Showing posts with label สถาวิทย์ ฤาชา. Show all posts
Showing posts with label สถาวิทย์ ฤาชา. Show all posts

กำแพงคอนกรีต (Part2)

สถาวิทย์ ฤาชา
มิถุนายน ๒๕๕๓

➜ ความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของสัดส่วน เพราะตัวบีบนั้น ทุกๆตัวจะดูเสมือนเท่ากันหมด การทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาความกว้างของพยัญชนะต่างๆ ให้ดูกลมกลืนกัน อย่างเช่นโซนตัวแคบ ข ซ ช และโซนสองจังหวะอย่างตัว ฌ ญ ฒ ผ พ ต้องไม่ทำให้ความกว้างดูสะดุดกับตัวสามัญทั่วๆ ไปที่มีความแคบพอเหมาะ ทักษะการมองเพื่อเกลี่ยน้ำหนักช่วงพื้นที่ขาวในและนอกตัวตัวอักษรจึงเป็นทักษะที่สำคัญที่ปฏิเสธมิได้

ระหว่างทางทีมออกแบบก็ได้ลองสาธิตให้ดูว่า หากพบกันครึ่งทางโดยแอบมีโค้งเพิ่มลงไป(เท่าที่น่าจะรับได้) หากว่าใช้แนวทางดังกล่าวเข้าทำกับ v พิมพ์เล็ก V พิมพ์ใหญ่ นั้นมันจะดูเล่นๆ มากขึ้นเกินพอดี เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อช่วยให้ลูกค้าเห็นแนวทางที่ตนเองคิดว่าถูกต้อง ทั้งๆ ที่เราเห็นภาพทะลุปรุโปร่งจนเลือกที่จะไม่ทำในแนวนี้ไปแล้วก็ตาม ทำให้ฟอนต์ซีแพคออกมาเหนือความคาดหวังของลูกค้าเล็กน้อย จากวิศวกรเป็นวิศวกรที่สมาร์ทกว่า



การมีอาร์ตไดเร็คชั่นที่ชัดเจนก็คือการมองเห็นภาพงานที่เสร็จสมบูรณ์อย่างทะละปรุโปร่ง เป็นข้อแตกต่างทางประสบการณ์อย่างเห็นได้ชัดของนักออกแบบแต่ละคน การอธิบายหรือโน้มน้าวลูกค้าให้เข้าใจในภาพรวมที่ฉายไว้ในหัวนั้น บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ตัวอย่าง นำมาประกอบกับการเขียนรายงานเรียบเรียง และวาทะที่น่าเชื่อถือ หากลูกค้าเป็นผู้ที่เลือกซื้อของเป็น ก็จะได้กำไรทั้งสองฝ่าย คนทำงานก็มีพื้นที่ท้าทายกับงานได้อย่างเต็มที่ ไม่เสียเวลาแวะอธิบายเรื่องที่ไม่จำเป็น ส่วนตัวลูกค้าเองก็ได้งานคุณภาพ และเกิดสาระความรู้ที่สอดแทรกระหว่างดำเนินงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย นักออกแบบของคัดสรรดีมากทุกรุ่นจะถูกสอนว่า หากเราเห็นศักยภาพในการทำความเข้าใจจากตัวลูกค้า เราต้องพยายามทำให้ลูกค้าฉลาดขึ้น

ผมคงยังไม่ใช่ผู้ที่จะทำหน้าที่ตอบว่า ความยากง่ายของตัวโมเดิร์นมีมากหรือน้อยกว่าตัวดิสเพลย์ เพราะซีแพคโมเดิร์น เกิดขึ้นมาในลักษณะย้อนศรกับหลักการออกแบบตัวอักษร โดยสามัญแล้วตัวธรรมดาควรเกิดขึ้นมาก่อนตัวบีบ

สิ่งที่ต้องทำคือ การเพิ่มรายละเอียด(ให้เป็น) ซึ่งทางปฏิบัติยากมากกว่าการตัดทอนรายละเอียด ต้องเพิ่มรายละเอียดให้เกิดขึ้นมาอย่างชอบธรรม ไม่ค้านสายตา ให้ได้ลักษณะการอ่านที่สามารถโยงความสัมพันธ์ตัวคอนเด้นท์ แน่นอนเรื่องขนาดความกว้างนั้นไม่บังคับเหมือนตัวบีบ สัดส่วนก็ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทำเอาจมกับปัญหาอยู่นานทีเดียว เพราะการใช้หลักคิดแบบคณิตศาสตร์ (ตัวเลขและความถูกต้องตามมาตรวัด) และกฎเข้าไปจัดการกับปัญหา

“บางครั้งก็ต้องใช้ความรู้สึกอย่างเดียวบ้างในการทำงาน” เอกลักษณ์ เคาะให้เห็นกำแพงอีกส่วนที่เราก่อขึ้นมาเสียเอง “ต้องคำนึงถึงคอนทราสเวลาพิมพ์สลับไปมาตามคำสะกดมากกว่าการดูแค่พื้นผิวเวลาเรียง A ถึง Z และ ก ถึง ฮ ยังไงลองคิดถึงตรงนี้ด้วย เพราะในการใช้งานจริงตัวอักษรบางตัวจะได้ใช้มากกว่าบางตัว” อนุทิน กล่าวเตือนทีมออกแบบอยู่ตลอดเวลา สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้เองที่แสดงให้เห็นว่าชั่วโมงการทำงานนั้นเข้ามาเป็นตัวแปร

ตัวธรรมดาของซีแพคไม่ได้เป็นการเอาตัวคอนเด้นท์มากางขยายแบบขอไปทีเหมือนการสั่งคำนวณจากคอมพิวเตอร์ เพราะตัวบีบหรือตัวธรรมดานั้นต้องมีความชอบธรรมในแบบของเขา อย่างน้อยการนำไปใช้ก็แตกต่างกัน ดังนั้นหลักการออกแบบจึงต้องแตกต่างกันเป็นธรรมดา หากแต่ยืนอยู่บนความรู้สึกและแนวคิดเดียวกัน

ลักษณะของตัว ซีแพค โมเดิร์น มีความโค้งมนคล้ายๆ กับตัวดิสเพลย์ แต่การเข้าองศานั้นแตกต่างกันอยู่มาก โดยเฉพาะภาษาไทยจะดูละมุนกว่าตัวบีบ จำเป็นต้องลดความแคบของความโค้งให้น้อยกว่า เพื่อสร้างความชอบธรรมสำหรับความกว้างที่เพื่มขึ้น เหมือนรัสมีการตีวงที่ต้องใช้พื้นที่มากขึ้นนั่นเอง ในช่วงหยักของ ต เต่า เป็นจุดที่มีปัญหาพอสมควรทีเดียว ต้องใช้เวลาแก้ไขอยู่นาน เพราะหากยึดตามแนวคิดของตัวบีบเพียงเล็กน้อยก็จะเพี้ยนไปอย่างมาก ต เต่า เป็นตัวหนังสือที่ใช้บ่อย หากไปปรากฏในบรรทัดก็จะชวนสะดุดหากโค้งหยักในตัวกว้างออกมาแล้วดูเหมือนทำการบ้านน้อย จะพาลให้ดูไม่น่าเชื่อถือ



ทางด้านช่องไฟของ ซีแพค โมเดิร์น ก็ย่อมต้องปรับตามเพื่อความเหมาะสม เพื่อให้สนองกับลักษณะของตัวอักษรแต่ละตัว ในขณะที่ ซีแพค ดิสเพลย์ ที่ดูผิวเผินค่อนข้างจะเป็นช่องว่างเดี่ยว (แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ทั้งหมด) เป็นลักษณะของตัวบีบที่เป็นระบบระเบียบมากกว่าตัวความกว้างธรรมดา ในการจัดช่องไฟระยะห่างแบบนี้ เมื่อทดลองพิมพ์เป็นประโยคก็สามารถอ่านได้อย่างราบเรียบไม่รู้สึกเหมือนมีช่องโหว่ แต่กรณีของ ซีแพค โมเดิร์น นั้นต่างกันทางกายภาพ จึงต้องละเรื่องการพยายามจำกัดชุดขนาดความกว้างของตัวอักษรให้เป็นค่าเดี่ยว

จากฟอนต์ซีแพคและเรื่องที่ยกมาทั้งหมดนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการแก้ปัญหาโดยใช้ความคิดอย่างเป็นระบบ การขบคิด ความคาดหวัง การมองเห็นอย่างทัศนวิสัย รวมๆเรียกว่า จำนวนชั่วโมงบินที่ คือกำแพงแบ่งสองฝั่ง ระหว่างมืออาชีพ กับผู้ที่คิดว่าตนเป็นมืออาชีพ การสรุปความต้องการจากลูกค้าเข้าสู่กระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ของนักออกแบบตัวอักษร ก็ไม่แตกต่างกับนักออกแบบแขนงต่างๆ ที่ใช้หลักการพื้นฐานคล้ายๆ กัน คนส่วนใหญ่มักมีคำถามในทำนองที่ว่า “การออกแบบตัวอักษรต้องคิดด้วยหรือ?” คำตอบก็คือ มีและมีความซับซ้อนเสียด้วย เป็นการแก้ไขปัญหาปลีกย่อยที่คนทั่วไปมองไม่เห็นอีกมากมาย คุณอาจจะรู้สึกได้จากการอ่านข้อความผ่านแบบตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นประโยค แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้น

การทำลายกำแพงคอนกรีตซีแพคทำให้ผมเข้าใกล้จำนวนชั่วโมงสะสม จากคนที่คิดอยากทำแบบตัวอักษรเพียงอย่างเดียว จนได้เข้าใจการออกแบบตัวอักษรในอีกขั้น หลังมีชั่วโมงบินสะสมก็เหมือนเราละเอียดและละเมียดขึ้น โดยทั่วไปชีวิตจริงของการทำงานช่วงแรกหลังจากเรียนจบ ใช้เวลาเพียงสามถึงหกเดือนในการติดป้ายตนเองเป็นมืออาชีพ หรือความรวยด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างที่เข้าข้างตนเองให้เรารู้สึกว่าเป็นมืออาชีพ ชั่วโมงการทำงานในกรอบสามถึงหกเดือน เป็นจำนวนน้อยมากหากเทียบกับทฤษฎีของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ แต่อย่างไรก็ดี การเข้ามาอยู่ในสายงานอาชีพเป็นขั้นตอนที่ต้องผ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การก่อกำแพงทัศนคติเกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพที่เร็วเกินไป อาจทำให้เราพลาดการเก็บเกี่ยวอะไรดีๆหลายอย่าง ที่สำคัญอาจพลาดจากความผิดพลาด แถมยังก่อกำแพงคอนกรีตคุ้มกันชั้นดีขังตนเองไว้รอบด้าน

กำแพงคอนกรีต (Part1)

สถาวิทย์ ฤาชา
มิถุนายน ๒๕๕๓

➜ “คุณต้องมีชั่วโมงบินอย่างน้อยหนึ่งหมื่นชั่วโมงในด้านนั้นๆ จึงจะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จในชีวิต” ทฤษฎีและตรรกเกี่ยวกับความสำเร็จของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ (Malcolm Gladwell) เป็นเล็คเชอร์แรกๆ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านบทสนทนาภายในที่ทำงานช่วงปีที่แล้ว ขณะนั้นผมเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงาน

นับเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีที่ผมเริ่มรู้จักวิธีขึ้นรูปและดราฟตัวอักษรอย่างถูกต้อง กว่าจะเข้าถึงใจความที่แท้จริงของจากประโยคดังกล่าว ความสำเร็จเกี่ยวข้องกับระยะทาง ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องคิดรีบร้อนเป็นมืออาชีพ ความเป็นมืออาชีพนั้นใช้ระบบเร่งเวลาให้โตไม่ได้ เราเองเท่านั้นที่จะทราบดีว่าเราสมควร หรือถึงเวลากับการเป็นมืออาชีพที่แท้จริงแล้วหรือยัง

แน่นอนว่าการสะสมชั่วโมงบินหนึ่งหมื่นชั่วโมงไม่สามารถทำได้ภายในปีเศษ แต่ที่นอกเหนือจากจำนวนชั่วโมงคือ ‘โอกาส’ โอกาสนี่เองที่ยากกว่าการสะสมจำนวนชั่วโมง เพราะหากไม่มีโอกาสแล้วจำนวนชั่วโมงก็คงเกิดได้ยากขึ้นไปอีก โอกาสที่ตนเองสร้างขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง โอกาสที่มีคนหยิบยื่นเรียกได้ว่าทางลัด ซึ่งการรับมือและจัดการกับโอกาสก็มีความสำคัญไปไม่น้อยกว่าองค์ประกอบอื่นๆ

กว่าจะได้รับความไว้วางใจให้มีส่วนร่วมพัฒนาแบบตัวอักษรสำหรับองค์กรนั้น สำหรับผมมันก็คือข้อแม้และการแลกมาด้วยจำนวนเวลาในการดราฟตัวอักษรอย่างถูกต้องนั่นเอง มุมมองเกี่ยวกับการออกแบบตัวอักษรที่เคยเข้าใจคือ การทำให้ตนเองพอใจ ประสบการณ์จึงมีเพียงด้านเดียว เพราะไม่ต้องคิดเผื่อผู้ใช้เป็นหลัก แต่เมื่อมีมิติของการออกแบบให้กับองค์กร ความพอใจของเรานั้นต้องตอบโจทย์ของลูกค้าด้วย ธรรมชาติการทำงานและการออกแบบจึงต้องคำนึงถึงอัตลักษณ์ในบริบทที่เป็นระดับมหาภาค



จากผลงานการออกแบบของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช ได้มาซึ่งชุดตัวอักษรที่ใช้ชื่อตามองค์กรผู้ว่าจ้าง “ซีแพค” นับเป็นโจทย์ปกติที่ทีมออกแบบของคัดสรรดีมากเริ่มทำงาน โดยยึดแนวทางการเข้าทำ ‘ตรงไปตรงมา’ จากความต้องการของลูกค้า พัฒนาตัวอักษรที่ยึดตัวโลโก้ไทป์ของแบรนด์ซีแพคที่เราคุ้นเคย ตัวอักษรสะกด C P A C สีขาวบนพื้นสีฟ้า ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ล้วน แบบตัวอักษรผอมสูง Apex ของตัว A เป็นเส้นโค้งรับกับตัว C ที่ขนาบหน้าหลังของชุดคำสะกด

นักออกแบบตัวอักษรมือใหม่จะหยิบจับลักษณะเด่นเรื่องของตัว A ที่โค้งมาเป็นจุดยึดในการออกแบบ และแตกตัวเป็นตัวอักษรตัวอื่นๆตามลำดับ เป็นการขยายแบบโดยการทำให้เกิดความเหมือนๆกัน เป็นความหมายของการเข้าชุดแบบเป็นชุดเหมือน แต่สำหรับนักออกแบบที่มองโจทย์ทะลุกว่า มองว่าตัวอื่นๆ ที่ต้องเกิดขึ้นมาจะสอดและคล้องจองกันอย่างไร มีการตัดและผสมกันของแบบและการคลุกเคล้าพื้นผิว เป็นมิติที่มากกว่าแค่ทำให้มีคุณลักษณะที่เหมือนกัน หรือดำเนินเรื่องแบบละครที่เดาตอนจบได้ คุณอนุทินบอกว่าแบบตัวอักษรชุดนี้มันต้องมีความเป็นมนุษย์มากกว่า เพราะองค์กรนี้เป็นองค์กรที่ต้องดูฉลาดด้วยคนไม่ใช่เครื่องจักร ฉะนั้นการแค่จะเอา Apex โค้งมาซ้ำ และยัดเยียดใช้กับทุกๆ ตัวเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นการคิดแบบเครื่องจักร

หากมองโปรเจคนี้อย่างผิวเผิน อาจเห็นว่า ซีแพค โมเดิร์น เป็นงานที่สามารถออกแบบชุดตัวอักษรต่อเนื่องได้ไม่ยาก แต่ในความจริงนั้นมิได้ง่ายอย่างที่คิด ในฐานะที่ต้องขึ้นแบบร่าง ซีแพค โมเดิร์น แบบตัวอักษรในความกว้างปกติ เพื่อการใช้งานที่หลากหลายกว่า ผมจึงต้องทำความเข้าใจกับแบบที่ คุณอนุทิน พยายามจะถ่ายทอดผ่านตัวต้นแบบ (ซึ่งกลายมาเป็นฟอนต์ที่สมบูรณ์ในชื่อ ซีแพค ดิสเพลย์ คอนเด้นท์) แสดงให้เห็นถึงภาพฉายเป็นแนวทาง หากตัวอักษรที่เหลือมีครบชุดนั้น ควรจะออกไปในแนวทางใด

ซีแพค ดิสเพลย์ คอนเด้นท์ นั้นถูกออกแบบกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ เหตุเพราะเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถทำให้ลูกค้าเห็นภาพที่ทีมออกแบบ ‘ไม่อยากให้เกิด’ กับแบบตัวอักษรชุดนี้ เช่น ชุดวิธีคิดของการนำความโค้งมาใช้ซ้ำ จำเป็นต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ในบางครั้งนักออกแบบตัวอักษรมีชั่วโมงบินน้อย ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกค้า ที่มักสร้างกำแพงคอนกรีตมาล้อมกรอบการทำงาน และหลายครั้งมันก็ใหญ่พอที่จะล้อมตัวนักออกแบบไปด้วย จากงานที่ต้องแก้ปัญหา ซ้ำร้ายงานอาจจะด้อยลงกว่าเดิม หากขั้นเริ่มต้นยังมองไม่เห็นกำแพงนี้คงไม่สามารถตีโจทย์ให้แตกได้



กำแพงคอนกรีตของซีแพคที่ถูกก่อขึ้นมาคือ กฎและลักษณะของโลโก้ไทป์ที่ชัดเจน ความแคบ ความสูง ส่วนโค้งบน - ล่าง ตัว A และ C ใช้เป็นตัวยึดในการออกแบบตัวอื่นๆ หากนี่เป็นความคิดขั้นปฐมภูมิก็ไม่มีปัญหา วิธีคิดแบบโมดูล่าเช่นตัว U นำตัว A มากลับหัว ตัว b d g p q r ก็ใช้จริตความโค้งของตัว C และตัว N V X ที่เลี่ยงเส้นเฉียง ส่วนที่ใช้แทนกันได้ก็กลับไปกลับมา โดยหวังว่ากรอบการทำงานนี้จะช่วยให้เกิดความเข้ากันของทั้งชุด ซึ่งในความเป็นจริงหากนำลักษณะดังกล่าวมากระจายเป็นตัวอักษรครบทั้งชุด หน้าตาของมันก็จะดูล้ำสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ จนต้องกลับมาดูจุดยืนของซีแพคว่าจะเป็นนักบินอวกาศ หรือ วิศวกร

จริงอยู่ด้วยกฎข้อแม้เรื่องรูปร่างหน้าตา ในบางครั้งจะเอื้ออำนวยต่อการออกแบบที่ถูกต้อง แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องหันกลับมาทบทวนถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง กฎระเบียบสำคัญแต่ในบางครั้งย่อมละเว้นได้ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ถูกต้อง

ดังนั้นตัว b d g p q r จึงเลือกใช้แนวทางที่มีเส้นแกนหลังยื่นออกมา เพื่อเพิ่มความรู้สึกให้มั่นคงขึ้น ไม่เป็นม้วนโค้งลงอย่างเกลี้ยงเกลา ส่วนตัว V ไม่ใช่ตัว A กลับหัวและพยายามเลือกเติมการใช้เส้นเฉียงในตัว N V X ให้สอดคล้องอย่างลงตัว เป็นการเพิ่มระบบข้อจำกัดจากโลโก้ที่ให้มา กรณีของตัว N และ V หากพยายามยัดเยียดข้อแม้จากโลโก้ลงไปนั้น อาจถือว่าถูกต้องแต่ไม่ชอบธรรม ในธรรมชาติของตัว N กับตัว V ที่เป็นธรรมชาติ มีความเป็นมนุษย์ ควรที่จะมีเส้นเฉียงและมุมที่แหลม แบบของตัวซีแพคเองเมื่อพิจารณาแล้วก็ยังเอื้อให้มีเส้นเฉียงได้ มีเท่าที่จำเป็น

ภาษาไทยก็ใช้วิธีเดียวกันคลี่คลายปัญหา เป็นเพราะความโชคดีในลักษณะต่างๆ ของตัวอักษรภาษาไทยที่พัฒนาการมาจนมีความละม้ายกับภาษาอังกฤษอยู่พอสมควร แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่แยกย่อยกว่าเช่นชุดหัวแตกอย่าง ซ ฏ ฐ ฑ หรือ ต เป็นต้น ในข้อจำกัดของตัวแคบจึงต้องพยายามดึงเอกลักษณ์ของอักษรแต่ละตัวให้ชัดเจน และใช้พื้นที่ให้ได้คุ้มที่สุดในการใส่หยักลงไปให้เห็นชัดอย่างแยบยล โดยไม่ทำให้ตัวอักษรกว้างขึ้นอย่างไม่จำเป็น เพื่อให้ได้รูปแบบที่เข้าใจง่ายและคล้ายคลึงกับโลโก้ที่สุด

ทักษะที่หายไป

สถาวิทย์ ฤาชา
มิถุนายน ๒๕๕๓

➜ ช่วงต้นปีที่ผ่านมาผมลืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไว้ที่ร้านเคเอฟซี กว่าจะนึกขึ้นได้ว่า “ลืม” มันก็ผ่านไปแล้วกว่า ๒๔ ชั่วโมง เป็นที่ทราบกันว่าการที่จะไปตามทวงของจากความเผลอเลอนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผมได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเราจึงขาดสติได้เป็นช่วงเวลายาวนานเช่นนั้น อย่างไรก็ดีเจ้าโน้ตบุ๊คเครื่องนั้นมันก็ได้หายไปแล้ว เป็นอันว่าแผนที่วางไว้ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ในการทำงานหารายพิเศษได้ก็ต้องสะดุดไปพร้อมๆกัน แต่ที่เสียดายมากกว่าตัวคอมพิวเตอร์เองก็คือข้อมูลที่บันทึกเก็บเอาไว้ต่างหาก คิดทีไรก็พาลให้เสียใจปนเสียดายขึ้นมาทุกที

ในช่วงเดียวกันก็มีความเสียใจหลายๆรูปแบบเกิดขึ้นรอบๆตัว ความเสียใจเรื่องโน้ตบุ๊คหายนั้นเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมา เรื่องร้ายๆ มีขึ้นอย่างมากมายและต่อเนื่อง ทำให้หลายๆ คนเกิดความสับสน และสร้างความขัดแย้งขั้นรุนแรง หาทางออกที่เหมาะสมไม่ได้



ในระหว่างที่ประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวส์กันนั้นทำให้มีเวลาได้อยู่กับตัวเองมากเป็นพิเศษ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผมเริ่มทำงานประจำหลังจากเรียนจบมาหมาดๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเข้าสู่โลกของการทำงานเสียนี่กระไร บรรยากาศเช่นนี้ หัวข้อการสนทนาในสถานที่ทำงานก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของเหตุการณ์บ้านเมืองได้ นานาทัศนะเกี่ยวกับการแนวทางการแก้ไขเป็นเรื่องปกติในแต่ละวัน ในจุดหนึ่งมันทำให้ผมตระหนักว่าสังคมจะดีอยู่ได้ หน้าที่ของแต่ละคนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราสามารถเริ่มการเปลี่ยนแปลงได้ที่ตัวเรา

หลังจากความวุ่นวายในบ้านเราสงบลง มันทำให้ผมฉุกคิดอะไรบางอย่าง จึงเริ่มที่การตั้งคำถามกับตนเองว่า ในฐานะนักออกแบบ เราจะทำอะไรที่ช่วยประเทศไทยได้บ้าง สำหรับผมการไปร่วมอยู่ในกลุ่มของสีเสื้อต่างๆในทัศนะผม ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ได้ผล ต้องถามตัวเองว่า “หน้าที่ของเราคืออะไร เราเป็นนักออกแบบใช่ไหม เราสามารถช่วยทำให้ประเทศเราดีขึ้นได้โดยการออกแบบ” เป็นประโยคง่ายๆ ของนักออกแบบที่ต้องเตือนตัวเองให้รู้จักหน้าที่ เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมเราไม่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด? คำตอบที่ดีที่สุดของทุกคนที่จะช่วยประเทศไทยได้

แนวคิดโครงการพัฒนาการออกแบบย่อมๆจึงเกิดขึ้นมา ผนวกกับการให้การสนับสนุน และเห็นดีเห็นงามด้วยของสังกัดงานของผม คัดสรรดีมากเป็นบริษัทที่มีทัศนะคติเกี่ยวกับการออกแบบและสังคมในแนวทางนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างจึงดูคล้องจองกันไปหมด โครงการเล็กๆที่ว่าก็คือการชี้ให้เห็นปัญหาของทักษะงานออกแบบเลตเทอร์ริ่งภาษาไทย (Lettering) ที่นับวันลดน้อยถอยจำนวนลงไปอย่างมาก ยิ่งในช่วงหลังจากใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นอุปกรณ์หลักในการออกแบบ

เมื่อมาทำงานเกี่ยวกับการออกแบบตัวอักษรโดยตรง มันทำให้สายตาผมละเอียดมากขึ้น ผมมองเห็นปัญหาที่เมื่อก่อนผมมองไม่เห็น ผมเห็นงานออกแบบเลตเทอร์ริ่งที่มีเจตนาที่ดีมากมาย สามารถพัฒนาต่อยอดออกไปได้ไกลแต่กลับประสบปัญหาในขั้นตอนการทำงานเพราะการพยายามแก้ปัญหาทางการออกแบบด้วยนักออกแบบกราฟิก แทนที่จะเป็นนักกราฟิกที่เข้าใจงานออกแบบเลตเทอร์ริ่ง หรือจะให้ดีที่สุดคือถึงมือนักออกแบบตัวอักษร

ผมเกิดความเสียดายบวกกับคันไม้คันมืออยากจะขัดแต่งสิ่งที่พบเห็นให้ลงตัวมากขึ้นในแนวทางที่ผู้ออกแบบดั่งเดิมมีเจตนาไว้ นอกจากจะได้งานที่ดีที่สุดในแนวทางเดิมแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดความคาดหวังที่จะเห็นงานออกแบบเลตเทอร์ริ่งที่ให้ความสนใจในรายละเอียดจากผู้ดูอีกด้วย



ผมเองเลือกที่จะหยิบยกตัวอย่างงานเลตเทอร์ริ่งมีปัญหาแต่สามารถพัฒนาไปได้อีก นำมาบริหารจัดการพื้นที่เสียใหม่ ขัดเกลาทำความสะอาด ตอบโจทย์ด้วยวิธีเดิมแต่ดูสมเหตุผลมากขึ้น โดยมิได้มีเจตนาลบหลู่ จึงต้องยำ้กับตนเองเสมอระหว่างการทำงานว่า เราต้องให้เกียรติผลงานของเจ้าของเดิมที่เป็นผู้ออกแบบไว้ เราต้องเก็บความตั้งใจในการออกแบบ

เรื่องเทคโนโลยีก็มีส่วนไม่น้อยในการทำให้เลตเทอร์ลิ่งกลายเป็นศาสตร์ที่สูญหาย ในปัจจุบันนี้ความง่ายของการเข้าถึงชุดตัวพิมพ์สำเร็จรูปมีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างวิธีการทำงาน จัดการกับตัวอักษรแบบมักง่าย ชุดตัวพิมพ์ก็มีให้เลือกสรรกันอย่างมากมาย นี่คือกับดักดีๆนี่เอง ที่นักออกแบบคนรุ่นๆเดียวกันกับผมคงต้องมองให้เห็นในระหว่างทำงานออกแบบ เรามักเกิดความลังเลระหว่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลว่าอย่างไหนตอบโจทย์ได้ง่ายและเร็ว กลายเป็นข้อสรุปในการข้ามทักษะเลตเทอร์ริ่งไป น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เราจะสามารถเห็นงานเลตเตอร์ริ่งที่สวยและดี ได้จากยุคเก่าที่คอมพิวเตอร์ยังไม่มีบทบาทมากนัก เช่น งานใบปิดภาพยนตร์ เครื่องดื่มน้ำอัดลม หัวหนังสือนิตยสารเก่า เป็นต้น บางครั้งข้อจำกัดก็เป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดงานที่น่าสนใจ

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เลตเทอร์ริ่งในประเทศไทยไม่แพร่หลาย และเลตเทอร์ริ่งนั้นเหมือนตกอยู่ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ ไม่มีความชัดเจนว่าหน้าที่นี้เป็นของระหว่างนักออกแบบกราฟฟิก หรือ นักออกแบบโฆษณา และหรือนักออกแบบตัวอักษร อันนี้ก็ดูว่าจะเป็นปัญหาอยู่มาก ที่จริงแล้วนั้นเรื่องนี้ไม่น่าเป็นปัญหาหากเราหยุดและฉุกคิดสักนิดนึงถึงคำว่าผู้ชำนาญการเฉพาะทาง

งานใกล้ตัวที่หยิบมามาเป็นกรณีศึกษา และคิดว่าน่าจะเห็นได้ชัดคือ โลโก้ ขสมก. ที่มีปัญหาอย่างมากแต่ผมก็ไม่เคยได้ยินใครนำประเด็นนี้มาชี้ให้เห็น ทั้งๆที่มันใกล้ตัวเรามากขนาดนี้ จากตัวต้นฉบับนั้นมีความตั้งใจ ทำตัวหนังสือให้เอน แต่ปัญหาที่พบคือคุณภาพการเขียนขึ้นรูปตัวอักษร เรื่องน้ำหนักเส้น ความสมดุลย์ องศา จุดโค้งเว้า ความเอนความเอียงไม่ชัดเจน ในที่สุดก็ออกมาอย่างที่เราเห็นกัน อดแปลกใจไม่ได้ว่าไม่เห็นมีเพื่อนนักออกแบบรุ่นเดียวกันที่โตมาพร้อมกับโลโก้นี้ออกมาวิพากษ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว



อีกตัวอย่างหนึ่งที่อดไม่ได้ที่ต้องยกขึ้นมาคือ แฟรนไชน์ชื่อดังอย่าง เคเอฟซี น่างุนงงมากที่ไม่มีงานเลตเตอร์ริ่งภาษาไทยอย่างเป็นเรื่องราว แต่มีงานการจัดวางตัวอักษร (Typesetting) โดยใช้ฟอนต์สำเร็จรูป ไม่สนใจที่จะทำตัวภาษาไทยให้เข้ากับตัวต้นฉบับภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนเป็นอย่างมาก ในฐานะลูกค้าประจำ กรณีนี้จึงไม่ทำให้เคเอฟซีเกิดความน่าจดจำขึ้นกับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นนโยบายทางการตลาดหรือเปล่าผมไม่อาจทราบได้ ผมทราบแค่ว่าถ้ามีภาษาไทยแล้วความรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงน่าจะทำได้ดีกว่าตัวภาษาอังกฤษ

ข้ามมาดูที่วงการสิ่งพิมพ์ ตัวอย่างอาทิเช่นงานเลตเทอร์ริ่งหัวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รวมๆนั้นค่อนข้างสมบูรณ์ลงตัว แต่หากสังเกตก็จะพบจุดอ่อนที่หลบเอาไว้ใต้โต๊ะผู้จัดการ คือ มุมที่มีลักษณะโค้งไม่รับกับ เส้นนอก-ใน ตัวอักษรจึงดูปูดโปนในบางพื้นที่ โดยเพาะตัว ‘ผ’ จะมีปัญหามากเป็นพิเศษ อีกทั้งเรื่องของไม้โทและไม้หันอากาศ ดูมีความหนาบางไม่เท่ากัน ไม่สอดคล้องตามตัวพยัญชนะที่มีลักษณะเป็นเส้นตัั้ง-นอน น้ำหนักเดียวกันหมด

ล่าสุดกับอีกตัวอย่าง ค่อนข้างขัดใจทุกครั้งเมื่อมองเห็น เพราะสามารถพบได้แทบจะทุกแห่งทุกที่ ‘เป๊บซี่’ ใหม่ ซึ่งปรับมาได้ไม่นาน เป็นการเขียนตามภาษาอังกฤษ แต่เห็นปัญหาใหญ่จริงๆ ตรงจุดเล็กๆ ของตัว ซ. ด้วยจริตของตัวภาษาอังกฤษต้นแบบนั้น เน้นในเรื่องของทรงเรขาคณิตมาก แต่เหมือนภาษาไทยถูกจัดการได้ไม่ลงตัวนักเสียทีเดียว น่าจะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวอักษรปรับให้หากไม่สามารถบริหารพื้นที่ภายใน ซ.โซ่ ได้อย่างอย่างสมดุลย์ น่าตกใจตรงที่แบรนด์ขนาดใหญ่ไม่ปล่อยรายละเอียดเช่นนี้ให้เป็นหน้าที่ของนักออกแบบตัวอักษร

ในหลายๆครั้งที่เลตเทอร์ลิ่งต้องแปรสัญญาณให้สามารถส่งสารและความใกล้ชิดกับภาษาท้องถิ่นได้อย่างเข้าถึง โดยที่ไม่เสียรสชาติของภาษาดั้งเดิม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เท่านั้นที่จะสามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าปัญหาที่มองเห็นด้วยตาเปล่า งานเลตเทอร์ริ่งต้องให้ผู้เชี่ยวชาญแก้ไขปัญหา

จากงานตัวอย่างที่ยกข้างต้น ผมคงไม่อาจบอกว่าสิ่งที่ผมแก้ไขนั้นเป็นการจัดการกับปัญหาได้ดีที่สุด เพียงแต่อย่างน้อยนั้นอยากให้น้ำหนักของเรื่องนี้เพิ่มขึ้นในสังคม สังคมเกิดความคาดหวังในงานออกแบบ เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว



ผมพบว่าการเป็นนักออกแบบนั้นต้องเห็นความสำคัญของผู้รับรู้งานของเรา เราต้องทำงานโดยให้เกียรติผู้เสพงานออกแบบด้วยเช่นกัน เพราะงานออกแบบก็มีส่วนช่วยสร้างความคาดหวังต่องานออกแบบ เราในฐานะนักออกแบบก็ควรเห็นความสำคัญของผู้อื่นไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงผู้ที่มีหน้าที่ต่างๆ สามารถใช้ทักษะฝีมือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบขั้นต้นต่อตนเอง สำนึกของการรับผิดชอบต่อผู้อื่น มันก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

เรื่องโน้ตบุ๊คที่หายไปในร้านเคเอฟซี ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำเครื่องมือหาย การทำงานโปรเจคนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่าทักษะการทำเลตเทอร์ลิ่งเลือนหายไปพร้อมกับการมาถึงของคอมพิวเตอร์และฟอนต์สำเร็จรูป ทำไมนักออกแบบกราฟิกเราขาดสติเรื่องทักษะเลตเทอร์ริ่งได้นานขนาดนั้น คิดดูแล้วก็ตลกดีที่ทักษะการทำเลตเทอร์ริ่งของผมเกิดขึ้นหลังจากผมทำคอมพิวเตอร์หาย การหายไปของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คนั้นเทียบไม่ได้กับการหายไปของทักษะ

คิดได้แบบนี้ก็เสียดายโน้ตบุ๊คที่หายไปน้อยลง ผมได้พบกับข้อเท็จจริงที่ว่างานออกแบบไม่ได้เป็นทักษะโดยตรงที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์เสมอไป และการที่เราเป็นนักออกแบบเราก็สามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆ ระดับบ้านเมืองได้ เริ่มจากการทำงานออกแบบของเราให้ดีที่สุด เห็นปัญหาในอาชีพของเราและชี้ให้ชัด อย่างน้อยปักป้ายให้ทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน หากอยู่ในวิสัยที่เราแก้ได้จงพยายาม

Annex ภาคผนวก
สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างไฟล์ PDF ของโปรเจคส่วนบุคคลของ สถาวิทย์ ฤาชา ได้ที่นี่

ผลงานนี้เป็นเพียงข้อเสนอแนะทางการออกแบบเชิงกรณีศึกษาเพื่อสร้างพัฒนาการส่วนบุคคล มิได้มีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหาย หรือเหตุผลอื่นใดในทางลบ