Showing posts with label The Company. Show all posts
Showing posts with label The Company. Show all posts

สร้าง CI ให้ IC สนทนากับ คัดสรรดีมาก (Part 2)

ยุทธิพงศ์ แซ่จิว
พฤศจิกายน ๒๕๕๒

(ตอนที่ ๒)
บทบันทึกจากการสนทนาระหว่าง ยุทธิพงศ์ แซ่จิว จากนิตยสาร The Company (Thaicoon) กับสองผู้ร่วมก่อตั้ง คัดสรรดีมาก พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ พูดถึงงานออกแบบอัตลักษณ์ และการดูแลภาพลักษณ์ขององค์กร โดยอธิบายในภาษาที่เข้าใจได้ง่าย เสริมด้วยความคิดเห็นจาก อนุทิน วงศ์สรรคกร เกี่ยวกับงานและธุรกิจของคัดสรรดีมาก



Corporate Typeface พูดด้วยภาษาของตัวเอง

➜ งานอีกประเภทที่คัดสรรดีมาก มีความโดดเด่น จนอาจเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผู้นำของงานสร้างสรรค์ประเภทนี้คือ การออกแบบ Corporate Typeface หรือ "แบบตัวอักษรสำหรับองค์กร" ซึ่งงานเหล่านี้ หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่ามันมีในกระบวนการของการออกแบบด้วย

“เนื่องจากหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของเราคือคุณอนุทินซึ่งทำงานทางด้าน Type Design อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว จึงทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้แบบครบวงจร คือลูกค้าจะได้รับการดูแลทั้งในส่วนของงานกราฟิกดีไซน์ และในส่วนของการนำตัวอักษรไปใช้ในงานด้วย ซึ่งในระยะแรกก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ลูกค้าบางคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ เนื่องจากศาสตร์ของ Typography ยังไม่อยู่ในความสนใจเหมือนในปัจจุบัน” พงศ์ธรกล่าว

อนุทิน วงศ์สรรคกร Partner & Creative Director กล่าวเพิ่มว่า “ที่จริงเรื่องการออกแบบตัวอักษรมันก็มีมานานแล้ว คนไทยยังคิดว่าตัวหนังสือเอามาทำได้แค่เรียงหน้ากระดาษธรรมดา แต่เราออกมาพูดเสียงดังหน่อยว่า การจัดการตัวหนังสือบนหน้ากระดาษมันมีอะไรมากกว่าการจัดเลย์เอาท์แบบธรรมดา และสามารถเล่นกับมันได้มาก คนก็เลยรู้จักเรา”

เพราะ Type Design และ Typography เป็นศาสตร์ที่ต้องได้รับการขยายให้เห็นความสำคัญ การจัดการและการออกแบบตัวอักษร จึงคล้ายจะเป็นมิติใหม่ของคนทั่วไป และแม้กระทั่งกับลูกค้าด้วย

“โดยปกติ องค์กรหนึ่งจะต้องมีการสื่อสารสู่ภายนอกอยู่แล้ว และก็ต้องเลือกแบบตัวอักษรในการใช้งาน อย่างในองค์กรของต่างประเทศนั้น Corporate Identity ในธุรกิจเป็นเรื่องสามัญ การมี Corporate Typeface ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติเช่นกัน เวลาที่ต้องการสื่อสาร ก็จะใช้แบบตัวอักษรนั้นกับทุกอย่าง ผู้รับสารก็จะได้รับรู้ถึงน้ำเสียงผ่านแบบตัวอักษรที่เหมือนกันในทุกสื่อ ในฐานะที่เราเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ก็เลยนำข้อดีตรงนี้มานำเสนอ เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความสำคัญ” พงศ์ธรอธิบาย

อนุทิน เสริมว่า "การมี Corporate Typeface ยังได้ผลในมิติของ Branding เพราะสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ในมิติของการลงทุนเองก็เช่นกัน การที่องค์กรสักแห่งจะต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะซื้อฟอนต์ทั่วไป ที่ใครๆ ก็หาซื้อได้มาใช้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าทำไมจึงเลือกใช้แบบตัวอักษรที่เหมือนกับคนอื่นๆ แล้วความจำเพาะอยู่ตรงไหน? ฉะนั้นการเลือกที่จะมี Corporate Typeface เพื่อสื่อถึงบุคลิกขององค์กร จะได้มาซึ่งอัตลักษณ์และน้ำเสียงขององค์กรนั้นๆ อย่างแท้จริง"

What is next for Cadson Demak? ก้าวต่อไปของคัดสรรดีมาก

ระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา คัดสรรดีมาก มีการเติบโตขึ้นทุกปี ลูกค้าแทบทั้งหมดจะมาในลักษณะของการบอกต่อ จากช่วงแรกที่ทำงานให้กับองค์กรขนาดเล็ก เติบโตมาเป็นลำดับ จนมีโอกาสร่วมงานกับบริษัทต่างๆ อาทิเช่น ไทยเบฟเวอเรจ ดีแทค เอไอเอส กสท. และ อมรินทร์พริ้นติ้งฯ เป็นเหมือนการรับรองว่า งานของคัดสรรดีมากได้รับการตอบรับ ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับวงการออกแบบที่เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน

“เรามีความรู้สึกว่าพอชั่วโมงการทำงานสะสมมากขึ้น เราสามารถมีส่วนร่วมเป็นคู่คิดกับลูกค้าและช่วยดูแลในส่วนของการออกแบบในมิติอื่นๆ เหมือนเริ่มเดินไปด้วยกันตั้งแต่แรก” อนุทินเพิ่มเติม

ไม่เพียงเท่านั้น การเป็นผู้นำทางด้าน Custom Corporate Typeface ยังส่งให้ คัดสรรดีมาก เริ่มขยายธุรกิจในอีกรูปแบบ เป็นที่มาของ คัดสรรดีมาก ดิสทริบิวชั่น ธุรกิจฟอนต์สำหรับตลาดรีเทล โดยใช้โมเดลการจัดจำหน่ายด้วยรูปแบบสากล นั่นคือทำงานร่วมกับนักออกแบบ และสร้างช่องทางจัดจำหน่ายเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจการออกแบบ ซึ่งจะทำให้องค์กรเล็กๆ ได้มีโอกาสใช้งานฟอนต์สำเร็จรูปที่ใหม่สดและมีเอกลักษณ์เหมาะสมกับองค์กรในราคาที่ย่อมเยาลงมาอีกด้วย



Annex ภาคผนวก

“แต่ละองค์กรอย่าง ดีแทค กสท. เทสโก้โลตัส หรือว่าเอไอเอส เราทำงานร่วมกับคนที่สร้างแบรนด์หรือบริษัทโฆษณาอยู่แล้ว คุยกันกลับไปกลับมาในเรื่อง ‘แบบ’ ว่า จุดนี้สามารถตอบโจทย์แบรนด์นี้ได้หรือไม่ บุคลิกของแบรนด์นี้เป็นอย่างไร แล้วแคมเปญโฆษณาก็จะต้องสะท้อนกันไปมาระหว่าง ‘ตัวหนังสือ’ ที่เขาต้องใช้ ซึ่งตรงนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คนมองข้ามไปและคิดไม่ถึงว่ามันมีมิติหนึ่งที่ต้องคิดด้วยระหว่างการทำงาน”

“จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนหมู่มากได้เห็นงานของเราคือ เอไอเอส ที่เราทำ Custom Corporate Typeface ภาษาไทยชื่อ smb advanced แล้วเอไอเอสก็นำมาใช้ในงาน Corporate Identity ทั้งหมดขององค์กร พอองค์กรใหญ่เริ่มเห็นความสำคัญ มันก็เหมือนกับเป็นตัวกระตุ้นทำให้องค์กรอื่นๆ เห็นความสำคัญ เกิดความตื่นตัวมากขึ้น รวมถึงในวงการหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ”

“คนมักคิดว่าสั่งทำ Corporate Typeface แล้วก็น่าจะจบ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะยังมีมิติของการนำตัวอักษรไปใช้เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ถูกต้อง เวลาทำงานก็มีเนื้องานที่เราต้องคุยกันยาว บางทีลึกไปถึงเลย์เอ้าท์ หรือโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ต้องคิดล่วงหน้าไปไกล เพราะว่าเขาต้องเอาตัวหนังสือนี้ไปใช้ในอีกหลายๆ สถานการณ์ ทั้งสื่อภาพนิ่งและเคลื่อนไหว”

“ความพอใจของลูกค้าคือการที่เขารู้สึกว่านักออกแบบมีความเข้าใจและสามารถ visualize concept ออกมาเป็นรูปธรรมได้จริงๆ งานของบริษัทออกแบบแต่ละแห่งต่างมีวิธีคิดและการแสดงออกในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สามารถตอบรับได้กับงานทุกสไตล์ แต่มันก็มีขอบเขตของมันอยู่ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่องค์กรจะเลือกบริษัทออกแบบที่เขารู้สึกว่ามีคลื่นความคิดและทัศนคติที่ตรงกัน"

“งานโลโก้เป็นงานที่มีองค์ประกอบน้อยอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องตัดทอนและตัดใจพูดเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คุณค่าและเสน่ห์ของมันจะอยู่ที่ความคิดที่เราใส่ลงไปในงาน เพื่อสื่อถึงบุคลิก ประเภทกิจการ และปรัชญาอย่างโลโก้ที่เราทำมักมีอย่างน้อย 2 ความหมายขึ้นไปเสมอ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ความสำเร็จของการทำ CI แบ่งเป็น 2 ขั้น ขั้นแรกคือ เจ้าขององค์กรได้งานที่ตรงกับภาพลักษณ์ขององค์กรที่เขาต้องการหรือไม่ ซึ่งหากทั้งโลโก้ แบบอักษร ฯลฯ ออกมาได้ตรงกัน และถูกพิสูจน์แล้วด้วยกระบวนการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยหรืออะไรก็ตาม โอกาสที่มันจะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจขององค์กรนั้นก็มี ซึ่งถ้าหากนักออกแบบทำได้ถึงตรงนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จ อีกขั้นหนึ่งคือ คนในองค์กรพึงพอใจกับ CI นั้นหรือไม่ หากเขารับได้ก็จะเกิดความรู้สึกดีกับแบรนด์และองค์กรที่ทำงาน ก็จะเกิดความเชื่อมั่นจากภายในออกมาสู่ภายนอก

“งานกราฟิกดีไซน์ มีธรรมชาติของตัวเองที่ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย คือมันเป็นงานออกแบบเพื่อการสื่อสารผ่านภาพและตัวอักษรทุกชนิด พอมีเรื่องของ "การสื่อสาร" มันก็ต้องเกิด "การตีความ" แล้วแต่ละบุคคลก็มีความคิดความรู้สึกของตัวเองที่เราเรียกว่านานาจิตตัง บางคนก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อถือองค์กรนี้หรือแบรนด์นี้ ฉะนั้นงานออกแบบภาพลักษณ์ขององค์กรจึงมีมากกว่า "สิ่งที่เห็น" นั่นก็คือ "สิ่งที่รู้สึก"

สร้าง CI ให้ IC สนทนากับ คัดสรรดีมาก (Part 1)

ยุทธิพงศ์ แซ่จิว
พฤศจิกายน ๒๕๕๒

บทบันทึกจากการสนทนาระหว่าง ยุทธิพงศ์ แซ่จิว จากนิตยสาร The Company (Thaicoon) กับสองผู้ร่วมก่อตั้ง คัดสรรดีมาก พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ พูดถึงงานออกแบบอัตลักษณ์ และการดูแลภาพลักษณ์ขององค์กร โดยอธิบายในภาษาที่เข้าใจได้ง่าย เสริมด้วยความคิดเห็นจาก อนุทิน วงศ์สรรคกร เกี่ยวกับงานและธุรกิจของคัดสรรดีมาก

Corporate Identity สร้าง CI ให้ IC

➜ ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า องค์กรชั้นนำหลายๆ แห่งเริ่มเห็นความสำคัญของการสร้างภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ของตัวเองมากขึ้น

โดยภาพลักษณ์เหล่านั้นจะถูกแฝงอยู่ในทุกกระบวนการสื่อสารที่ออกมาสู่วงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น สัญลักษณ์ (Logo) สี ตัวหนังสือ เครื่องแบบ นามบัตร ยานพาหนะ ฯลฯ เรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมาจากองค์กรสู่สาธารณชนจะต้องมีความเป็นเอกภาพและสื่อถึงตัวตนขององค์กรนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

เช่น เมื่อเราเห็นงานทุกชิ้นของ dtac ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา สี แผ่นพับ ฯลฯ จะรู้สึกได้ทันทีว่าองค์กรนี้ มีความสดใสและขี้เล่นอยู่ในตัว กรณีเดียวกันกับ Apple ที่ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ ร้าน โฆษณา และอื่นๆ ล้วนสื่อถึงความเป็นองค์กรสร้างสรรค์ออกมาได้ โดยไม่เคยต้องมาประกาศว่า Apple เป็นเช่นไร

ภาพลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรและนักออกแบบ เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่ถูกต้อง เหมาะสม สามารถสะท้อนถึงบุคลิก เป้าหมาย ตลอดจนปรัชญาการทำงานขององค์กรนั้นๆ ได้  นอกจากนี้การดูแลภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คัดสรรดีมาก เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญการสื่อสารโดยผ่านงานกราฟิกดีไซน์ ไทป์ดีไซน์ และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับตัวอักษร ก่อตั้งขึ้นโดยนักออกแบบหลักสองคนคือ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ กับนักประชาสัมพันธ์ บุรินทร์ เหมทัต 

พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ Partner & Design Director เริ่มต้นให้สัมภาษณ์กับเราว่า “คัดสรรดีมาก ทำงาน  Corporate Identity ในส่วนของ Corporate Design โดยเริ่มตั้งแต่สัญลักษณ์องค์กรหรือโลโก้ที่สามารถสร้างแบบตัวอักษรเฉพาะ (Lettering) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษให้ใช้ควบคู่กันไปได้ ออกแบบชุดตัวอักษรสำหรับองค์กร (Corporate Typeface) ตลอดจนการวางแผนการสร้างและดูแลรักษาภาพลักษณ์ (Image Planning)

ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจกับภาพลักษณ์องค์กรของตัวเองมากขึ้น เราสังเกตได้จากความต้องการและขอบเขตของงานที่ขยายขึ้น จากในช่วงแรกที่องค์กรขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มักจะมีความคาดหวังเพียงการได้โลโก้ที่ดี แต่ไม่ได้วางแผนการใช้งานให้ต่อเนื่องอย่างมีระบบ ซึ่งเราก็เข้าใจได้ว่างบประมาณของแต่ละองค์กรอาจไม่ได้ถูกจัดสรรมาให้ส่วนนี้เท่าที่ควร บางครั้งเลยมีการนำโลโก้ไปจัดการขยายผลต่อกันเองภายใน เริ่มตั้งแต่ชุดจดหมายธุรกิจ ป้าย การจัดร้าน แผ่นพับ ไปจนถึงสื่ออื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากการส่งสารที่ไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ที่ต้องการไว้ได้ 

การทำให้ใครประทับใจหรือเสียความรู้สึกเป็นเรื่องระดับจิตใต้สำนึกที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ จะเห็นได้ว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จ จะพิถีพิถันกับกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ที่ประณีต เพราะจะทำให้ลูกค้าของเขานั้นรู้สึกว่า "ได้รับการใส่ใจ" ในทุกๆ ครั้งที่ได้รับการสื่อสารผ่านงาน Corporate Identity  ซึ่งจะทำให้เกิดศรัทธา ความไว้เนื้อเชื่อใจ และก็ยากที่จะเปลี่ยนความรู้สึกหากว่าองค์กรนั้นมีความคงที่และความสม่ำเสมอ

เพราะฉะนั้นการดูแลใส่ใจ ตั้งแต่เริ่มต้นย่อมมีราคาค่างวดที่ถูกกว่าการตามแก้ไขในภายหลังแน่นอน ถ้าทำให้ดีตั้งแต่แรกการปรับเปลี่ยนมันก็จะเป็นแค่การปัดฝุ่นให้ทันยุคสมัยยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นในทุกองค์กร คือการจัดให้มีบุคลากรที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างองค์กรและนักออกแบบ คนที่มีความเข้าใจในตัวองค์กรเองอย่างถ่องแท้และมีความเข้าใจในงานออกแบบสูง สามารถตัดสินใจซื้องานออกแบบที่เหมาะสม เพราะนั่นไม่ได้หมายถึงแค่การเลือกซื้องานที่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยผลักดันให้ภาพลักษณ์องค์กรอยู่สูงกว่ามาตรฐานที่เคยเป็นได้"


Refresh Corporate Identity ร่วมสมัยอยู่เสมอ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรควรปรับเปลี่ยน CI ของตัวเอง เพราะเมื่อ CI ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีฉลากบอกวันหมดอายุ และเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาแล้วใช้ไปได้เรื่อยๆ 

คำถามนี้ พงศ์ธรตอบว่า "เป็นธรรมดาที่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน มุมมองของคนก็เปลี่ยน CI ของบางองค์กรอาจดูไม่ทันยุค จึงสามารถมีการปรับเพื่อให้หน้าตาดูเหมาะต่อกาลเวลามากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยเหมือนกัน เช่น ถ้าวิธีการบริหาร หรือว่าบุคลิกขององค์กรเปลี่ยน ผลิตภัณฑ์ที่ขายถูกพัฒนา เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในออกมา ภาพลักษณ์ที่แสดงให้คนภายนอกเห็นก็มีเหตุและผลที่จะต้องปรับตามความเหมาะสม ยิ่งทุกวันนี้ การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจนั้นรวดเร็ว ยิ่งการสื่อสารและการกระจายข้อมูลรวดเร็วขึ้นเพียงใด แนวโน้มที่จะรู้สึกล้าสมัยก็จะเกิดได้เร็วขึ้น แต่ก่อนโลโก้อันหนึ่งอาจอยู่ได้เป็น 10 ปี ค่อยมาปรับกันทีแต่ทุกวันนี้มันอาจจะลดเหลือแค่ 5-6 ปี”


อ่านบทสัมภาษณ์ พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ และ อนุทิน วงศ์สรรคกร ในนิตยสาร The Company ต่อได้จาก สร้าง CI ให้ IC สนทนากับ คัดสรรดีมาก (Part 2)