’ the standard Latin font set used with Linotype a new set of Thai fonts had to be created. This was a turning point and a golden age in Thai type design. It created number of modern faces and a trend towards designs to meet popular Latin fonts.
There are some legendary designers from the Linotype period, that broke into the digital era. For example EAC (East Asiatic Co), a foundry that was an early importer of Linotype technology laid the foundation for modern Thai type. DB (Dear Book) was a pioneer of Thai fonts in the early Macintosh days. More recently, the foundry PSL Smart Letters is considered as the source for the popular use of digital fonts by Thai designers.
The period before Linotype is a bit off record. The only article that put the jigsaw together on this subject, is a document from the exhibition 10 Fonts of Thailand, written by Pracha Suveranon. Although I think a few of the selected fonts for this publication are more like personal choices. Especially the choices picked from Linotype period. A milestone in font design is the Chuanpim by Chao Sornsongkram. among other innovative designs, it did not get the recognition that it deserved. It is one of the fonts that was rejected it in the 70s, but gained more respect and was accepted and considered legible in late 80s. When I worked on the Thai text face for DNA magazine, Chunapim was one of the fonts that I studied a lot. I actually had a chance to talk to the Chao Sornsongkarm. In his own words “I designed it for Thai people to have a modern quality text font.”. Just wanted to set a standard Thai font, he said. Sornsongkarm is a Thai graphic designer who graduated in the United States and now still runs his family print shop.
Nirut Krusuansombat : Most of the time we at Behaviour Group, use our own in-house designed Thai fonts for our work and we started to create custom Thai fonts for a major product brand identity.
Anuthin Wongsunkakon : The wave of independent foundries in the US in the mid '90 influenced and encouraged individual Thai designers to create their own type. Today a small group of independent Thai designers create fonts for their own projects. There is no formal retail outlet for their products in Thailand. Some of those young designers are my former students at Rangsit University, Bangkok University and Chulalongkorn University. It seems that at the moment only PSL and we, at Behaviour Group, are on the same page on pushing Thai fonts into commercial sale operations. PSL recently made a landmark in Thai type design history by winning a lawsuit on piracy font users and created the first awareness in Thailand on a legal copyright issue.
We also made some Thai fonts, but they are for exclusive license only. It is a long way to operate a type foundry with commercial distribution of fonts. Thai people first must separate the issue of Thai language and Thai type design. Do not get mixed up, these are two different things. Type designers never want to own any language. We only want to protect our design of the letters. It won’t get any better as long as Thai people do not value design work in general and still think of fonts as a freeware. For commercial distribution we stick with Latin fonts, because there is a market out there.
As far as typography concerns, does the Thai script allow any stylistic alterations, simplifications or additions to its character shapes?
Anake Namigamune :No problem. There are quite a number of what you call stylistic alterations in the Thai scripts, such as making them look like those of English, Chinese or even Sanskrit.
Pornprapha Phatanateacha :Thai type designers have adopted the elements of the roman type and applied them to Thai letterforms without considering the impact on the Thai language. As a result, important characteristics of the Thai letterforms have been lost because of this borrowing of Western forms. A project I am currently working on, is to design Thai letterforms that reflect Thai culture. The development of these letterforms will be translated in systematic ways. The generation of forms will be demonstrated through my design methodology.
For the stylistic development of Thai script, type designers have been experimenting to simplify or redesign styles, based on trends and influences from Western typeface designs.
Anuthin Wongsunkakon :Traditional Thai script from the past has been developed through time and today it becomes more a minimal and modern letter form just like the Latin letters. There are many opportunities to both simplify and/or embellish today's fonts. Usually, I personally design my Thai letters as an extended family to my original Latin design. I find that from this process the Thai font works better with modern typography.
The problem with Chuanpim in the 70s was that people weren’t willing to open their minds to read from something new. It was considered hard to read back then. Sornsongkarm mentioned that people were familiar with a set of fonts from school books which they had been reading for years in school. Those fonts were developed by Thai Wattanapanich, a major school supplier in Thailand. And Chunapim was something new and strange to them.
It reminds me of what the Baskerville or Helvetica went through in their days. By the way, Chunapim was inspired by the first Helvetica mania. Chao SornSongkram wanted Chunapim to be like Helvetica in term of plain and versatile use, for headline and text. Chunapim also was designed to be type set in combination with with Helvetica.
Can you describe the influence of digital technology on the graphic industry in Thailand and graphic design as an artistic and cultural representation, as well as on the thinking about visual communication in your country and culture?
Anake Namigamune : The only thing I can say is that digital technology does great harm to Thai designers of scripts and typography, if that is still a good term for this. They think less, for the sake of conveniency. Hundreds of ready made scripts are stuffed in the computer programs, waiting for users.
Nirut Krusuansombat : From what I have seen lately, it's still pretty much the same. But it is just all about new media not new design.
Anuthin Wongsunkakon : We're starting to see some new born designers and firms that do everything so wallpaper like. Nothing really ground braking. We seem to go backwards on design quality too. The crisis in late 90s really shrunk design budgets big time. Thai designers have gone nuts over the years. They don't remember how to create a good design out of small budget. I also agree with Nirut about cranky design skills on new media.
What your opinion on the current state of graphic design and typography education at the Thai design colleges and universities?
Anuthin Wongsunkakon : Many of the problems in the Thai graphic design industry lead back to design education. Most Thai people can not even relate graphic design to their life. It is all because designers don't understand how to relate graphic design to todays society (the man on the street). That is why we try to do workshops and work closely with design schools to help new designers to think out of the box.
Nirut Krusuansombat : I think design education in Thailand is not open minded yet. There is no right or wrong in design, as we already know. There are so many different ways to strike the problem, but somehow we did not learn that in school. In my school days, I hardly had a chance to think and explore something new, because of the hard sell design projects we got to do most of the time. If I were the teacher, I would let my students think and explore new things as long as whatever they come up with solves the problem.
The teacher has to be the one who brings out the talent of the student. Anything that the student can do best, he helps pushing it up to the next level on their track. Don't judge the student's work by what you like or dislike.
I also would like to see more knowledge and information exchanged. We should have more symposiums or conferences for professional designers. More group discussions, comments and suggestions in school. This way everyone will have a chance to exercise their brain cells.
Anuthin Wongsunkakon : I think it should get to the point that quality of the junior year at a leading Thai design school has no difference from a junior year of at leading schools in the US or Europe. New ways of teaching about relationships between concept and idea. Individuality that could develop a personal graphic language. Input from instructors that will help to build up a good designer attitude. Experiment, experiment and experiment... Is that too much to ask?
มีนาคม ๒๕๔๘
Max Kisman
March 2005
The past and future of Thai graphic design
First published in 2000 in the United Kigdom by Thames and Hudson, the Book A Century Of Thai Graphic Design, compiled by Thai historian Anake Nawigamune, was the reason to investigate past and current developments in modern graphic and type design in Thailand.
A Century Of Thai Graphic Design
After the introduction of printing technology in Thailand in 1796, using the Roman alphabet and a xylograph for a prayer book, the first book using Thai printed in 1828 in Calcutta, the the move and installation of its printing press and type to Bangkok in 1835, it seems that the development of the printing industry and printed matter tightly is related to cultural, social and economical changes.
The ruling kings often used the printing press for addressing the general public with proclamations, news papers, value papers and bank notes. Later the introduction of various means of transport, trade, commercial products, theater and foreign movies caused a growing need for printed matter.
Except in a few private private collections, very little of all this has been preserved. Anake Namigamune compiled an impressive book with material from his own collection and from a number of his friends. A Century Of Thai Graphic Design, portrays a culture through its Ephemera and printed products. In a humid and hot environment, were a lot is being recycled by the less fortunate, disposable paper products don’t have a long life span.
Little to none was documented on the history of the graphic industry and printed matter when Namigumune decided to make this book. The title A Century Of Thai Graphic Design, for the western market is somewhat unfortunate, when presenting a collection printed matter not necessarily exposes developments in the thinking process of visual communication. Even for us westerners, the original title Siamese Printed Matter, would have been more appropriate regarding its content, that starts with the introduction of printing and ends with the introduction of the Compugraphic type system. Unfortunately, recent developments in printing and graphic design culture of the past 30 years are not covered in the book.
As an archival exhibition, this book is a pleasure to browse through, examine and re-examine the illustrations, the depictions of Thai culture, Thai lettering and vanishing printing techniques. It nevertheless leaves me with questions about the function of typography and depiction in contemporary visual communication, the position of graphic design in the editorial process, and the role of graphic design as a cultural phenomenon.
In an attempt to get more insight in the subject I asked Anake Nawigamune, historian of Thai culture, collector and the author of A Century Of Thai Graphic Design, Pornprapha Phatanateacha, assistant professor in Communication Design at Virginia Commonwealth University, School of the Arts in Qatar, and Anuthin Wongsunkakon and Nirut Krusuansombat, founding partners of the Behaviour Group design firm in Bangkok, a few questions about graphic design and typography in Thai culture.
To me, the title A Century Of Thai Graphic Design suggests the history of a particular artistic and skilled specialism, rather than an archival exhibition of Ephemera and disposable printed products. The original title, Siamese Printed Matter seems more appropriate.
Anake Namigamune :Siamese Printed Matter is the actual title I used in the Thai version. The translation was done by the publisher, River Books, without my comment. Partly because I speak little English, partly because they did not ask for my opinion. I agree with you on the point you made about the title.
Pornprapha Phatanateacha :I use Anake Nawigamune’s A Century of Thai Graphic Design as a reference book that helps me understand the knowledge of Thai designers form the previous times. I agree with you that the title of the book is misleading to the readers for what it represent. I also found two other publications by the same author. It is very difficult to find any publications dedicated to graphic design. I mostly found books related to Thai lettering design and Thai traditional motifs. I assume that Mr. Nawigamune is also interested in research on Thai graphic design and not only the history of Thai printed matter, but I am not sure that the term graphic design has been well defined yet in Thailand.
Graphic design is, as far as I know, a relatively new subject for Thailand. There are three categories of arts and design: fine arts, decorative arts and communication arts. In this case, graphic design in Thailand is categorized under communication arts, such as advertising and television.
The term ‘graphic design’ will only be understood by design students, professors and some of the practitioners. And for the rest of Thai people there are several interpretations and translations, such as computer graphic design. Most of the time people will relate any kind of graphics to the computer. I visited several universities that offer a graphic design cirriculum. The Chulalongkorn University in Bangkok uses the Thai term for graphic design. Others use the transliteration of the term ‘graphic design’ from English.
Anuthin Wongsunkakon : The book by Anake Nawigamune is not an absolute source for graphic design and typography, but I am afraid it is only book in the English language on this very issue that I know of. Sadly enough, we don’t have a well written record on Thai graphic design. It is a very complex issue and involved with many factors from design education to technology.
Anake is a great collector with huge collection of print and a lot of stuff, but he has not much to do with the field of graphic design. On the other hand, our studio had bad experiences dealing with anything historic. For a pi font we designed based on an early 20th century Thai newspaper, we had to do our research in foreign libraries, because we couldn’t get to the micro films at ‘our’ national library. It’s all keep it so well and they let nobody study –actually we should say touch– them. You see, there is some kind of problem here. It gives you an idea of why graphic design history in Thailand is like jigsaw puzzle that never has been put together.
Is there a specific definition of graphic design or a graphic designer within the context Thai visual culture?
Anuthin Wongsunkakon : As I mentioned earlier, A Century of Thai Graphic Design is a misnomer for Anake's book. While preserving excellent examples of Thai memorabilia, it does not address the development of Thai graphic design. The face of Thai graphic design as we see today, only started some time after the period covered by the book. Up to that point printers played the role of the designer, using foreign technology and ideas.
The beginning of true graphic design through education in Thailand began with the establishment of Silpakorn University Decorative Art School in 1956. Even then, curriculum was based on Western ideas of graphic design.
Silpakorn offers a degree in visual communication art. The student has to master everything from illustration design, information design, graphic design, motion picture and advertising design. This became a model for art and design schools that were established after Silpakorn. Another word, graphic design has never been a major. It is more like personal interest. The arrival of graphic design as a major at the School of Fine and Applied Arts at the Chulalongkorn University in 1985 does not much effect the interest of design education reform.
If by ‘Thai visual culture’ you mean the material represented in the book, my answer is that they are depictions of Thai printing crafts, rather than graphic design. Could it be the starting point? Maybe! Therefore today's Thai graphic designers are not yet represented in these kind of publications.
Western movements in fine art and philosophy have had tremendous influences of the thinking process in the applied arts and provoked changes in depicting traditional meaning and values. In your mind, how does Thai culture relate to contemporary modern visual styles, and to what extend does it find its identity from its own tradition?
Pornprapha Phatanateacha : The changes in Thai culture, design, fashion and lifestyle are very common for a developing country. Losing its identity and its significant quality of its culture is the biggest concern of this rapid movement in Thai society. The biggest challenge is to remain and to preserve the existing culture within the development of society. These problems not only effect the Thai lifestyle and fashion, but also Thai graphic design. There is a trend in Thai poster design, advertising and package design, based on Western design concepts, to match its success.
Anuthin Wongsunkakon : The traditional Thai patterns are often borrowed by contemporary designers to make their work instantly look Thai. Since the traditional rarely evolved into modern form, it's now ‘forced’ into contemporary concepts. Graphic design in our country has a problem relating itself to people. People don't understand graphic design and graphic designers don’t know graphic design more than its commercial work routine. At the same time, the design industry tries too much to achieve an international image by copying the looks from the west. The result was that our graphic design lost its character long before modern globalization.
Nirut Krusuansombat :Do we still have Thai culture? What is the real Thai Culture? Those questions sound sarcastic. We easily accept things form everywhere... Europe, China, Japan and America. It seems to me we have been trying to do graphic design in a Thai way which is heavily dominated by western culture. That is why we unknowingly rejected Thai culture because we try so hard to match the American image. What we see today in Thai graphic design is a reaction to Thai culture. Thai graphics just reflect what Thai people want to be.
Would you be able to know type cutters and type foundries of the various Thai typefaces? Are there any known typeface designers of Thai type?
Anake Namigamune : Cutting of Thai scripts was first done in Myanmar (formerly known as Burma, MK), then taken to India for the publication of the first book ever printed in Thai in 1828. Later on the typefaces were brought into Thailand through Singapore by reverent Dan Beach Bradley, an American missionary. The cutting of Thai scripts wasn’t done for a while. Typography, the use of typefaces, really started in Thailand in 1843, still carried out by missionaries. It is not known to me when the Thai took the art into their hands.
Anuthin Wongsunkakon : The first removable typeface was created for Thailand by the French. Once type was produced in Thailand by Thais, more fancy and experimental typefaces were developed. When Linotype arrived, the existing Thai fonts were required to fit the new format. Also, in order to ‘match’ the standard Latin font set used with Linotype a new set of Thai fonts had to be created. This was a turning point and a golden age in Thai type design. It created number of modern faces and a trend towards designs to meet popular Latin fonts.
There are some legendary designers from the Linotype period, that broke into the digital era. For example EAC (East Asiatic Co), a foundry that was an early importer of Linotype technology laid the foundation for modern Thai type. DB (Dear Book) was a pioneer of Thai fonts in the early Macintosh days. More recently, the foundry PSL Smart Letters is considered as the source for the popular use of digital fonts by Thai designers.
The period before Linotype is a bit off record. The only article that put the jigsaw together on this subject, is a document from the exhibition 10 Fonts of Thailand, written by Pracha Suveranon. Although I think a few of the selected fonts for this publication are more like personal choices. Especially the choices picked from Linotype period. A milestone in font design is the Chuanpim by Chao Sornsongkram. among other innovative designs, it did not get the recognition that it deserved. It is one of the fonts that was rejected it in the 70s, but gained more respect and was accepted and considered legible in late 80s. When I worked on the Thai text face for DNA magazine, Chunapim was one of the fonts that I studied a lot. I actually had a chance to talk to the Chao Sornsongkarm. In his own words “I designed it for Thai people to have a modern quality text font.”. Just wanted to set a standard Thai font, he said. Sornsongkarm is a Thai graphic designer who graduated in the United States and now still runs his family print shop.
Nirut Krusuansombat : Most of the time we at Behaviour Group, use our own in-house designed Thai fonts for our work and we started to create custom Thai fonts for a major product brand identity.
Anuthin Wongsunkakon : The wave of independent foundries in the US in the mid '90 influenced and encouraged individual Thai designers to create their own type. Today a small group of independent Thai designers create fonts for their own projects. There is no formal retail outlet for their products in Thailand. Some of those young designers are my former students at Rangsit University, Bangkok University and Chulalongkorn University. It seems that at the moment only PSL and we, at Behaviour Group, are on the same page on pushing Thai fonts into commercial sale operations. PSL recently made a landmark in Thai type design history by winning a lawsuit on piracy font users and created the first awareness in Thailand on a legal copyright issue.
We also made some Thai fonts, but they are for exclusive license only. It is a long way to operate a type foundry with commercial distribution of fonts. Thai people first must separate the issue of Thai language and Thai type design. Do not get mixed up, these are two different things. Type designers never want to own any language. We only want to protect our design of the letters. It won’t get any better as long as Thai people do not value design work in general and still think of fonts as a freeware. For commercial distribution we stick with Latin fonts, because there is a market out there.
As far as typography concerns, does the Thai script allow any stylistic alterations, simplifications or additions to its character shapes?
Anake Namigamune :No problem. There are quite a number of what you call stylistic alterations in the Thai scripts, such as making them look like those of English, Chinese or even Sanskrit.
Pornprapha Phatanateacha :Thai type designers have adopted the elements of the roman type and applied them to Thai letterforms without considering the impact on the Thai language. As a result, important characteristics of the Thai letterforms have been lost because of this borrowing of Western forms. A project I am currently working on, is to design Thai letterforms that reflect Thai culture. The development of these letterforms will be translated in systematic ways. The generation of forms will be demonstrated through my design methodology.
For the stylistic development of Thai script, type designers have been experimenting to simplify or redesign styles, based on trends and influences from Western typeface designs.
Anuthin Wongsunkakon :Traditional Thai script from the past has been developed through time and today it becomes more a minimal and modern letter form just like the Latin letters. There are many opportunities to both simplify and/or embellish today's fonts. Usually, I personally design my Thai letters as an extended family to my original Latin design. I find that from this process the Thai font works better with modern typography.
The problem with Chuanpim in the 70s was that people weren’t willing to open their minds to read from something new. It was considered hard to read back then. Sornsongkarm mentioned that people were familiar with a set of fonts from school books which they had been reading for years in school. Those fonts were developed by Thai Wattanapanich, a major school supplier in Thailand. And Chunapim was something new and strange to them.
It reminds me of what the Baskerville or Helvetica went through in their days. By the way, Chunapim was inspired by the first Helvetica mania. Chao SornSongkram wanted Chunapim to be like Helvetica in term of plain and versatile use, for headline and text. Chunapim also was designed to be type set in combination with with Helvetica.
Can you describe the influence of digital technology on the graphic industry in Thailand and graphic design as an artistic and cultural representation, as well as on the thinking about visual communication in your country and culture?
Anake Namigamune : The only thing I can say is that digital technology does great harm to Thai designers of scripts and typography, if that is still a good term for this. They think less, for the sake of conveniency. Hundreds of ready made scripts are stuffed in the computer programs, waiting for users.
Nirut Krusuansombat : From what I have seen lately, it's still pretty much the same. But it is just all about new media not new design.
Anuthin Wongsunkakon : We're starting to see some new born designers and firms that do everything so wallpaper like. Nothing really ground braking. We seem to go backwards on design quality too. The crisis in late 90s really shrunk design budgets big time. Thai designers have gone nuts over the years. They don't remember how to create a good design out of small budget. I also agree with Nirut about cranky design skills on new media.
What your opinion on the current state of graphic design and typography education at the Thai design colleges and universities?
Anuthin Wongsunkakon : Many of the problems in the Thai graphic design industry lead back to design education. Most Thai people can not even relate graphic design to their life. It is all because designers don't understand how to relate graphic design to todays society (the man on the street). That is why we try to do workshops and work closely with design schools to help new designers to think out of the box.
Nirut Krusuansombat : I think design education in Thailand is not open minded yet. There is no right or wrong in design, as we already know. There are so many different ways to strike the problem, but somehow we did not learn that in school. In my school days, I hardly had a chance to think and explore something new, because of the hard sell design projects we got to do most of the time. If I were the teacher, I would let my students think and explore new things as long as whatever they come up with solves the problem.
The teacher has to be the one who brings out the talent of the student. Anything that the student can do best, he helps pushing it up to the next level on their track. Don't judge the student's work by what you like or dislike.
I also would like to see more knowledge and information exchanged. We should have more symposiums or conferences for professional designers. More group discussions, comments and suggestions in school. This way everyone will have a chance to exercise their brain cells.
Anuthin Wongsunkakon : I think it should get to the point that quality of the junior year at a leading Thai design school has no difference from a junior year of at leading schools in the US or Europe. New ways of teaching about relationships between concept and idea. Individuality that could develop a personal graphic language. Input from instructors that will help to build up a good designer attitude. Experiment, experiment and experiment... Is that too much to ask?
Labels:
English Article,
การศึกษา,
แม๊กซ์ คริสมานน์,
สัมภาษณ์
2/25/2004
คำถามจากเบอร์มิงแฮมส์
อนุทิน วงศ์สรรคกร
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
-----> โดยปกติแล้วจะเป็นที่ทราบกันว่าในภาคเรียนที่สอง ผมจะไม่ค่อยรับสอนหนังสือที่ไหน อันที่จริงแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่ผมเอาไว้ใช้ประกอบกิจการแถมกิจกรรมส่วนตัว อ่านหนังสือเพิ่มเติม และอะไรอื่นๆ เทือกนั้น แล้วก็ควานหาวัตถุดิบใหม่สำหรับฤดูกาลสอนถัดไป
แต่เทอมที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ผมทำตัวหลุดจากข้อแม้ปัจเจกเชิงดัดจริตดังกล่าว หลังจากที่บอกรับห้องเรียนนอกรอบปัจเจกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความน่าสนใจของห้องเรียนและวิชาที่รับผิดชอบก็อยู่ตรงที่ นักศึกษากว่าครึ่งห้องเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมส์ ประเทศอังกฤษ เป็นวาระการแลกเปลี่ยนที่ทำกันทุกปีระหว่างสองสถาบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
จะว่าไปแล้วเบอร์มิงแฮมส์ ไม่ใช่เมืองใหญ่วุ่นวายเมื่อเทียบกับกรุงเทพ หากจะเทียบกันให้ถูกคู่น่าจะเป็นลอนดอนมากกว่า ดังนั้นการที่นำนักศึกษาจากเมืองเล็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว มาอยู่ในเมืองหลวงขนาดใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นที่มาของเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจ
ในคาบแรก ผมจำได้ว่าเริ่มต้นชั่วโมงด้วยการแนะนำตัวตามธรรมเนียม จากนั้นก็เริ่มพูดคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและเพิ่มสภาพคล่องของบทสนทนา ตระเตรียมคำถามไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการสร้างกิจกรรมและละลายพฤติกรรม
ตามประสบการณ์แล้วนักศึกษาไทยมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ระบบนี้ เพราะไม่ค่อยได้ถูกปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในห้องเรียนหรือการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่นักศึกษาตะวันตกเท่าที่เคยสัมผัสมานั้นกลับตรงกันข้าม คำถามเชิงการออกแบบตามระเบียบที่ต้องถามเป็นคำถามแรกเห็นจะหนีไม่พ้น "ในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรกับกรุงเทพเมื่อแรกเห็น"เพียงคำถามเดียว คำตอบที่ได้ และบทสนทนาต่อเนื่องในคาบเรียนแรกวันนั้น ก็กินเวลาเกือบทั้งคาบเรียน แทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คำถามที่ตระเตรียมมาอีกเป็นกระบุง
นักศึกษาแลกเปลี่ยนยกมือตอบกันเป็นระวิง ในขณะที่นักศึกษาไทยถูกถามคำถามที่ตอบยากยิ่งกว่า เพราะใกล้ตัวจนไม่สามารถหยิบจับมาตอบได้คล่องตัวนัก "ในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรกับกรุงเทพที่เราอยู่" นักศึกษาไทยจึงขอสงวนความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งผมก็เข้าใจอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นคำถามที่ฟังดูไม่ยากแต่ไม่ง่ายนักที่จะตอบ
สิ่งที่น่าสนใจจนต้องเก็บมาเขียน ก็เห็นจะเป็นคำตอบแนบคำถามจากนักศึกษาหญิงแลกเปลี่ยนคนหนึ่ง เธอเปรยว่า "แปลกใจที่พบว่าเมืองไทยใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก พอๆ กับภาษาไทยเลย" เออ เธอสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง จากนั้นเธอก็ถามต่อด้วยความสงสัย "ดิฉันสังเกตุได้จากสื่อแทบทุกสื่อ มักใช้ภาษาอังกฤษในการพาดหัว ตอนแรกมันทำให้ดิฉันนึกว่าคนไทยคงจะพูดสองภาษา แต่เปล่าเลย เรามีปัญหาอย่างมากกับการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่นี่" แล้วเธอก็แนบคำถามพ่วงมาว่า "ในฐานะที่เป็นนักออกแบบ ดิฉันสงสัยว่าโฆษณาบนสื่อต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษจะสามารถส่งเสริมการขายได้อย่างไร ในเมื่อคนทั่วไปไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน" นักศึกษาหัวแดงอีกหลายคนเริ่มขยายผลจากคำถามดังกล่าว เริ่มยกตัวอย่างป้ายโฆษณา และสื่ออื่นๆ จนใช้เวลาถกกันเลยเถิดคำตอบแถมพ่วงด้วยคำถามดังกล่าวทั้งตรง คม และเกิดจากความสงสัยโดยแท้
สมองผมเริ่มกระบวนการในการย่อยข้อมูล คำถามนี้เป็นคำถามที่บ่งบอกอะไรหลายแง่มุม ประการแรกคือการรู้เท่าทันองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบที่ตนเองมี และเข้าใจมันพอที่จะกลั่นออกมาเป็นคำถามที่ดีได้ ประการที่หนึ่งจุดหนึ่ง เป็นคำถามจากนักศึกษาอังกฤษชั้นปีที่สอง ประการที่หนึ่งจุดสอง คำตอบพ่วงคำถามแบบเป็นเหตุเป็นผลลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในนักศึกษาชั้นปีที่สองของไทย ประการที่สองผู้ถามมีข้อสังเกตุบางประการต่อการออกแบบและพัฒนาการของวัฒนธรรมร่วมสมัยในบ้านเรา ประการที่สามผู้ถาม ถามในฐานะเจ้าของภาษาที่ไม่เข้าใจวิธีการนำภาษาของเขาไปใช้ในวัฒนธรรมอื่น ประการที่สี่คือการย้ำคำถามที่ว่า เรานักออกแบบไทยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทยด้วยเหตุผลข้ออ้างทางความงาม ความยากในการจัดวาง และความลงตัวหรือเปล่า มันชัดเจนจนคนภายนอกรู้สึกได้หรือ? ประการที่ห้าจากท่าทีและน้ำเสียงแล้ว ผู้ถามถามแบบสงสัยโดยใฝ่รู้ผมกล่าวถึงและตอบคำถามลักษณะนี้มาบ่อยครั้ง
ในการพูดคุยกับนักออกแบบในต่างประเทศ มันเป็นการง่ายที่จะพูดถึงปัญหาด้วยตัวเองและพยายามตอบมันในวงที่จำกัด มันง่ายกว่าตรงที่นักออกแบบเหล่านั้น ไม่ได้มาเห็นปัญหาที่ผมพล่ามด้วยตนเองแล้วนำให้เกิดความสงสัยด้วยตนเอง ในกรณีของนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ยิงคำถามกลับมานี้น่าสนใจกว่า เพราะเป็นข้อสงสัยจากการสัมผัส เขาไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ที่เห็นจึงเป็นความคาใจ ผมแปลคำถามเป็นไทยแล้วส่งต่อให้นักศึกษาไทยไปคิดเล่นพักหนึ่ง ก่อนเริ่มตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริง
นักศึกษาที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยที่รักทุกท่าน ต่อข้อสงสัยของท่าน ใช่ครับคนไทยไม่ได้ พูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาอังกฤษคล่องกันทุกคน แต่ไม่ได้หมายว่าเขาเหล่านั้นที่ผ่านชั้นมัธยมมาแล้วอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเอาเสียเลย แต่ถ้าข้อความนั้นซับซ้อนหรือต้องการความเข้าใจในภาษาอย่างมาก อันนี้ก็ไม่แน่
ต่อข้อสงสัยที่ว่าทำไมถึงเกิดการใช้ภาษาอังกฤษในการออกแบบกันอย่างมากมายเหลือเกิน มันเป็นข้อสงสัยที่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะชี้ชัดลงไปให้คุณให้โทษกับใคร "มันมีเรื่องเล่ามาอยู่ว่านักออกแบบไทยยึดติดกับความคิดที่ว่า ภาษาไทยใช้ในการจัดหน้ากระดาษให้สวยและเท่ได้ยาก"
ทันใดนั้นนักศึกษาไทยที่สงวนท่าทีอยู่นานเริ่มออกความคิดเห็นประปราย พยักหน้าเข้าใจว่าเคยได้ยินเรื่องเล่าดังกล่าวมาก่อนผมเลยต้องเสริมคำตอบลงไปอีกเพื่อให้ชัดเจน ลักษณะการสร้างก๊อปปี้ภาษาไทยให้สอดคล้องกับการจัดวาง เอาเข้าจริงๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจให้มันทำงานด้วยกัน นัยหนึ่งคืออักขรศิลป์กับอักษรศาสตร์ ไม่ทำงานร่วมกัน โดยส่วนตัวผมว่าน่าจะมีการเชื่อมโยงกันให้มากขึ้นระหว่างสองศาสตร์นี้
ในขณะเดียวกันสิ่งที่นักออกแบบพูดกันเสมอเมื่อใช้ภาษาไทยในการออกแบบ ก็เช่นเรื่องการตัดคำและรูปประโยคที่ต่อเนื่อง (ไม่ต้องพูดถึงแบบตัวอักษรที่มีให้เลือกไม่หลากหลาย) ขนาดว่ายังไม่นับเรื่องสระโน่นไม้นี่ห้อยบนล่าง เราในฐานะนักออกแบบคงต้องทบทวนความเข้าใจว่าภาษาไทยก็คือภาษาไทย นักออกแบบและผู้ใช้ภาษาไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการเขียนได้ชั่วข้ามคืน อย่างไรเสียมันก็คือข้อแม้ในการออกแบบ ทำให้เป็นจุดเด่น มองมันให้เป็นเสน่ห์ แล้วห้ามที่จะไม่ใช้มัน ผมว่ามันออกดูดีจะตายไป
มาช่วยกันทำให้เรื่องเล่าที่ว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าดีกว่าแน่นอนว่ามีเรื่องราวและคำถามอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาจากคาบเรียนดังกล่าว บอกได้เพียงแค่เกือบทั้งหมดสะท้อนอะไรที่น่าสนใจอันโน้มนำไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์จากห้องเรียนทดลองเชิงปฏิบัติการนี้ ทำให้ผมได้แง่มุมที่ตอกย้ำอะไรหลายอย่างจากบุคคลภายนอก ที่มองเข้ามาในภาพรวมของวัฒนธรรมร่วมสมัยประเทศไทย นี่แค่ในเหลี่ยมของการออกแบบนะครับ แล้วที่ว่ามานี่ก็ไม่ใช่จากการมองของนักออกแบบอาชีพเสียด้วย
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
-----> โดยปกติแล้วจะเป็นที่ทราบกันว่าในภาคเรียนที่สอง ผมจะไม่ค่อยรับสอนหนังสือที่ไหน อันที่จริงแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่ผมเอาไว้ใช้ประกอบกิจการแถมกิจกรรมส่วนตัว อ่านหนังสือเพิ่มเติม และอะไรอื่นๆ เทือกนั้น แล้วก็ควานหาวัตถุดิบใหม่สำหรับฤดูกาลสอนถัดไป
แต่เทอมที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ผมทำตัวหลุดจากข้อแม้ปัจเจกเชิงดัดจริตดังกล่าว หลังจากที่บอกรับห้องเรียนนอกรอบปัจเจกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความน่าสนใจของห้องเรียนและวิชาที่รับผิดชอบก็อยู่ตรงที่ นักศึกษากว่าครึ่งห้องเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมส์ ประเทศอังกฤษ เป็นวาระการแลกเปลี่ยนที่ทำกันทุกปีระหว่างสองสถาบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม
จะว่าไปแล้วเบอร์มิงแฮมส์ ไม่ใช่เมืองใหญ่วุ่นวายเมื่อเทียบกับกรุงเทพ หากจะเทียบกันให้ถูกคู่น่าจะเป็นลอนดอนมากกว่า ดังนั้นการที่นำนักศึกษาจากเมืองเล็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว มาอยู่ในเมืองหลวงขนาดใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นที่มาของเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจ
ในคาบแรก ผมจำได้ว่าเริ่มต้นชั่วโมงด้วยการแนะนำตัวตามธรรมเนียม จากนั้นก็เริ่มพูดคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและเพิ่มสภาพคล่องของบทสนทนา ตระเตรียมคำถามไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการสร้างกิจกรรมและละลายพฤติกรรม
ตามประสบการณ์แล้วนักศึกษาไทยมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ระบบนี้ เพราะไม่ค่อยได้ถูกปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในห้องเรียนหรือการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่นักศึกษาตะวันตกเท่าที่เคยสัมผัสมานั้นกลับตรงกันข้าม คำถามเชิงการออกแบบตามระเบียบที่ต้องถามเป็นคำถามแรกเห็นจะหนีไม่พ้น "ในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรกับกรุงเทพเมื่อแรกเห็น"เพียงคำถามเดียว คำตอบที่ได้ และบทสนทนาต่อเนื่องในคาบเรียนแรกวันนั้น ก็กินเวลาเกือบทั้งคาบเรียน แทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คำถามที่ตระเตรียมมาอีกเป็นกระบุง
นักศึกษาแลกเปลี่ยนยกมือตอบกันเป็นระวิง ในขณะที่นักศึกษาไทยถูกถามคำถามที่ตอบยากยิ่งกว่า เพราะใกล้ตัวจนไม่สามารถหยิบจับมาตอบได้คล่องตัวนัก "ในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรกับกรุงเทพที่เราอยู่" นักศึกษาไทยจึงขอสงวนความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งผมก็เข้าใจอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นคำถามที่ฟังดูไม่ยากแต่ไม่ง่ายนักที่จะตอบ
สิ่งที่น่าสนใจจนต้องเก็บมาเขียน ก็เห็นจะเป็นคำตอบแนบคำถามจากนักศึกษาหญิงแลกเปลี่ยนคนหนึ่ง เธอเปรยว่า "แปลกใจที่พบว่าเมืองไทยใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก พอๆ กับภาษาไทยเลย" เออ เธอสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง จากนั้นเธอก็ถามต่อด้วยความสงสัย "ดิฉันสังเกตุได้จากสื่อแทบทุกสื่อ มักใช้ภาษาอังกฤษในการพาดหัว ตอนแรกมันทำให้ดิฉันนึกว่าคนไทยคงจะพูดสองภาษา แต่เปล่าเลย เรามีปัญหาอย่างมากกับการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่นี่" แล้วเธอก็แนบคำถามพ่วงมาว่า "ในฐานะที่เป็นนักออกแบบ ดิฉันสงสัยว่าโฆษณาบนสื่อต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษจะสามารถส่งเสริมการขายได้อย่างไร ในเมื่อคนทั่วไปไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน" นักศึกษาหัวแดงอีกหลายคนเริ่มขยายผลจากคำถามดังกล่าว เริ่มยกตัวอย่างป้ายโฆษณา และสื่ออื่นๆ จนใช้เวลาถกกันเลยเถิดคำตอบแถมพ่วงด้วยคำถามดังกล่าวทั้งตรง คม และเกิดจากความสงสัยโดยแท้
สมองผมเริ่มกระบวนการในการย่อยข้อมูล คำถามนี้เป็นคำถามที่บ่งบอกอะไรหลายแง่มุม ประการแรกคือการรู้เท่าทันองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบที่ตนเองมี และเข้าใจมันพอที่จะกลั่นออกมาเป็นคำถามที่ดีได้ ประการที่หนึ่งจุดหนึ่ง เป็นคำถามจากนักศึกษาอังกฤษชั้นปีที่สอง ประการที่หนึ่งจุดสอง คำตอบพ่วงคำถามแบบเป็นเหตุเป็นผลลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในนักศึกษาชั้นปีที่สองของไทย ประการที่สองผู้ถามมีข้อสังเกตุบางประการต่อการออกแบบและพัฒนาการของวัฒนธรรมร่วมสมัยในบ้านเรา ประการที่สามผู้ถาม ถามในฐานะเจ้าของภาษาที่ไม่เข้าใจวิธีการนำภาษาของเขาไปใช้ในวัฒนธรรมอื่น ประการที่สี่คือการย้ำคำถามที่ว่า เรานักออกแบบไทยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทยด้วยเหตุผลข้ออ้างทางความงาม ความยากในการจัดวาง และความลงตัวหรือเปล่า มันชัดเจนจนคนภายนอกรู้สึกได้หรือ? ประการที่ห้าจากท่าทีและน้ำเสียงแล้ว ผู้ถามถามแบบสงสัยโดยใฝ่รู้ผมกล่าวถึงและตอบคำถามลักษณะนี้มาบ่อยครั้ง
ในการพูดคุยกับนักออกแบบในต่างประเทศ มันเป็นการง่ายที่จะพูดถึงปัญหาด้วยตัวเองและพยายามตอบมันในวงที่จำกัด มันง่ายกว่าตรงที่นักออกแบบเหล่านั้น ไม่ได้มาเห็นปัญหาที่ผมพล่ามด้วยตนเองแล้วนำให้เกิดความสงสัยด้วยตนเอง ในกรณีของนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ยิงคำถามกลับมานี้น่าสนใจกว่า เพราะเป็นข้อสงสัยจากการสัมผัส เขาไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ที่เห็นจึงเป็นความคาใจ ผมแปลคำถามเป็นไทยแล้วส่งต่อให้นักศึกษาไทยไปคิดเล่นพักหนึ่ง ก่อนเริ่มตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริง
นักศึกษาที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยที่รักทุกท่าน ต่อข้อสงสัยของท่าน ใช่ครับคนไทยไม่ได้ พูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาอังกฤษคล่องกันทุกคน แต่ไม่ได้หมายว่าเขาเหล่านั้นที่ผ่านชั้นมัธยมมาแล้วอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเอาเสียเลย แต่ถ้าข้อความนั้นซับซ้อนหรือต้องการความเข้าใจในภาษาอย่างมาก อันนี้ก็ไม่แน่
ต่อข้อสงสัยที่ว่าทำไมถึงเกิดการใช้ภาษาอังกฤษในการออกแบบกันอย่างมากมายเหลือเกิน มันเป็นข้อสงสัยที่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะชี้ชัดลงไปให้คุณให้โทษกับใคร "มันมีเรื่องเล่ามาอยู่ว่านักออกแบบไทยยึดติดกับความคิดที่ว่า ภาษาไทยใช้ในการจัดหน้ากระดาษให้สวยและเท่ได้ยาก"
ทันใดนั้นนักศึกษาไทยที่สงวนท่าทีอยู่นานเริ่มออกความคิดเห็นประปราย พยักหน้าเข้าใจว่าเคยได้ยินเรื่องเล่าดังกล่าวมาก่อนผมเลยต้องเสริมคำตอบลงไปอีกเพื่อให้ชัดเจน ลักษณะการสร้างก๊อปปี้ภาษาไทยให้สอดคล้องกับการจัดวาง เอาเข้าจริงๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจให้มันทำงานด้วยกัน นัยหนึ่งคืออักขรศิลป์กับอักษรศาสตร์ ไม่ทำงานร่วมกัน โดยส่วนตัวผมว่าน่าจะมีการเชื่อมโยงกันให้มากขึ้นระหว่างสองศาสตร์นี้
ในขณะเดียวกันสิ่งที่นักออกแบบพูดกันเสมอเมื่อใช้ภาษาไทยในการออกแบบ ก็เช่นเรื่องการตัดคำและรูปประโยคที่ต่อเนื่อง (ไม่ต้องพูดถึงแบบตัวอักษรที่มีให้เลือกไม่หลากหลาย) ขนาดว่ายังไม่นับเรื่องสระโน่นไม้นี่ห้อยบนล่าง เราในฐานะนักออกแบบคงต้องทบทวนความเข้าใจว่าภาษาไทยก็คือภาษาไทย นักออกแบบและผู้ใช้ภาษาไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการเขียนได้ชั่วข้ามคืน อย่างไรเสียมันก็คือข้อแม้ในการออกแบบ ทำให้เป็นจุดเด่น มองมันให้เป็นเสน่ห์ แล้วห้ามที่จะไม่ใช้มัน ผมว่ามันออกดูดีจะตายไป
มาช่วยกันทำให้เรื่องเล่าที่ว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าดีกว่าแน่นอนว่ามีเรื่องราวและคำถามอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาจากคาบเรียนดังกล่าว บอกได้เพียงแค่เกือบทั้งหมดสะท้อนอะไรที่น่าสนใจอันโน้มนำไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์จากห้องเรียนทดลองเชิงปฏิบัติการนี้ ทำให้ผมได้แง่มุมที่ตอกย้ำอะไรหลายอย่างจากบุคคลภายนอก ที่มองเข้ามาในภาพรวมของวัฒนธรรมร่วมสมัยประเทศไทย นี่แค่ในเหลี่ยมของการออกแบบนะครับ แล้วที่ว่ามานี่ก็ไม่ใช่จากการมองของนักออกแบบอาชีพเสียด้วย
Labels:
IMAGE,
การศึกษา,
เลขนศิลป์,
อนุทิน วงศ์สรรคกร
9/06/2003
ทำไมต้องออกแบบ?
อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๔๖
-----> เหตุเกิดมาจากคำถามหลังการสนทนาเชิงวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ฟังการสนทนาท่านหนึ่งส่งผ่านคำถามมาขึ้นมาบนเวที คำถามแบบคำต่อคำนั้นไม่สามารถจำได้ แต่รวมๆ ได้ใจความถอดได้ในทำนองที่ว่า “อยากรู้ว่าการออกแบบนั้นสำคัญอะไรกันนักหนา ไม่มีการออกแบบก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องฟุ่มเฟือยกับการออกแบบ ทำไมนักออกแบบต้องพูดเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือความเป็นจริง” คุณประธาน ธีรธาดา ผู้ดำเนินราย การอ่านทวนคำถาม แล้วส่งชิ้นส่วนกระดาษมาให้ผม พร้อมทั้งสำทับว่าเจ้าของคำถามต้องการให้คุณเป็นคนตอบ
ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากคำถามที่ว่าถูกถาม และผู้ฟังกำลังประมวลสถานการณ์ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสมองที่เริ่มบวมปนน่วมจากการสนทนาและคำถามก่อนหน้า
ประการแรกชวนให้คิดว่า นี่มันงานสนทนาเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อนักออกแบบ สงสัยว่าคำถามนี้มันเป็นปัญหาปัจเจกอคติหรือเปล่า? ทำไมคุณช่างถามเพื่อชีวิตได้ตกขอบอย่างนั้น หรือว่าคุณถามเอามันส์หรือถามเอาเก๋? ควรที่จะตอบดีหรือไม่? ถ้าคำถามถามด้วยอคติแล้ว ตอบไปอาจจะกลายเป็นต่อปากต่อคำเช่นนั้นคงจะเสียเวลาเปล่า? ไม่ตอบคงจะไม่ดีเพราะคงมีคนฟังที่ไม่ใช่นักออกแบบอยากรู้จริงๆ หรือแค่อยากฟังคำตอบว่าวิทยากรจะตอบหรือรับมือกับคำถามอย่างไร และหากว่านี่มันไม่ใช่เพียงคำถามกวนอารมณ์ แต่มันเป็นความใส่ใจจริงที่อยากถามปัญหาเพื่อปัญญา ก็สมควรที่จะตอบ ตกลงผมว่าจะตอบ แต่ถ้าตอบจะตอบอย่างไรให้สั้น ง่าย และได้ใจความที่สุด?
ผมเริ่มต้นคำตอบโดยกล่าวว่า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักออกแบบถึงไม่ค่อยชอบเวทีงานสัมมนาหรือการขึ้นเวทีต่อหน้าชุมชน เพราะมันไม่ใช่แค่ภูมิความรู้เรื่องสายงานประจำวัน หากแต่ต้องอาศัยความอดทนและไหวพริบอย่างปัจจุบันทันด่วน การที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างที่ทุกคนไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษเดียวกันนั้น ต้องใช้ยุทธศิลป์หลายหลาก นี่ยังไม่นับว่าจะต้องมีขันติต่ออัตตาส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผู้ฟังเป็นนักออกแบบด้วยกันเอง เพราะอัตตาอาจนำไปสู่วิกฤติได้
จากนั้นสมองผมเริ่มเข้าสู่การตอบคำถาม โดยแบ่งเป็นคำถามใหญ่ๆ ได้ 3 ข้อ ดังนี้
1. การออกแบบสำคัญต่อการดำรงชีพอย่างไร
2. เราต้องการงานออกแบบจริงๆ
หรือ และ
3.งานออกแบบทำไมจึงมีราคาแพง
ผมประมวลเป็นคำตอบว่าการออกแบบไม่ได้สำคัญอะไรเลย... แบบการตัดเสื้อผ้าที่คุณใส่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เก้าอี้ตัวนี้นั่งสบายกว่าเก้าอี้ตัวโน้น มันเป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่อาจจะเชื่อมโยงกับไสยศาสตร์ บ้านหลังนี้อยู่สบายและประหยัดพลังงาน ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น อย่ามาโกหกกันเลย โถ...ถ้าคุณมีระบบการคิดตกขอบสุดขั้วเช่นนั้น มันคงต้องใช้เวลานานทีเดียวในการอธิบาย คุณไม่เพียงอยู่บนหน้ากระดาษเดียวกันกับคนอื่น หากแต่คุณอยู่คนละ "คตินิยม" เอาเป็นว่าลองยกเอาข้าวของทั่วไปมาเป็นกรณีศึกษา ถ้วย ไห จาน ชาม และลูกปัดบ้านเชียงเป็นตัวอย่าง มันเป็นหลักฐานที่จับต้องได้และบอกเรื่องราวถึงความรอบรู้ในการดำรงชีวิต สิ่งของเหล่านั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น หรือเพื่อตกแต่งร่างกายให้สวยงามเกิดคุณค่าทางจิตใจ
จะเห็นได้ว่ากี่ร้อยกี่พันปีผ่านมาคอนเซ็ปต์ดังกล่าวก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา คอนเซ็ปต์และเหตุและผลของจานชามและลูกปัดก็ยังเหมือนเดิม มิหนำซ้ำยังถูกพัฒนามาเป็นเครื่องครัวสมัยใหม่รวมไปถึงการออกแบบอัญมณี
ต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำรงชีพ ลองเอาเรื่องใกล้ตัวที่สุด เสื้อผ้ากับการออกแบบเครื่องแต่งกาย การแต่งกายเกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการพื้นฐาน ที่ใช้เพียงแค่ปกปิดร่างกาย เมื่อวัฒนธรรมของมนุษย์เจริญขึ้น การแต่งกายก็เริ่มมีเรื่องของวาระโอกาสและกาละเทศะเข้ามาเกี่ยวข้อง คิดเล่นๆ สนุกๆ ถ้ามนุษย์เรากลับไปอาศัยอยู่ในถ้ำ เราก็ยังต้องใช้ขวานหินเป็นอุปกรณ์สำคัญ นำขนสัตว์มานุ่งห่ม มันก็หนีไม่พ้นการออกแบบที่สอดคล้องกับการดำรงชีพอยู่ดี
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบเป็นพฤติกรรม และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มนุษย์ใช้สร้างวัฒนธรรม อารยธรรม แล้วมันสำคัญต่อการดำรงชีพไหมนี่?
ผมคิดว่าผู้ถามจริงๆ แล้วต้องการที่จะถามว่า เราต้องการการออกแบบในชีวิตประจำวันขนาดไหน แน่นอนที่แต่ละบุคคลมีความต้องการไม่เท่ากัน การออกแบบแต่ละขนานก็ตอบสนองระดับความต้องการต่างระดับกันไป จึงน่าจะเป็นการฉลาดกว่าที่จะรู้จักเลือกซื้องานออกแบบให้ตรงกับความต้องการและงบประมาณของตน
มองไปรอบๆ ตัวเราจะเห็นได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลและถูกรองรับด้วยการออกแบบ หน้าตาของการออกแบบนั้นๆ ก็สอดคล้องกับตัวเลขงบประมาณ ซึ่งมันเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสัจธรรม จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากขายของแพงจนไม่มีคนซื้อ โดยทั่วไปแล้วการออกแบบนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาของการดำรงชีวิตแล้ว ในเชิงพาณิชย์ ธุรกิจ และอุตสาหกรรม การออกแบบก็ยังถูกใช้เป็นกระบวนการเพิ่มค่าให้สินค้าเช่นกัน เหตุผลเรื่องมูลค่า ราคา และตัวเลข บังเอิญต้องไปเกี่ยวพันกับการตลาด มันไม่ใช่เหตุผลของการออกแบบล้วนๆ
ผมขอยืมหลักการตลาดเบื้องต้นมาอธิบาย หากสินค้าสามารถขายได้มาก มีคนเสพงานออกแบบมากขึ้น มันก็ส่งผลให้เกิดการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น ราคาต่อหน่วยก็ย่อมถูกลงเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม แพงหรือถูก มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาอ้างในการไปละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบ เรามักพบเห็นลักษณะของการเจตนาดีแต่ประสงค์ร้ายได้บ่อยๆ เอาของเขามาฉีดพลาสติกทำแบบใหม่ขายสามอันสิบบาท ก็คุณออกจะหวังดีที่จะทำให้คนทั่วไปเสพงานออกแบบในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นการทำลายไม่ใช่สร้างสรรค์ มองในแง่การตลาดแล้วมันก็ไม่ได้ช่วยให้ราคางานออกแบบของแท้ถูกลงจริงๆ
อีกแนวคิดหนึ่งคือแนวคิดของการผลิตในจำนวนจำกัด เพื่อตั้งใจให้เกิดการจำกัดจำนวน ราคาต่อหน่วยบางครั้งก็อาจถูกบวกเพิ่มไปเป็นค่ารับประกันความโหล บางกรณีอย่างเช่นอุตสาหกรรมแฟชั่นมันก็ต้องมีค่าแบรนด์เนม พอมีแบรนด์เนมเกี่ยวข้องมันก็ต้องมีค่าการตลาดตามมาอีก เจ้าค่าระดับของแต่ละยี่ห้อนี่เองที่เติบโตมาบนแนวคิดคล้ายๆ กันกับวรรณะ มันเป็นการแบ่งกลุ่มการตลาดในภาษาของการค้าสมัยใหม่
ทั้งหมดมันก็อยู่ที่ว่า ผู้ออกแบบวางจุดยืนของตนและผลงานที่ตรงไหน นี่ยังไม่นับรวมตัวแปรอื่นๆ เช่น จรรยาบรรณส่วนตัวของนักออกแบบที่ตั้งใจจะโปรดมวลชน โปรดการตลาด โปรดโลภ โปรดตัวเอง หรือตั้งใจที่จะโปรดศิลปะ ไหนจะค่าวิชาชีพและเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างสรรค์ อย่าได้ตกใจไปเลย ที่กล่าวมามันก็เป็นสูตรวิธีคิดเดียวกันทั้งนั้นไม่ว่าสินค้า บริการ หรืออาชีพไหนๆ ในโลก
เนื้อความทั้งหมดที่ผมพล่ามไปข้างต้น เป็นคำตอบสดต่อคำถามสดในวันนั้น อาจนำมากระชับได้ว่า “การออกแบบก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีอยู่รอบๆ ตัวเรา เป็นธรรมดาเหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่มีทั้งคนคุณภาพมากและน้อยแตกต่างกันไป อยากให้มองการออกแบบในแง่ของความเป็นบันทึกทางวัฒนธรรม มากกว่าการเป็นสิ่งสิ้นเปลือง
งานออกแบบที่อยู่รอบๆ ตัวเราในทุกรูปแบบ มันเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงระดับความคิด ชีวิต ความเป็นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ มันสามารถบอกถึงรูปแบบความต้องการของมนุษย์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมารองรับ เนื้อหาประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เราเรียน ก็มาจากสิ่งของและวัตถุที่หลงเหลือให้เห็น ถ้าคิดว่ามันไม่สำคัญ ก็ไม่ต้องไปขุดมันขึ้นมาให้เสียเวลาเปล่า หรือควรพอใจกับการมีชีวิตกันไปแบบวันนี้และพรุ่งนี้ก็พอแล้ว
ผมยกคำตอบสั้นสดต่อคำถามสด ในงานสนทนาเชิงวิชาการวันนั้นขึ้นมา ไม่ได้จะคิดทำให้ใครขุ่นเคืองแต่ประการใด โปรดอย่าสรุปคิดเจตนาด้วยจินตนา เพราะจะว่าไปแล้วมันเป็นคำถามที่น่าตอบมากคำถามหนึ่ง เพื่อบุคคลทั่วไปจะได้มีความเข้าใจที่ตรงกันในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการออกแบบและชีวิตประจำวัน
การที่จะตอบคำถามใหญ่ๆ ให้ได้ใจความในเวลาที่จำกัดนั้นเป็นเรื่องยากลำบากทีเดียว หากว่าคำตอบในวันนั้นทิ้งท้ายให้ท่านผู้ถามระคายเคือง ก็อยากให้เข้าใจเถอะว่ามันเป็นเจตนาดีล้วนๆ ไม่มีเจือปน และอนุภาพของคำถามของคุณในวันนั้นมันก็ได้ขยายผลแล้วในหน้ากระดาษนี้
กันยายน ๒๕๔๖
-----> เหตุเกิดมาจากคำถามหลังการสนทนาเชิงวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ฟังการสนทนาท่านหนึ่งส่งผ่านคำถามมาขึ้นมาบนเวที คำถามแบบคำต่อคำนั้นไม่สามารถจำได้ แต่รวมๆ ได้ใจความถอดได้ในทำนองที่ว่า “อยากรู้ว่าการออกแบบนั้นสำคัญอะไรกันนักหนา ไม่มีการออกแบบก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องฟุ่มเฟือยกับการออกแบบ ทำไมนักออกแบบต้องพูดเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือความเป็นจริง” คุณประธาน ธีรธาดา ผู้ดำเนินราย การอ่านทวนคำถาม แล้วส่งชิ้นส่วนกระดาษมาให้ผม พร้อมทั้งสำทับว่าเจ้าของคำถามต้องการให้คุณเป็นคนตอบ
ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากคำถามที่ว่าถูกถาม และผู้ฟังกำลังประมวลสถานการณ์ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสมองที่เริ่มบวมปนน่วมจากการสนทนาและคำถามก่อนหน้า
ประการแรกชวนให้คิดว่า นี่มันงานสนทนาเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อนักออกแบบ สงสัยว่าคำถามนี้มันเป็นปัญหาปัจเจกอคติหรือเปล่า? ทำไมคุณช่างถามเพื่อชีวิตได้ตกขอบอย่างนั้น หรือว่าคุณถามเอามันส์หรือถามเอาเก๋? ควรที่จะตอบดีหรือไม่? ถ้าคำถามถามด้วยอคติแล้ว ตอบไปอาจจะกลายเป็นต่อปากต่อคำเช่นนั้นคงจะเสียเวลาเปล่า? ไม่ตอบคงจะไม่ดีเพราะคงมีคนฟังที่ไม่ใช่นักออกแบบอยากรู้จริงๆ หรือแค่อยากฟังคำตอบว่าวิทยากรจะตอบหรือรับมือกับคำถามอย่างไร และหากว่านี่มันไม่ใช่เพียงคำถามกวนอารมณ์ แต่มันเป็นความใส่ใจจริงที่อยากถามปัญหาเพื่อปัญญา ก็สมควรที่จะตอบ ตกลงผมว่าจะตอบ แต่ถ้าตอบจะตอบอย่างไรให้สั้น ง่าย และได้ใจความที่สุด?
ผมเริ่มต้นคำตอบโดยกล่าวว่า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักออกแบบถึงไม่ค่อยชอบเวทีงานสัมมนาหรือการขึ้นเวทีต่อหน้าชุมชน เพราะมันไม่ใช่แค่ภูมิความรู้เรื่องสายงานประจำวัน หากแต่ต้องอาศัยความอดทนและไหวพริบอย่างปัจจุบันทันด่วน การที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างที่ทุกคนไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษเดียวกันนั้น ต้องใช้ยุทธศิลป์หลายหลาก นี่ยังไม่นับว่าจะต้องมีขันติต่ออัตตาส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผู้ฟังเป็นนักออกแบบด้วยกันเอง เพราะอัตตาอาจนำไปสู่วิกฤติได้
จากนั้นสมองผมเริ่มเข้าสู่การตอบคำถาม โดยแบ่งเป็นคำถามใหญ่ๆ ได้ 3 ข้อ ดังนี้
1. การออกแบบสำคัญต่อการดำรงชีพอย่างไร
2. เราต้องการงานออกแบบจริงๆ
หรือ และ
3.งานออกแบบทำไมจึงมีราคาแพง
ผมประมวลเป็นคำตอบว่าการออกแบบไม่ได้สำคัญอะไรเลย... แบบการตัดเสื้อผ้าที่คุณใส่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เก้าอี้ตัวนี้นั่งสบายกว่าเก้าอี้ตัวโน้น มันเป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่อาจจะเชื่อมโยงกับไสยศาสตร์ บ้านหลังนี้อยู่สบายและประหยัดพลังงาน ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น อย่ามาโกหกกันเลย โถ...ถ้าคุณมีระบบการคิดตกขอบสุดขั้วเช่นนั้น มันคงต้องใช้เวลานานทีเดียวในการอธิบาย คุณไม่เพียงอยู่บนหน้ากระดาษเดียวกันกับคนอื่น หากแต่คุณอยู่คนละ "คตินิยม" เอาเป็นว่าลองยกเอาข้าวของทั่วไปมาเป็นกรณีศึกษา ถ้วย ไห จาน ชาม และลูกปัดบ้านเชียงเป็นตัวอย่าง มันเป็นหลักฐานที่จับต้องได้และบอกเรื่องราวถึงความรอบรู้ในการดำรงชีวิต สิ่งของเหล่านั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น หรือเพื่อตกแต่งร่างกายให้สวยงามเกิดคุณค่าทางจิตใจ
จะเห็นได้ว่ากี่ร้อยกี่พันปีผ่านมาคอนเซ็ปต์ดังกล่าวก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา คอนเซ็ปต์และเหตุและผลของจานชามและลูกปัดก็ยังเหมือนเดิม มิหนำซ้ำยังถูกพัฒนามาเป็นเครื่องครัวสมัยใหม่รวมไปถึงการออกแบบอัญมณี
ต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำรงชีพ ลองเอาเรื่องใกล้ตัวที่สุด เสื้อผ้ากับการออกแบบเครื่องแต่งกาย การแต่งกายเกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการพื้นฐาน ที่ใช้เพียงแค่ปกปิดร่างกาย เมื่อวัฒนธรรมของมนุษย์เจริญขึ้น การแต่งกายก็เริ่มมีเรื่องของวาระโอกาสและกาละเทศะเข้ามาเกี่ยวข้อง คิดเล่นๆ สนุกๆ ถ้ามนุษย์เรากลับไปอาศัยอยู่ในถ้ำ เราก็ยังต้องใช้ขวานหินเป็นอุปกรณ์สำคัญ นำขนสัตว์มานุ่งห่ม มันก็หนีไม่พ้นการออกแบบที่สอดคล้องกับการดำรงชีพอยู่ดี
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบเป็นพฤติกรรม และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มนุษย์ใช้สร้างวัฒนธรรม อารยธรรม แล้วมันสำคัญต่อการดำรงชีพไหมนี่?
ผมคิดว่าผู้ถามจริงๆ แล้วต้องการที่จะถามว่า เราต้องการการออกแบบในชีวิตประจำวันขนาดไหน แน่นอนที่แต่ละบุคคลมีความต้องการไม่เท่ากัน การออกแบบแต่ละขนานก็ตอบสนองระดับความต้องการต่างระดับกันไป จึงน่าจะเป็นการฉลาดกว่าที่จะรู้จักเลือกซื้องานออกแบบให้ตรงกับความต้องการและงบประมาณของตน
มองไปรอบๆ ตัวเราจะเห็นได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลและถูกรองรับด้วยการออกแบบ หน้าตาของการออกแบบนั้นๆ ก็สอดคล้องกับตัวเลขงบประมาณ ซึ่งมันเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสัจธรรม จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากขายของแพงจนไม่มีคนซื้อ โดยทั่วไปแล้วการออกแบบนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาของการดำรงชีวิตแล้ว ในเชิงพาณิชย์ ธุรกิจ และอุตสาหกรรม การออกแบบก็ยังถูกใช้เป็นกระบวนการเพิ่มค่าให้สินค้าเช่นกัน เหตุผลเรื่องมูลค่า ราคา และตัวเลข บังเอิญต้องไปเกี่ยวพันกับการตลาด มันไม่ใช่เหตุผลของการออกแบบล้วนๆ
ผมขอยืมหลักการตลาดเบื้องต้นมาอธิบาย หากสินค้าสามารถขายได้มาก มีคนเสพงานออกแบบมากขึ้น มันก็ส่งผลให้เกิดการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น ราคาต่อหน่วยก็ย่อมถูกลงเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม แพงหรือถูก มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาอ้างในการไปละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบ เรามักพบเห็นลักษณะของการเจตนาดีแต่ประสงค์ร้ายได้บ่อยๆ เอาของเขามาฉีดพลาสติกทำแบบใหม่ขายสามอันสิบบาท ก็คุณออกจะหวังดีที่จะทำให้คนทั่วไปเสพงานออกแบบในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นการทำลายไม่ใช่สร้างสรรค์ มองในแง่การตลาดแล้วมันก็ไม่ได้ช่วยให้ราคางานออกแบบของแท้ถูกลงจริงๆ
อีกแนวคิดหนึ่งคือแนวคิดของการผลิตในจำนวนจำกัด เพื่อตั้งใจให้เกิดการจำกัดจำนวน ราคาต่อหน่วยบางครั้งก็อาจถูกบวกเพิ่มไปเป็นค่ารับประกันความโหล บางกรณีอย่างเช่นอุตสาหกรรมแฟชั่นมันก็ต้องมีค่าแบรนด์เนม พอมีแบรนด์เนมเกี่ยวข้องมันก็ต้องมีค่าการตลาดตามมาอีก เจ้าค่าระดับของแต่ละยี่ห้อนี่เองที่เติบโตมาบนแนวคิดคล้ายๆ กันกับวรรณะ มันเป็นการแบ่งกลุ่มการตลาดในภาษาของการค้าสมัยใหม่
ทั้งหมดมันก็อยู่ที่ว่า ผู้ออกแบบวางจุดยืนของตนและผลงานที่ตรงไหน นี่ยังไม่นับรวมตัวแปรอื่นๆ เช่น จรรยาบรรณส่วนตัวของนักออกแบบที่ตั้งใจจะโปรดมวลชน โปรดการตลาด โปรดโลภ โปรดตัวเอง หรือตั้งใจที่จะโปรดศิลปะ ไหนจะค่าวิชาชีพและเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างสรรค์ อย่าได้ตกใจไปเลย ที่กล่าวมามันก็เป็นสูตรวิธีคิดเดียวกันทั้งนั้นไม่ว่าสินค้า บริการ หรืออาชีพไหนๆ ในโลก
เนื้อความทั้งหมดที่ผมพล่ามไปข้างต้น เป็นคำตอบสดต่อคำถามสดในวันนั้น อาจนำมากระชับได้ว่า “การออกแบบก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีอยู่รอบๆ ตัวเรา เป็นธรรมดาเหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่มีทั้งคนคุณภาพมากและน้อยแตกต่างกันไป อยากให้มองการออกแบบในแง่ของความเป็นบันทึกทางวัฒนธรรม มากกว่าการเป็นสิ่งสิ้นเปลือง
งานออกแบบที่อยู่รอบๆ ตัวเราในทุกรูปแบบ มันเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงระดับความคิด ชีวิต ความเป็นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ มันสามารถบอกถึงรูปแบบความต้องการของมนุษย์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมารองรับ เนื้อหาประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เราเรียน ก็มาจากสิ่งของและวัตถุที่หลงเหลือให้เห็น ถ้าคิดว่ามันไม่สำคัญ ก็ไม่ต้องไปขุดมันขึ้นมาให้เสียเวลาเปล่า หรือควรพอใจกับการมีชีวิตกันไปแบบวันนี้และพรุ่งนี้ก็พอแล้ว
ผมยกคำตอบสั้นสดต่อคำถามสด ในงานสนทนาเชิงวิชาการวันนั้นขึ้นมา ไม่ได้จะคิดทำให้ใครขุ่นเคืองแต่ประการใด โปรดอย่าสรุปคิดเจตนาด้วยจินตนา เพราะจะว่าไปแล้วมันเป็นคำถามที่น่าตอบมากคำถามหนึ่ง เพื่อบุคคลทั่วไปจะได้มีความเข้าใจที่ตรงกันในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการออกแบบและชีวิตประจำวัน
การที่จะตอบคำถามใหญ่ๆ ให้ได้ใจความในเวลาที่จำกัดนั้นเป็นเรื่องยากลำบากทีเดียว หากว่าคำตอบในวันนั้นทิ้งท้ายให้ท่านผู้ถามระคายเคือง ก็อยากให้เข้าใจเถอะว่ามันเป็นเจตนาดีล้วนๆ ไม่มีเจือปน และอนุภาพของคำถามของคุณในวันนั้นมันก็ได้ขยายผลแล้วในหน้ากระดาษนี้
Labels:
IMAGE,
การศึกษา,
เลขนศิลป์,
อนุทิน วงศ์สรรคกร
10/02/2002
อนุทิน นิรุติ และ พงศ์ธร ตอบคำถามสื่อ (Eng)
Behaviour Group / Cadson Demak Press release (2002)
Published as a reference for Creative Café & Graduate Design School Seminar at Chulalongkorn University on the 4th of October 2002 and Cultural Template Design Seminar at Bangkok University (Rangsit Campus) on 18th November 2002
What position does Behaviour Group fit in the Thai graphic design industry and what is your main goal?
Nirut :I am not sure about position but I know our goal is to shake things up in the Thai graphic design industry. We are trying to make things different. Look for a different perspective. We hope one day to have more designers look in the same perspective. Even better take a different perspective and try to defense us. Both ways will help in growing our graphic design industry.
Anuthin :Currently we have either designer or educator. Designer + Educator would be my answer. One who creates a design environment that allows people to recognize graphic design as an art. Make Thai people realize that graphic design is more than just advertising and hard a sell tool.
We see many of problems in the Thai design industry and they all lead back to design school. Most Thai people can not even relate graphic design to their life. It is all because designers don't understand how to relate graphic design to todays society (ie. the man on the street). That is why we try to do workshop and work closely with design schools to help generate new designers who "think out of the box".
Pongtorn : Simple! We treat graphic design the way it should be treated. That is the position we stand on right now. We expect to produce good work and be happy. Our bottom line is to see others do the same thing.
Don't you guys do any commercial hard sell graphic design at all? How can you survive and stay in business?
Nirut : I don't think we really do hard sell. We know the line between what will and won't do. Personally, I try to avoid hard sell. Most of the time when clients tell me what to do, I tell them to re-think their idea. I always ask them before we start the project, "Do you want to be the same or different from your competitors?". Most of the clients that I have dealt with pick up bad design direction from competitors. They have no clue what are they doing.
So it comes down to practical hard time, "Convince them to try something totally different from their competitors". I have to talk them out of what everybody out there does. If they agree, we will move forward together. I will come up with a design for them. We will compromise and find the best solution within our standard.
Pongtorn : I guess you could say we do commercial design. But!!! It will be commercial job with tons of extra effort to produce. The design has to meet client's need but still fit our standard.
Anuthin : We try to avoid commercial graphic design hard sell as much as possible. Every now and then, we may run into one. They usually end up walking away from us because we do not always do all that they want. We actually have our base group of non profit organization and soft sell clients. Most of the time they come to us just because they understand and want our style.
We are not making a million bucks here. There are many ways of income; education arena, typographic consulting, writing and font sales to name a few. People think we live out of font business alone, It is not true at all. It is just the way we resell our design material. It is more like a "big" side project.
Many people seem to think about Anuthin when they talk about Behaviour Group. What is your role in the studio?
Nirut :Well, Anuthin is the core partner and he is more like a representative of the group. Myself, I usually work behind the scene on interactive media and other stuffs. I had been working outside Thailand for too long. It has kind of put me out of reach. Who knows? Now I am back in town, people might think about me instead of Anuthin when they talk about Behaviour Group! Now, this is serious..I hope one day people will think more about us as a group.
Anuthin :I can see that is possible. People see me more like a spokesman just because people think the other partners are harder to reach. Actually, we all have their own responsibility in the group.
Pongtorn :My role?... Originally, I do non-commercial design for my satisfaction and a some of commercial for a living. In the group format, I would be the one who carries most of commercial work client. We agreed that we needed someone who stands in between these two worlds. That is where I come in to make Behaviour idea more simple to public. Then we can expand our scope of work without loosing the edge.
Where does your inspiration come from and what do you think influence your work the most?
Anuthin :Just like other designers, inspiration can come from everything around us. For me, I think i got a lot of influence from '80s syn-pop music and early digital age graphic design.
Pongtorn :You might think it is kind of nonsense but I got a lot of influences from '80s action films. For some reason I found them very energetic. All those camp icons/characters and out of date cutting edge props (which are no longer cutting edge for today's standard). Somehow those things inspired me.
Nirut :I would say the same. My influence and inspiration comes from everywhere books, magazines, movies, fashion, emotions, daily life, culture , etc. It depends on how do you adapt all the things and translate them to your design.
In brief, what do you think about graphic design education in Thailand? What do you expect to see from design school?
Nirut :Tough one. I think design education in Thailand is not "open minded" yet. There is no right or wrong in design as we already know. There are so many different ways to strike the problem but somehow we did not get to know that fact from school. In my school days, I hardly had a chance to think and explore something new because of the hard sell design projects we got most of the time. If I were the teacher, I would let my students think and explore new things as long as whatever they come up with can solve the problem. Not just do whatever they want to do.
The teacher has to be the one who brings out the talent of the student. Anything that student can do best, you should accept it. Help pushing them up to the next level on their track. Don't judge student's work by what you like or dislike.
I also would like to see more of information exchanged. We should have more symposiums or conferences for professional designers. More group talk-discussions, comments, and suggestions in school. This way everyone will have a chance to exercise their brain cells.
Anuthin :I think it should get to the point that quality of junior year in lead Thai design school has no difference from junior year of lead schools in US or Europe. New way of teaching about relationship between concept and idea. Individuality that could develop to personal graphic language. Input from instructor that will help build up a good designer attitude. Experiment, experiment and experiment....Is that too much to ask?
Pongtorn :Lacking computer equipment is no longer a problem for Thai teachers and students. Plus the internet allows them to be very up to date on information. There's no excuse not to make a good design. One day people will expect to see your work because it is your work, not because it looks like someone elses. Don't be overwhelmed by hip trend design that won't stay with you.
What change did you see in Thai design industry in the past 10 years?
Nirut :Can't really answer this question. From what I have seen lately, it's still pretty much the same. It is just all about new media not new design.
Pongtorn :Recently Design seems to be more meaningful to Thai people. We have more design stores open in Bangkok. More Thai designers have won international competition. In order to lift up society's standard, I would expect to see more original design pieces from Thai designers.
We lost many good design firms in the economic crisis. Today Thai designers seem to care about money more than design for design sake. I can understand that really well. It takes a lot of guts to say "I don't think you need us to do this work". Nothing really new nor innovative after the fall of Sam Nor-Propaganda (graphic design not product design) period.
Anuthin :We're starting to see some new born designers and firms that do everything so "Wallpaper" like. I agree, nothing really ground braking. We seem to go backward on design quality too. The crisis in late 1997 really shrunk design budgets big time. Thai designers have gone nut over years. They don't remember how to do a good design out of small budget. I also agree with Nirut about cranky design skill on new media.
Do you think Type business idea will work in Thailand? Do you have Thai font for sale?
Anuthin :Most of the time we use our in-house Thai fonts to do work. We start to have some custom Thai font jobs for major product brand identity. People probably do not know because it is all done behind the scene.
Yes, we do have some Thai font but they are not for sale. There a long way from commercial sale and type foundry operation. Thai people still think of font as a freeware. Plus they can go to Panthip Plaza and get a pirate CD packed with 2000 fonts for under USD $5. ITC and Adobe along with Linotype are the big victim of this crime. Government has done nothing so far for software industry so we have to protect ourselves. It will not get any better as long as Thai people do not value design work in general. That should answer you why we do not intend to sell our Thai fonts.
For commercial sale, we will have to stick with Latin(English) font because there is a market out there. Someday if we find our font in one of those pirate CDs at Panthip Plaza, we probably can not do much but we will sure do something.
What is graphic design's effect on Thai culture today?
Anuthin :I don't think people really understand what it is but they know there is something called graphic design and it makes them buy stuff and feel good about it unknowingly.
Graphic design in our country has a problem relating itself to people. People don't understand graphic design and graphic designers don't know graphic design more than their commercial work routine. At the same time, the design industry tries too much to achieve "international" image by copying the look from the west. The result is our graphic design lost its character long ago before globalization. I explained it quite clear in my essay "Identity crisis" published in Bangkok University Design Journal and recently re-publish in art4d (May 2002). According to our society today, you should question me just the opposite. How does Thai culture effect graphic design?
Pongtorn :Very big question that has been around over coffee table discussions. Design in general seems to be unrecognized subject for Thai people to begin with. Although, it established itself everywhere no matter good or bad.
Personally, Bangkok could qualify as a bad environment for design industry because most people have less concern about art. The gap between people and art is getting bigger each year. The lack of public access to places such as museums and good art foundations in school is starting to show its effect on society. The result, people don't know how to get in touch with the art. It makes art less and less important because people can not relate themselves with it.
Issues like this have never been taken care of by any government. I can understand that very well. We have to put up with endless economic crisis and political war but we can not just forget the "Art of Society". We actually have a great culture that provides good source for modern design. Take typography for example, many of us don't know how to treat Thai letters to serve in modern typography. How did it happen?
Nirut :Do we still have Thai culture? What is the real Thai Culture? Those questions sound sarcastic. We easily accept things form everywhere...Europe, China, Japan, and America. It seems to me we have been trying to do graphic design in Thai way which heavily dominated by the west culture. That is why we unknowingly rejected Thai culture because we try so hard to be American graphic. What we see today is a reaction of Thai graphic to Thai culture. Thai graphic just reflect what Thai people want to be.
Do you have any role model?
Pongtorn :It is almost impossible to say that I don't have any role model. Yes, I have but I am not going to tell you.
Anuthin :Thai type designer Chao Sornsongkarm the designer of EAC Chunpim. I had a chance to interview him years ago. He designed Chunpim for Thai people to have a modern quality text font. Just wanted to set a standard Thai font, money is not an issue, he said. Shame on us! We are pushing type business around here.
Main stream commercial firms in Thailand label you as an underground. What is your reaction on that comment?
Nirut :It does not matter where we are on the ground or underground, what we are, or who we are. We will keep up our work standard. This is my reaction on this comment.
Pongtorn : I really have no problem with that. I just keep working on my track and feel good at the end of the day.
Anuthin :No comment. I don't see it as a negative way to describe us. After all it is just a label. We obviously have different goal than commercial houses. We do different kind of graphic subject to begin with anyway.
©2002 Behaviour Group.
Taken from behaviourgroup.com. No portion of this interview text could be published in any media without direct permission from Behaviour Group.
Published as a reference for Creative Café & Graduate Design School Seminar at Chulalongkorn University on the 4th of October 2002 and Cultural Template Design Seminar at Bangkok University (Rangsit Campus) on 18th November 2002
What position does Behaviour Group fit in the Thai graphic design industry and what is your main goal?
Nirut :I am not sure about position but I know our goal is to shake things up in the Thai graphic design industry. We are trying to make things different. Look for a different perspective. We hope one day to have more designers look in the same perspective. Even better take a different perspective and try to defense us. Both ways will help in growing our graphic design industry.
Anuthin :Currently we have either designer or educator. Designer + Educator would be my answer. One who creates a design environment that allows people to recognize graphic design as an art. Make Thai people realize that graphic design is more than just advertising and hard a sell tool.
We see many of problems in the Thai design industry and they all lead back to design school. Most Thai people can not even relate graphic design to their life. It is all because designers don't understand how to relate graphic design to todays society (ie. the man on the street). That is why we try to do workshop and work closely with design schools to help generate new designers who "think out of the box".
Pongtorn : Simple! We treat graphic design the way it should be treated. That is the position we stand on right now. We expect to produce good work and be happy. Our bottom line is to see others do the same thing.
Don't you guys do any commercial hard sell graphic design at all? How can you survive and stay in business?
Nirut : I don't think we really do hard sell. We know the line between what will and won't do. Personally, I try to avoid hard sell. Most of the time when clients tell me what to do, I tell them to re-think their idea. I always ask them before we start the project, "Do you want to be the same or different from your competitors?". Most of the clients that I have dealt with pick up bad design direction from competitors. They have no clue what are they doing.
So it comes down to practical hard time, "Convince them to try something totally different from their competitors". I have to talk them out of what everybody out there does. If they agree, we will move forward together. I will come up with a design for them. We will compromise and find the best solution within our standard.
Pongtorn : I guess you could say we do commercial design. But!!! It will be commercial job with tons of extra effort to produce. The design has to meet client's need but still fit our standard.
Anuthin : We try to avoid commercial graphic design hard sell as much as possible. Every now and then, we may run into one. They usually end up walking away from us because we do not always do all that they want. We actually have our base group of non profit organization and soft sell clients. Most of the time they come to us just because they understand and want our style.
We are not making a million bucks here. There are many ways of income; education arena, typographic consulting, writing and font sales to name a few. People think we live out of font business alone, It is not true at all. It is just the way we resell our design material. It is more like a "big" side project.
Many people seem to think about Anuthin when they talk about Behaviour Group. What is your role in the studio?
Nirut :Well, Anuthin is the core partner and he is more like a representative of the group. Myself, I usually work behind the scene on interactive media and other stuffs. I had been working outside Thailand for too long. It has kind of put me out of reach. Who knows? Now I am back in town, people might think about me instead of Anuthin when they talk about Behaviour Group! Now, this is serious..I hope one day people will think more about us as a group.
Anuthin :I can see that is possible. People see me more like a spokesman just because people think the other partners are harder to reach. Actually, we all have their own responsibility in the group.
Pongtorn :My role?... Originally, I do non-commercial design for my satisfaction and a some of commercial for a living. In the group format, I would be the one who carries most of commercial work client. We agreed that we needed someone who stands in between these two worlds. That is where I come in to make Behaviour idea more simple to public. Then we can expand our scope of work without loosing the edge.
Where does your inspiration come from and what do you think influence your work the most?
Anuthin :Just like other designers, inspiration can come from everything around us. For me, I think i got a lot of influence from '80s syn-pop music and early digital age graphic design.
Pongtorn :You might think it is kind of nonsense but I got a lot of influences from '80s action films. For some reason I found them very energetic. All those camp icons/characters and out of date cutting edge props (which are no longer cutting edge for today's standard). Somehow those things inspired me.
Nirut :I would say the same. My influence and inspiration comes from everywhere books, magazines, movies, fashion, emotions, daily life, culture , etc. It depends on how do you adapt all the things and translate them to your design.
In brief, what do you think about graphic design education in Thailand? What do you expect to see from design school?
Nirut :Tough one. I think design education in Thailand is not "open minded" yet. There is no right or wrong in design as we already know. There are so many different ways to strike the problem but somehow we did not get to know that fact from school. In my school days, I hardly had a chance to think and explore something new because of the hard sell design projects we got most of the time. If I were the teacher, I would let my students think and explore new things as long as whatever they come up with can solve the problem. Not just do whatever they want to do.
The teacher has to be the one who brings out the talent of the student. Anything that student can do best, you should accept it. Help pushing them up to the next level on their track. Don't judge student's work by what you like or dislike.
I also would like to see more of information exchanged. We should have more symposiums or conferences for professional designers. More group talk-discussions, comments, and suggestions in school. This way everyone will have a chance to exercise their brain cells.
Anuthin :I think it should get to the point that quality of junior year in lead Thai design school has no difference from junior year of lead schools in US or Europe. New way of teaching about relationship between concept and idea. Individuality that could develop to personal graphic language. Input from instructor that will help build up a good designer attitude. Experiment, experiment and experiment....Is that too much to ask?
Pongtorn :Lacking computer equipment is no longer a problem for Thai teachers and students. Plus the internet allows them to be very up to date on information. There's no excuse not to make a good design. One day people will expect to see your work because it is your work, not because it looks like someone elses. Don't be overwhelmed by hip trend design that won't stay with you.
What change did you see in Thai design industry in the past 10 years?
Nirut :Can't really answer this question. From what I have seen lately, it's still pretty much the same. It is just all about new media not new design.
Pongtorn :Recently Design seems to be more meaningful to Thai people. We have more design stores open in Bangkok. More Thai designers have won international competition. In order to lift up society's standard, I would expect to see more original design pieces from Thai designers.
We lost many good design firms in the economic crisis. Today Thai designers seem to care about money more than design for design sake. I can understand that really well. It takes a lot of guts to say "I don't think you need us to do this work". Nothing really new nor innovative after the fall of Sam Nor-Propaganda (graphic design not product design) period.
Anuthin :We're starting to see some new born designers and firms that do everything so "Wallpaper" like. I agree, nothing really ground braking. We seem to go backward on design quality too. The crisis in late 1997 really shrunk design budgets big time. Thai designers have gone nut over years. They don't remember how to do a good design out of small budget. I also agree with Nirut about cranky design skill on new media.
Do you think Type business idea will work in Thailand? Do you have Thai font for sale?
Anuthin :Most of the time we use our in-house Thai fonts to do work. We start to have some custom Thai font jobs for major product brand identity. People probably do not know because it is all done behind the scene.
Yes, we do have some Thai font but they are not for sale. There a long way from commercial sale and type foundry operation. Thai people still think of font as a freeware. Plus they can go to Panthip Plaza and get a pirate CD packed with 2000 fonts for under USD $5. ITC and Adobe along with Linotype are the big victim of this crime. Government has done nothing so far for software industry so we have to protect ourselves. It will not get any better as long as Thai people do not value design work in general. That should answer you why we do not intend to sell our Thai fonts.
For commercial sale, we will have to stick with Latin(English) font because there is a market out there. Someday if we find our font in one of those pirate CDs at Panthip Plaza, we probably can not do much but we will sure do something.
What is graphic design's effect on Thai culture today?
Anuthin :I don't think people really understand what it is but they know there is something called graphic design and it makes them buy stuff and feel good about it unknowingly.
Graphic design in our country has a problem relating itself to people. People don't understand graphic design and graphic designers don't know graphic design more than their commercial work routine. At the same time, the design industry tries too much to achieve "international" image by copying the look from the west. The result is our graphic design lost its character long ago before globalization. I explained it quite clear in my essay "Identity crisis" published in Bangkok University Design Journal and recently re-publish in art4d (May 2002). According to our society today, you should question me just the opposite. How does Thai culture effect graphic design?
Pongtorn :Very big question that has been around over coffee table discussions. Design in general seems to be unrecognized subject for Thai people to begin with. Although, it established itself everywhere no matter good or bad.
Personally, Bangkok could qualify as a bad environment for design industry because most people have less concern about art. The gap between people and art is getting bigger each year. The lack of public access to places such as museums and good art foundations in school is starting to show its effect on society. The result, people don't know how to get in touch with the art. It makes art less and less important because people can not relate themselves with it.
Issues like this have never been taken care of by any government. I can understand that very well. We have to put up with endless economic crisis and political war but we can not just forget the "Art of Society". We actually have a great culture that provides good source for modern design. Take typography for example, many of us don't know how to treat Thai letters to serve in modern typography. How did it happen?
Nirut :Do we still have Thai culture? What is the real Thai Culture? Those questions sound sarcastic. We easily accept things form everywhere...Europe, China, Japan, and America. It seems to me we have been trying to do graphic design in Thai way which heavily dominated by the west culture. That is why we unknowingly rejected Thai culture because we try so hard to be American graphic. What we see today is a reaction of Thai graphic to Thai culture. Thai graphic just reflect what Thai people want to be.
Do you have any role model?
Pongtorn :It is almost impossible to say that I don't have any role model. Yes, I have but I am not going to tell you.
Anuthin :Thai type designer Chao Sornsongkarm the designer of EAC Chunpim. I had a chance to interview him years ago. He designed Chunpim for Thai people to have a modern quality text font. Just wanted to set a standard Thai font, money is not an issue, he said. Shame on us! We are pushing type business around here.
Main stream commercial firms in Thailand label you as an underground. What is your reaction on that comment?
Nirut :It does not matter where we are on the ground or underground, what we are, or who we are. We will keep up our work standard. This is my reaction on this comment.
Pongtorn : I really have no problem with that. I just keep working on my track and feel good at the end of the day.
Anuthin :No comment. I don't see it as a negative way to describe us. After all it is just a label. We obviously have different goal than commercial houses. We do different kind of graphic subject to begin with anyway.
©2002 Behaviour Group.
Taken from behaviourgroup.com. No portion of this interview text could be published in any media without direct permission from Behaviour Group.
Labels:
English Article,
การศึกษา,
คัดสรรดีมาก,
สัมภาษณ์