Showing posts with label IMAGE. Show all posts
Showing posts with label IMAGE. Show all posts

แบบออกโดยไม่ต้องออกแบบ

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

----->ในวัฒนธรรมทั่วโลก เรื่องของโชคชะตาดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่อยู่ในความเชื่อของทุกอารยธรรม ไม่ต่างอะไรจากเรื่องผีสางและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่มีพื้นฐานอยู่บนคอนเซ็ปต์คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ตรงรูปแบบการนำเสนอและการแสดงออก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ ที่ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น

ชีวิตคนเรามีความผูกพันกับเรื่องโชคชะตา การทำนายทายทัก ไม่ว่าจะเป็นชะตาของปัจเจกบุคคล ที่สามารถถอดรหัสได้จากลายเซ็นไปจนถึงลายเท้า ไหนจะชะตาของบ้านเมือง ชะตาของกิจการห้างร้าน ซึ่งรวมไปถึงการทายทักจากสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรม การออกแบบตกแต่งภายใน และนวัตกรรมล่าสุด การทำนายทายทักจากลักษณะงานออกแบบกราฟิก!

ผมจำได้ว่าสมัยที่ยังเรียนปริญญาตรีนั้น มีเพื่อนสาขาออกแบบตกแต่งภายในจำนวนไม่น้อย ที่แห่กันไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับฮวงจุ้ยมานั่งศึกษา แต่นักศึกษาเดี๋ยวนี้เขานับเรื่องนี้เป็นเรื่องเคร่งเครียดมากขึ้น ไปลงเรียนนอกมหาวิทยาลัยกันเป็นเรื่องเป็นราวก็มี ไม่ต้องไปนับศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม

ผมว่าเขาเผชิญกับเรื่องความเชื่อนี้มาแต่ไหนแต่ไร บางทีฟังเรื่องที่เพื่อนหรือเพื่อนของเพื่อนเล่าถึงการแก้แบบเป็นพัลวัน ด้วยเพราะเหตุผลพิสดารต่างๆ นาๆ คนฟังนั้นบันเทิง แต่คนทำนั้นตลกทั้งน้ำตา และในที่สุดผมเองก็เริ่มเผชิญกับตนเองบ้างแล้ว... ไม่ว่าจะเป็นดูดวงบริษัท ดูลักษณะของโลโก้ ถูกทำนายทายทักเรื่องแบบตัวหนังสือที่ใช้ หนักข้อถึงการเลือกแบบตัวหนังสือให้ใหม่ก็มี เปลี่ยนสีและถึงกับมีบัญชาให้ใช้สีอะไร โดยมีสีตัวเลือกมาให้เสร็จสรรพ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้ชำนาญการเหล่านั้นไปร่ำเรียนมาจากสำนักออกแบบใด

ปรากฏการณ์ก่อนหน้านี้ก็คือการแห่ไปศึกษาเรียนรู้เรื่องฮวงจุ้ยและศาสตร์ใกล้เคียงของสถาปนิก ตามติดมาด้วยนักออกแบบตกแต่งภายใน ที่เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการตัดตอนปัญหาที่จะต้องพบเจอจากลูกค้า ที่ส่วนมากตั้งอยู่บนความเชื่อดังกล่าว กล่าวคือถ้ามีความรู้เรื่องนี้แล้ว จะได้ออกแบบให้สอดคล้องตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งผมว่าเหตุผลลึกๆ ที่แท้จริงนั้น น่าจะเป็นการอุดช่องว่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับลูกค้าผู้คลั่งคำทำนายเสียมากกว่า อย่างน้อยก็นั่งยันนอนยันกับลูกค้าได้สะดวกใจขึ้น เพราะนักออกแบบเป็นนักทำนายเสียเองด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่างานน่าจะมีปัญหาน้อยลง และสามารถปิดงานได้เร็วขึ้น

ผมเคยบรรยายเกี่ยวกับการออกแบบอยู่หลายครั้ง บอกให้ใครต่อใครเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ คราวนี้ผมชักไม่แน่ใจว่านักออกแบบเลขนศิลป์ (กราฟิก) ควรจะศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาปัตยกรรมศาสตร์และออกแบบตกแต่งภายใน แล้วตีความอย่างไร?

นักออกแบบกราฟิกควรที่จะกระโดดเข้ามาศึกษาเรื่องการทำนายทายทักและฮวงจุ้ย โดยเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาปัตยกรรมศาสตร์และออกแบบตกแต่งภายในหรือไม่? หรือควรแก้ไขปัญหา โดยปรับการออกแบบให้สอดคล้องกับความเชื่อทางโหราศาสตร์ของคนส่วนใหญ่? หรือนักออกแบบกราฟิกควรที่จะนำตรงนั้นมาเป็นบทเรียน ช่วยกันใส่ใจโดยให้ความรู้กับลูกค้าและบุคคลใกล้ชิด รวมทั้งหาวิธีป้องกัน ไม่ให้การล่วงละเมิดทางวิชาการขยายวงกว้างออกไปในสาขาอื่นๆ อีก ผมไม่สงสัยเลยว่า การที่คนทั่วไปมีความเข้าใจการออกแบบที่คลุมเครือนั้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลักษณะนี้

ในวงสนทนาระยะหลังนี้ ทำให้ผองเพื่อนนั่งสะท้อนใจหลายครา เพราะเราเริ่มพบว่าลูกค้ารายยิ่งใหญ่ ปัญหาเรื่องนี้ก็ยิ่งมาก ไหนจะต้องเสนองานลูกค้า ยังต้องส่งอีกชุดทางอีเมล์ไปให้หมอดู อ่านถูกแล้วครับ “อีเมล์” ฟังดูแล้วมันสวนทางกันกับคอนเซ็ปต์ของดาราศาสตร์อย่างไรพิกล ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีกับวงการบริหารธุรกิจ แต่ที่แน่ๆ ผมเสียใจกับวงการออกแบบ จึงทำให้เกิดคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบขึ้นว่า เขาขโมยเอาคำว่าผู้ชำนาญการทางด้านการออกแบบไปจากชีวิตเรา แล้วย้ายไปอยู่ในชีวิตเขาได้ตอนไหน? อย่างไร? แปลกแต่จริง ที่ในบางครั้งความรู้สึกส่วนตัวของผู้ทำนายทายทักเป็นอาชีพ สามารถใช้ตอบแทนความถูกต้องและความคิดเห็นอื่นๆ ได้อย่างไม่มีข้อกังขา

ผมอดคิดไม่ได้ว่า เราจะเรียนการออกแบบกันไป เพื่อสนองความต้องการหรือความชอบส่วนตัวของบุคคลดังกล่าว ที่มีความเชื่อตั้งอยู่บนพื้นคนละระนาบหรือ?

สำหรับผมนั้น การดูฮวงจุ้ยหรือศาสตร์ใกล้เคียง มีประมาณสองมิติ มิติแรกเป็นอะไรที่สามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุและผล สามารถอธิบายได้โดยมีวิธีคิดที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม และวิทยาศาสตร์ บางความคิดในมิตินี้ มันทำให้ผมทึ่งเสียด้วยซ้ำ ว่าไปแล้วหลักการเหล่านี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล มีนัยยะและกลยุทธ์ในการถ่ายทอดความรู้ที่น่าสนใจ ส่วนมิติที่สองนั้น ออกจะเป็นการอธิบายความเชื่อ ด้วยความเชื่ออีกที ซึ่งจะพาดพิงถึงข้ออ้างเรื่องดวงชะตา ความเชื่อส่วนบุคคล และเหตุผลอื่นๆ ที่คุณหรือผมหาเหตุผลมาหักล้างไม่ได้ และมักจะจบลงด้วย “เชื่อหรือไม่เชื่อ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล”

การจะประเมินค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็สมควรที่จะหาหลักในการประเมินที่มีเหตุและผล สามารถอธิบายได้ การใช้ไม้บรรทัดที่มีหน่วยเป็นนิ้ว ไปใช้เพื่อวัดสิ่งของที่มีหน่วยเป็นเซ็นติเมตร มันก็คงจะไม่ได้ตัวเลขที่ถูกต้องนัก ไม่ต่างอะไรเลยกับการใช้ไม้บรรทัดที่ยังไม่มีความชัดเจนในหน่วยวัดของตนเอง มาวัดประเมินงานออกแบบที่มีหลักการเป็นเหตุและผลบนพื้นฐานการศึกษาเป็นที่ตั้ง

อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะมีคำถามว่า สุดท้ายแล้วผมเชื่อเรื่องดวงชะตาไหม? ผมไม่ได้พยายามจะบอกว่าไม่เชื่อเสียทีเดียว เพราะมันไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน ก็เพราะว่ามันไม่ชัดเจนน่ะสิ แล้วทำไมเราจึงชอบกันเหลือเกิน ที่จะนำเอาความไม่ชัดเจน มาตัดสินอะไรที่มันสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจน?

ซื้อหนึ่งเหมือนได้สอง

อนุทิน วงศ์สรรคกร
มกราคม ๒๕๔๘

----->วันก่อนหยิบเอาดีวีดีที่สะสมไว้มาเปิดเยี่ยมชม ที่ผมใช้คำว่า "เยี่ยม" ที่หมายถึงเยือน ก็เพราะบ่อยครั้งที่ซื้อมาแล้วเก็บ ก็เรียกว่าเก็บไว้แต่ไม่ค่อยได้เอาออกมาดู นี่มันก็คงไม่ต่างอะไรกับการซื้อแผ่นเปล่ามาเก็บกระมัง ผมเลือกหยิบเอาบันทึกการแสดงสด และสารคดีชุด Somewhere (Live at Savoy Theatre) ในกรุงลอนดอน ของ Pet Shop Boys ออกมาชมอีกครั้ง พอดีมีช่วงสั้นๆ ที่เป็นบทสัมภาษณ์ “มาร์ค ฟาโรว์” เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่า ว่าจะ..ว่าจะ..อยู่หลายต่อหลายหน ที่จะเขียนเรื่องถากไปให้เกี่ยวกับนักออกแบบคนนี้

หากพูดถึงการออกแบบปกอัลบั้มเพลงในยุค 80's จะมีการออกแบบปกอัลบั้มเพลงชุดไหนบ้าง ที่ทำให้คุณคิดถึงได้เป็นอันดับต้นๆ อัลบั้มที่ยืนเด่นออกมาจากชุดอื่นๆ ร่วมทศวรรษเดียวกัน?

ฟาโรว์ เคยพูดถึงงานของเขาในนิตยสาร eye หลายปีที่แล้ว เขาเอ่ยถึงผลงานแจ้งเกิดชิ้นนี้ ปกแผ่นเสียงแนวมินิมัลลิสม์ (minimalism) หน้าปกชุดแรกของ Pet Shop Boys ตัวอักษรและรูปเล็กๆ วางบนพื้นที่สีขาวอันกว้างใหญ่ทำให้ปกอัลบั้ม Please ของ Pet Shop Boys กระโดดเด่นออกมาจากชั้นวางแผ่นเสียง ที่เต็มไปด้วยปกสไตล์ "ขายของ" ในยุคนิวโรแมนติก (New Romantic)

ฟาโรว์เอง นับว่าโชคดีที่มีคนที่เข้าใจศิลปะและการออกแบบมาเป็นลูกค้าประจำอยู่สม่ำเสมอ ผลงานของเขาในการออกแบบให้ Pet Shop Boys หลายต่อหลายชุด นอกจากจะเป็นปกที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางแล้ว ยังได้รับรางวัลมากมายทีเดียว โดยเฉพาะรางวัลที่ได้จากสมาคมผู้กำกับศิลป์ยุโรป และรางวัลดินสอทองคำจาก D&AD ที่เหลือ เรียกว่าไล่นับกันไม่ไหว พึ่งจะมาช่วงหลังๆ นี่เองที่เขาห่างหายจากการออกแบบปกอัลบั้มให้ Pet Shop Boys

ว่ากันว่าอัลบั้ม Nightlife ของ Pet Shop Boys นั้น เขาแทบจะไม่ได้แตะการออกแบบด้วยตนเองเลย เพราะงานอื่นมีมากขึ้นจนล้นมือ นี่ก็คงเป็นสาเหตุให้ฟาโรว์ขอเว้นวรรคหลังจากงานออกแบบโปสเตอร์ให้กับละครเพลง Closer to heaven เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ปกอัลบั้มจากละครเพลงของ Pet Shop Boys ชุดนี้ไม่ได้เป็นฝีมือของเขา ฟาโรว์เพิ่งจะได้กลับมาร่วมงานกันใหม่กับ Pet Shop Boys ในชุดรวมฮิตแผ่นคู่ Pop Art อีกครั้ง ใครที่ติดตามงานของ มาร์ค ฟาโรว์ มาโดยตลอด ก็คงจะแยกออกได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือเขาหรือไม่ เพราะลายเซ็นต์หรือสไตล์ของเขานั้นชัดเจนเหลือเกิน โดยเฉพาะการจัดวางตัวอักษรอันเรียบง่ายแต่ลงตัวเหมาะสมกับพื้นที่ว่าง เป็นงานออกแบบที่ไม่ได้แสดงความซับซ้อนทางหน้าตาผลงาน หากแต่ความซับซ้อนนั้นกลับไปอยู่ที่กระบวนการกลั่นกรอง ตามแนวทางของ "ทำน้อยได้มาก" หรือที่เรียกกันติดปากเป็นภาษาอังกฤษว่า "Less is more" และประการสำคัญ ฟาร์โรว์มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง คือการใช้สีเป็นพื้นที่

นอกจาก Pet Shop Boys ขาประจำที่สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักแล้ว มาร์ค ฟาโรว์ ยังมีศิลปินที่ทำงานร่วมกันอยู่อีกมากหน้าหลายตา อาทิ Manic Street Preacher, Orbital, M People, K Klass, Lighting Seeds, Splritualized, William Orbit แล้วก็ Kylie Minogue ชุด Light Years ที่เป็นจุดเปลี่ยนภาพความเป็น Kylie มาเป็นอย่างที่เราเห็นเธอเป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากฟาโรว์จะออกแบบปกให้แล้ว ยังรวมไปถึงการออกแบบหนังสือรวมเล่มของเธออีกต่างหาก

ส่วนผสมที่เอื้อกันและกันของดนตรีกับการออกแบบกราฟิกอย่างที่กล่าวมานั้น มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นวง New Order กับความผูกพันแน่นแฟ้นกับ Peter Saville ศิลปินอย่าง Bejork กับสตูดิโอออกแบบ Me Company วง Blur ที่ในช่วงหลังผูกปิ่นโตกับ Stylo Rouge หรือสายสัมพันธ์ระหว่าง Simply Red กับบริษัทออกแบบนาม Peacock ความสัมพันธ์ในลักษณะขาประจำแบบนี้

ในบ้านเราก็เริ่มมีบ้างแล้ว อย่างเช่นกรณีของคุณวรุต ปันยารชุน กับผลงานการออกแบบให้เบเกอรี่มิวสิค ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกความสัมพันธ์ลักษณะนี้ในบ้านเรา ผมจำได้ว่าหลายปีก่อนเคยนั่งคุยกับพี่ทอม วรุต อยู่ครั้งสองครั้ง บทสนทนาก็วนเวียนอยู่กับเรื่อง ปีเตอร์ เซวิลล์ และมาร์ค ฟาโรว์ นี่แหละ ก็แน่นอนแนวในการออกแบบเลขนศิลป์เพื่ออุตสาหกรรมดนตรี ก็ต้องยกให้สองคนนี้เขาเป็นแนวหน้าล่ะว่างั้นเถอะ

สูตรความสำเร็จของการทำงานอย่างสอดคล้องกันระหว่างตัวของดนตรีเองและภาพพจน์จากบรรจุภัณฑ์นั้น มีให้เห็นจนมันสามารถพิสูจน์ทฤษฎีได้ในระดับหนึ่ง กราฟิกดีไซน์เนอร์กับปกเทป กลายเป็นรูปแบบความสัมพันธ์แบบหนึ่งระหว่างอุตสาหกรรมการออกแบบและดนตรี อาจจะเป็นเพราะดนตรีและกราฟิกดีไซน์มีบางอย่างที่ใช้ร่วมกันในโลกของศิลปะ การที่ได้งานออกแบบชั้นดีมาช่วยเสริมภาพพจน์ของดนตรี ก็คงไม่ต่างอะไรกับการสร้างบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจให้กับสินค้า ซึ่งในที่นี้ก็คือดนตรี ในยุคสมัยนี้จะอาศัยตัวดนตรีดีเพียงอย่างเดียวก็คงเป็นการมองไม่ขาด เพราะเพลงที่ดีก็ควรที่จะคู่กับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี นำมาซึ่งความแตกต่าง ควรค่าแก่การจดจำมากกว่ารูปหน้านักร้องขยายใหญ่เต็มหน้าปก ตามสูตรสำเร็จของอุตสาหกรรมประเภทนี้

ว่าแล้วก็หยิบเอาปกดีวีดีชุดนี้ขึ้นมาดู พร้อมๆ กับปกอัลบั้มและซิงเกิ้ลต่างๆ ของ Pet Shop Boys รวมไปถึงศิลปินอื่นๆ ที่ มาร์ค ฟาโรว์ ออกแบบ มันทำให้ผมย้อนกลับไปขบคิดว่า ทุกครั้งที่ผมควักเงินซื้อซีดี ดีวีดี หรือวัตถุอื่นๆ เทือกนี้ นอกจากดนตรีที่ผมต้องการแล้ว การที่หีบห่อของมันถูกออกแบบโดยนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ที่เราอาจจะชื่นชมเป็นการส่วนตัว กลายเป็นบทบาทในการตัดสินใจของผมด้วย มันเหมือนกับผมซื้องานออกแบบสองประเภทในเวลาเดียวกัน ประเภทแรกเอาไว้ฟัง ประเภทหลังเอาไว้ชื่นชมทางโสตสัมผัส

อินฟอร์เมชั่นดีไซน์ ออกแบบ หรือ เอาแบบ

อนุทิน วงศ์สรรคกร
ธันวาคม ๒๕๔๗

-----> การทำเรื่องที่เข้าใจได้ยาก หรือเรื่องใดก็ตามที่อุดมไปด้วยข้อมูลมากๆ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องน่าปวดหัว ยิ่งข้อมูลมากเท่าไร การจัดเก็บก็ต้องเป็นระเบียบแบบแผนมากเท่านั้น นี่ยังไม่นับการทำความเข้าใจกับข้อมูลนั้นๆ อีกด้วยซ้ำ

ได้ยินจนรำคาญเหลือเกิน ผมเลยอดไม่ได้ที่จะขอนำมาเขียนถึงปิดท้ายศกนี้ ว่าด้วยเรื่องเทรนด์ของ "รูปแบบ" การออกแบบชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันจนเข้าใจผิดๆ ว่าเป็น “อินฟอร์เมชั่นดีไซน์”

อะไรคืออินฟอร์เมชั่นดีไซน์? หากอธิบายแบบง่ายๆ สามารถเข้าใจได้ไม่ยากก็คือ การใช้ทักษะการออกแบบในเชิงศิลปะ ประสานเข้ากับระบบจัดการในการแบ่งฐานข้อมูล เพื่อให้แสดงข้อมูลบนระบบที่จัดเก็บ ทำให้ข้อมูลนั้นอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยผ่านหน้าตาของการออกแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจต่อสภาพทั่วไปของระบบ อันนำไปสู่การสร้างความคุ้นเคยต่อระบบการถ่ายทอดและจัดเก็บในหัวข้อนั้นๆ เพื่อให้บุคคลทั่วไป หรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการข้อมูลดังกล่าว สามารถเรียนรู้และค้นหาข้อมูลได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ในวันวานถ้าพูดให้เห็นภาพ เจ้าอินฟอร์เมชั่นดีไซน์อาจจะเป็นแค่ป้าย หรือผังบอกรายละเอียด หรือข้อความ อธิบายความเป็นมาของสิ่งต่างๆ อาทิเช่น ข้อมูลบนข้างฝาในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเกือบทั้งหมดอาจจะต้องอ้างอิงกับสื่ออื่นๆ เช่น เครื่องเล่นเทป หนังสืออ่านประกอบ หรือรูปประกอบเพิ่มเติมจากแผ่นพับ แต่เนื่องด้วยสื่ออิเล็คทรอนิกส์สมัยใหม่ ได้อนุญาติให้ทุกอย่างมารวมกันในสื่อเคลื่อนไหว ภาพจำลองสามมิติ หรือสื่อแบบตอบสนอง อย่างที่เราเรียกกันว่า อินเตอร์แอคทีฟมีเดีย แบบที่กดไปกดมา หาข้อมูล อธิบายโดยภาพเคลื่อนไหว วิดีโอคลิป อธิบายโดยภาพจำลองสามมิติ บางครั้งผนวกไว้กับระบบตารางข้อมูลที่เป็นระเบียบพร้อมเสพ ซึ่งที่กล่าวมาก็นับว่าเป็นข้อดีของการนำเสนอข้อมูลในโลกปัจจุบัน ที่สามารถนำจุดเด่นของแต่ละสื่อที่กล่าวมา นำมาใช้ย่นย่อกระบวนการศึกษา และเพิ่มความน่าสนใจต่อการเรียนรู้ข้อมูล ที่บางทีอาจจะน่าเบื่อเอาเสียมากๆ

นึกไปแล้ว ก็เป็นห่วงนักออกแบบที่หลงใหลได้ปลื้มกับเทคนิคที่ร่ายมาข้างต้น เฮโลให้ความสนใจกันไปทางนี้แล้วขาดทักษะจริงๆ ของการจัดการข้อมูล เราเคยเห็นเวบไซท์จำนวนมหาศาล ที่บ้าเทคนิคอย่างเดียวแต่ไม่มีการพัฒนาเรื่องเนื้อหา สงสัยประวัติศาสตร์กำลังจะวนมาซ้ำรอยบนสื่อใหม่ชนิดอื่นๆ เร็วกว่าคาดการณ์แล้วอะไรคือ "รูปแบบ" ของการออกแบบชนิดหนึ่งที่เรียกกันจนเข้าใจผิดว่าเป็น “อินฟอร์เมชั่นดีไซน์”?

คำว่ารูปแบบมันก็คือเปลือก (กระพี้) หรือในที่นี้ก็คือ สิ่งที่มักเรียกกันติดปากว่าเป็นรูปแบบของอินฟอร์เมชั่นดีไซน์ ถูกนำมาเป็นฉากในการสร้างงาน ส่วนจะหยิบคอนเซ็ปต์ (แก่น) ของอินฟอร์เมชั่นดีไซน์มาด้วยหรือเปล่า อันนี้ก็แล้วแต่ชิ้นงานนั้นๆ ว่าผู้ออกแบบตั้งใจจะลอกเปลือกหรือเข้าใจแก่นจึงใช้เปลือกนี้ แต่ถ้างานออกแบบนั้นๆ มาแต่รูปแบบของการจัดการข้อมูลโดยไม่ได้มีการจัดการข้อมูลจริงๆ มันก็เป็นเพียงงานที่ "เหมือน" กับอินฟอร์เมชั่นดีไซน์ ก็เท่านั้นเอง

เมื่อสักประมาณห้าปีที่แล้ว ผมเคยต้องรับผิดชอบการสอนวิชาออกแบบพื้นฐาน ยังจำได้แม่นว่าในคาบแรกผมแจกกระดาษเปล่าให้นักศึกษาคนละแผ่น สั่งให้เขียนแผนที่จากบ้านมามหาวิทยาลัย โดยสำทับให้เขียนแบบที่ง่ายและเข้าใจได้ หลังจากงงกันอยู่พักใหญ่ ผมต้องบอกให้เข้าใจกันง่ายขึ้น เพื่อเป็นการเร่งให้เขียน“ไม่ได้จะเอาแผนที่เพื่อจะตามไปที่บ้านหรอก ไม่ต้องกลัว” เวลาผ่านไปสักระยะ ผมเริ่มรุกไล่อีกที

“เขียนแผนที่จากบ้านตัวเองมามหาวิทยาลัยทำไมต้องเขียนนานขนาดนั้น” เดินๆ ดูนักศึกษาทำงานไปรอบๆ ห้อง บ้างก็ส่งเสียงถามขอกระดาษเพิ่มเพราะวาดแผนที่ไม่พอ “ไม่มีกระดาษเพิ่มครับ กรุณาแก้ไขปัญหากันเอาเอง” ผมตอบแบบรับรู้แต่ไม่สนใจหลายปีถัดมาไวเหมือนโกหก นักศึกษาคนเดิมถามผมถึงความเป็นไปได้ในการเสนอหัวข้อโครงการศิลปนิพนธ์เกี่ยวกับอินฟอร์เมชั่นดีไซน์ ผมถามกลับไปว่าคุณจะศึกษาเรื่องอะไรเกี่ยวกับอินฟอร์เมชั่นดีไซน์ หรือว่าคุณต้องการหาโจทย์เพียงแค่ให้สอดคล้องกับภาพงานสำเร็จที่มีอยู่ในหัว ที่ผมเรียกว่าการยืม "รูปแบบ" การออกแบบอินฟอร์เมชั่นดีไซน์ นักศึกษาทำหน้างง

ผมก็พยายามชี้ให้เห็นว่าหัวข้อการศึกษากับรูปแบบการนำเสนอมันคนละส่วนกัน รูปแบบมันต้องมาทีหลังหัวข้อของงานศิลปนิพนธ์ อธิบายไปพลางก็หยิบกระดาษเปล่า A4 ยื่นให้แล้วถามว่า “ช่วยเขียนแผนที่จากบ้านมามหาวิทยาลัยให้หน่อย” “เออ...รื้อฟื้นความหลัง” ผมเพิ่มเติมส่งท้ายและสำทับไปว่า “ถ้าคุณยังไม่สามารถเขียนแผนที่ดังกล่าวให้ง่ายสั้นและกระชับให้ผมเข้าใจได้ โอกาสที่คุณจะได้ทำโครงการนี้ก็ดูจะริบหรี่เต็มที”

การเขียนแผนที่จากบ้านมามหาวิทยาลัยให้เข้าใจได้โดยง่าย มันก็คือระดับพื้นๆ ของการย่นย่อข้อมูลแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ต้องการพื้นฐานความรู้มากมายนัก อีกทั้งเนี้อหาที่ต้องการก็สั้นอยู่แล้ว หากไม่สามารถย่อให้เข้าใจได้ง่ายและชัดเจนในกระดาษแผ่นเดียวแล้วล่ะก็ จะให้ผมมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะสามารถจัดการกับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ได้ นั่นน่ะสิ ตกลงว่าจะทำงาน "ออกแบบ" อินฟอร์เมชั่นดีไซน์ หรือจะ "เอาแบบ" อินฟอร์เมชั่นดีไซน์ กันแน่?

โลโก้ที่สวมใส่ได้

อนุทิน วงศ์สรรคกร
พฤศจิกายน ๒๕๔๗

----->วกกลับมาเรื่องแฟชั่นอีกครั้ง หลังจากอ้อมไปพูดเรื่องการออกแบบสาขาอื่นมาพักใหญ่ เนื่องมาจากเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับอีเมล์จากเพื่อนต่างชาติ จ่าหัวไว้ว่า "เรื่องน่าสนใจที่นายอาจจะอยากรู้" เพื่อนเก่าผมนิวยอร์คเคอร์รายนี้ บังเอิญไปได้บันทึกบรรยายของอาจารย์ประจำสถาบันแฟชั่นแห่งนิวยอร์ค (Fashion Institute of Technology) หรือที่บางคนรู้จักเรียกติดปากว่า F.I.T. มันเป็นบันทึกการบรรยายสั้นๆ แบบไม่เป็นทางการของ ซาส บราวน์ เกี่ยวกับโลโก้หรือตราสัญลักษณ์ของสินค้าแฟชั่น ซึ่งมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ อ่านแล้วรู้สึกเข้าท่า เลยคิดว่าจะมาเล่าสู่กันฟังในฉบับย่อ

จะว่าไปแล้วผมเองก็อ่านเจอบทคัดย่อมาแล้วหนหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์ (USA Today) สุดสัปดาห์ เมื่อค่อนปีที่ผ่านมา โดยนักเขียนคุณเควิน มาร์คคีย์ ก็เคยนำมาเขียนอยู่ในส่วนรายงายแฟชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 2004 ประเด็นใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ และถูกหยิบยกขึ้นมาพูดก็มีอยู่ประมาณ 4-5 ตราสัญลักษณ์ดังนี้

CHANELเปิดฉากที่โลโก้ตัวซีสองตัวของ Chanel ซึ่งเป็นตราแฟชั่นอีกแบรนด์ที่มัดใจใครหลายคน มีใครทราบบ้างว่ามันถูกนำมาใช้เมื่อไหร่? อันที่จริงแล้วเจ้าโลโก้ตัวซีสองตัวหันหลังชนกัน ถูกออกแบบมาใช้ครั้งแรกเฉพาะบนขวดน้ำหอม Chanel No.5 ในปี 1921 แต่กว่าจะถูกหยิบมาใช้เป็นภาพพจน์ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทก็ร่วมสามสิบปีให้หลัง โดยนำมาใช้กับสินค้าแฟชั่นในกลุ่มกระเป๋าถือสตรีและเครื่องหนัง ก่อนที่จะขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ล่าสุดก็สามารถพบเจอตัวซีไขว้ได้แม้กระทั่งสโนว์บอร์ด ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว

POLO แบรนด์ที่สอง จะว่าไปแล้ว ชื่อแบรนด์เป็นคำที่เรียกกันจนเป็นชื่อของประเภทเสื้อไปแล้ว และเราคงคุ้นเคยกันดี ผมว่าอย่างน้อยเราคงจะมีเสื้อโปโล (ซึ่งอาจจะไม่ใช่ของโปโล) กันคนละหนึ่งตัว ที่จริงแล้วเจ้าเสื้อยืดคอปกตัดด้วยเนื้อผ้าลักษณะนี้เขามีชื่อเรียกกันว่า Pique ซึ่งก็คือชื่อเรียกเนื้อผ้า เนื้อแบบที่เราคุ้นเคยกับเสื้อโปโลมาตรฐานนั่นแหละครับ แต่ถ้าเอ่ยถึงเสื้อโปโลก็คงต้องนึกถึง โปโล บาย ราฟท์ ลอเรนท์ ก่อนใครเพื่อน สัญลักษณ์ขนาดเล็กพองาม รูปคนขี่ม้าเล่นกีฬาโปโลที่อกซ้าย กลายเป็นอีกเครื่องหมายคลาสสิกในวงการแฟชั่น ซึ่ง ซาส บราวน์ กล่าวย้ำว่าขนาดของโลโก้นั้นสำคัญมากทีเดียว จะสังเกตุได้ว่าโลโก้ยิ่งเล็กเสื้อจะยิ่งแพงและจะมีคลาสมากกว่าอันที่จริงเรื่องการปักตราเล็กๆ ที่อกข้างซ้ายนั้น กลายเป็นบรรทัดฐานหนึ่งของแฟชั่นในปัจจุบัน มีใครรู้บ้างไหมว่าที่จริงแล้ว เจ้าโลโก้ที่ว่าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปักลงบนอกซ้ายของเสื้อโปโลตั้งแต่แรก ถ้าอย่างนั้นเจ้าสัญลักษณ์นี้มันเริ่มต้นใช้กันอย่างไร ก็เท่าที่เคยเห็นมา มันก็อยู่บนเจ้าเสื้อโปโลมาแต่ไหนแต่ไร จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบไปแล้ว ครับ อันที่จริงมันถูกออกแบบมาเพื่อไลน์เสื้อผ้าสตรีของคุณราฟท์ ลอเรนท์ ครั้งแรกนั้นเริ่มนำมาปักใช้ในปี 1971 บนปลายแขนเสื้อสูทสตรี

NIKE คุณจะเชื่อหรือไม่? ถ้าบอกว่าโลโก้ของอุปกรณ์กีฬาชื่อดังอย่างไนกี้นั้น ถูกว่าจ้างให้ออกแบบในราคาค่าตอบแทนแสนถูก เพียง 35 เหรียญสหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทยก็แค่ 1,400 บาทบวกลบ อย่างที่เรารู้กันว่าในปัจจุบันราคาของแบรนด์ไนกี้นั้น แน่นอนมีมากกว่าราคาค่าออกแบบไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว สัญลักษณ์ขีดคล้ายเครื่องหมายถูก ซึ่งที่จริงแล้วผู้ออกแบบให้คำนิยามว่า Astral Boomerang มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Swoosh และเจ้าเครื่องหมาย Swoosh และตัวอักษรพิมพ์ใหญ่เอียงที่สะกดว่า NIKE ซึ่งภายหลังถูกตัดแยกออกจากตัวสัญลักษณ์ที่ว่า ถูกออกแบบโดย แคร์รอลลีน เดวิดสัน ในปี 1971 ซึ่งในขณะนั้นเธอเป็นเพียงนักศึกษาการออกแบบของมหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์ ในรัฐโอเรกอน ผู้ที่ว่าจ้างเธอก็คืออาจารย์ของมหาวิทยาลัย ฟิล ไนท์ ซึ่งก็คือผู้ก่อตั้งไนกี้นั่นเอง หลายปีถัดมาหลังจากนั้น ไนกี้เริ่มประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ด้วยกลยุทธ์แจกจ่ายรองเท้าให้นักกีฬาใส่เพื่อเป็นโอกาสให้โลโก้ได้ปรากฏฟรีๆ ตามสื่อต่างๆ จนเป็นที่มาของการปฏิวัติตลาดอุปกรณ์กีฬายุคใหม่ คุณไนท์ซึ่งแต่เดิมไม่ได้ชอบเจ้าโลโก้ที่แคร์รอลลีนทำให้เอาเสียเลย ภายหลังเขากล่าวยอมรับว่ามันชนะใจเขาเมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงคิดว่าน่าจะเป็นการไม่แฟร์กับแคร์รอลลีน เขาจึงมอบหุ้นบางส่วนของไนกี้ให้เธอเป็นสินน้ำใจ

เอาล่ะครับ ปิดท้ายเรื่องด้วยกรณีศึกษาระหว่างโลโก้ของแบรนด์รุ่นใหม่อายุยังน้อยในวงการอย่าง DKNY เปรียบเทียบกับเจ้าเก่าอย่าง Louis Vuitton ซึ่งทั้งสองแบรนด์มีบางอย่างที่คล้ายกัน กล่าวคือทั้งคู่ใช้ตัวอักษรย่อ แต่รูปแบบที่ออกมาเป็นตราสัญลักษณ์ แสดงออกในภาษาทางการออกแบบนั้น กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

LOUIS VUITTON การทับซ้อนกันของตัวอักษร L และ V ในโลโก้ของ Louis Vuitton นั้น แสดงออกถึงลักษณะการสร้างตราสัญลักษณ์ของโลกยุคหัตถกรรม ที่ปัจจุบันนั้นความหมายของ Old World Craftsmanship คือ ความคลาสสิก ความเป็นยุโรปเก่า ความขลัง และความประณีตทนทาน ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากโลโก้อื่นๆ ในยุคเดียวกัน ที่มักจะนำตัวอักษรมาทับไขว้กัน ถ้าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นก็คงจะเหลือตราในลักษณะนี้อยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ ที่อยู่รอดผ่านการเปลี่ยนแปลงมาได้ ซึ่ง Louis Vuitton ก็นับว่าเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น โลโก้ L และ V ทับไขว้กันชิ้นนี้ถูกออกแบบโดย จอร์จ ลูกชายของคุณหลุยส์ ต้นตำรับเจ้าของชื่อในปี 1896 ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโลโก้นี้ไม่ได้เป็นโลโก้ดั้งเดิมของแบรนด์ Louis Vuitton

DKNY ในขณะที่แบรนด์อายุน้อยกว่าเกือบศตวรรษ DKNY กลับถูกขนานนามว่าเป็นมิติใหม่ของการสร้างแบรนด์เสื้อผ้า โดยการสร้างให้เกิดความผูกพันระหว่างแบรนด์และคาแร็คเตอร์ของเมือง ฟังดูคิดง่ายแค่คลิกเดียว แต่กลับไม่มีใครทำกับเสื้อผ้ามาก่อน จะมีก็แต่สินค้าประเภทอื่นๆ เช่นอาหาร และเครื่องดื่ม อันที่จริงแล้วคุณดอนน่าเธอคิดคำว่า DKNY ขึ้นมา ก็เพียงเพราะต้องการที่จะตัดเสื้อให้ลูกสาวแรกรุ่นสุดที่รักของตัวเอง ภายหลังกลับกลายมาเป็นเสื้อผ้าไลน์สำหรับวัยรุ่นในเครือ ไปๆ มาๆ กลายเป็นกิจการเป็นเรื่องเป็นราว โลโก้ของ Donna Karen New York หรือในรูปของตัวย่อ DKNY นั้นกลับเป็นโลโก้ที่ใช้ตัวย่อแบบร่วมสมัย ในการแสดงออกถึงความรู้สึกของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คได้อย่างเรียบง่ายและลงตัว แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในเมืองหลวงของโลกยุคปัจจุบัน มันแสดงให้เห็นว่าวงการแฟชั่นและกราฟิกดีไซน์มีวิธีจัดการกับตัวอักษรย่อ ที่นำมาสร้างความศรัทธาในแบรนด์แตกต่างกันตามวิถีของแต่ละยุคสมัย

อ่านแล้วก็ได้ความรู้เพลิดเพลินดี แต่มันทำให้นึกย้อนกลับมามองเรื่องภายในประเทศของเรา การพัฒนาและการเอาใจใส่กับตราสัญลักษณ์ เพิ่งจะเริ่มมีการหยิบยกมาเป็นเรื่องให้อยู่ในความสนใจ มันช่างชวนให้นึกถึงว่าสักวันเราคงจะได้มีเรื่องเล่าทำนองนี้ เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ของแฟชั่นแบรนด์เมืองไทย ที่สามารถก้าวออกนอกประเทศแบบนี้บ้าง

อ่านเพื่อเป็นนายตัวเอง

อนุทิน วงศ์สรรคกร
ตุลาคม ๒๕๔๗

-----> เวลาพูดถึงหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ เรามักจะนึกถึงหนังสือภาพรวมงานออกแบบแบ่งเป็นประเภทของงานที่น่าสนใจ บ้างก็เป็นการรวมเล่มงานชนะการประกวดรายการต่างๆ หนังสือประเภทนี้จะเน้นที่การนำเสนอภาพของงานออกแบบที่คัดสรรมาจากหลากหลายที่ เป็นแหล่งข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์และกระแสของการออกแบบในปัจจุบัน

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่แวะเวียนไปตามร้านหนังสืออยู่เป็นครั้งคราว ทั้งนี้ก็ตามแต่เวลาจะอำนวย ไปทีไรก็อดบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่า ร้านหนังสือบ้านเราไม่ค่อยมีความหลากหลายของหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบที่ใช้สำหรับอ่าน ครับผมหมายถึงหนังสือสำหรับอ่านจริงๆ ที่ไม่ใช่หนังสือภาพที่บางคนมักชอบซื้อกันมาตั้งประดับเป็นของตกแต่งบ้าน

เมื่อพูดถึงหนังสือสำหรับอ่านทางการออกแบบ ร้อยทั้งร้อยต้องมีชื่อของ “สตีเฟน ฮีลเลอร์” ติดอยู่ในอันดับต้นๆ ผมเองก็เป็นแฟนหนังสือของ สตีเฟน ฮีลเลอร์ มานานแล้ว ความรู้และสติปัญญาที่ใช้ทุกวันนี้ในการประกอบอาชีพ ส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ได้มาจากหนังสือหลายเล่มของเขา คิดๆ ดูแล้ว ผมว่าผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากงานเขียนของเขา มากมายกว่าในห้องเรียนเสียด้วยซ้ำ

บางคนอาจจะสงสัยว่าคุณฮีลเลอร์ เป็นใครมาจากไหน เขาคนนี้เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการออกแบบมานานมากคนหนึ่ง ถ้าดูจากประวัติการทำงานยาวเป็นหางว่าว จะบอกได้ว่าหน้าที่การงานหลักของเขาคือการเป็นผู้กำกับศิลป์อาวุโสของสิ่งพิมพ์ในเครือนิวยอร์คไทมส์ และอีกหน้าที่หนึ่งที่น่าอัศจรรย์ใจว่าเขาเอาเวลาและเรี่ยวแรงจากไหนมาทำ ก็คือการเป็นนักการศึกษาตัวยง ควบคุมทั้งการสอนและหลักสูตรให้กับหลักสูตรปริญาโทของ สคูล ออฟ วิชวล อาร์ต ในนิวยอร์ค

คุณสตีเฟน ฮีลเลอร์ เป็นคนขยันออกหนังสือเหลือเกิน บางทีปีละสองสามเล่มบางทีก็เกินกว่านั้น ถึงจะออกถี่เหลือเกินแต่ทุกเล่มล้วนมีคุณภาพคับแก้วทั้งสิ้น ครอบคลุมการออกแบบหลายประเภทที่เชื่อมโยงกับกราฟิกดีไซน์ บ้างก็เขียนเอง บ้างก็กวาดงานเขียนเรียบเรียงจากงานของใครต่อใครที่มีชื่อเสียงหลายคน เวลาผมไปต่างประเทศก็ไล่กวาดซื้อเอามากองๆ ไว้ ทะยอยอ่านไปเรื่อยๆ ตามแต่เวลาจะอำนวย นั่นไม่ได้หมายความว่า เราต้องรีบร้อนอ่านให้ทันแกเขียนหรอกนะครับ

ส่วนใครอยากจะเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการออกแบบเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ ผมขอแนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู ลองหันมาสะสมข้อมูลทางการออกแบบในลักษณะนี้บ้าง นอกเหนือจากหนังสือประเภทภาพรวมงานที่ให้ข้อมูลทางเทคนิคและสไตล์ล่าสุด

ผมเพิ่งจะตามอ่านย้อนหลังหนึ่งในหลายเล่มจากกองหนังสือที่ว่า เจ้าเล่มนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2002 โน่น ซื้อมาตอนปีถัดมา เพิ่งจะมาได้อ่านเอาปีนี้ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “Education of a design entrepreneur”

แหมพอเหมาะพอดี หัวเรื่องเอนเทอพรีนัวร์ (entrepreneur) ที่ว่านี้กำลังกลายเป็นคำฮิตติดปากแวดวงธุรกิจหลังวิกฤติของบ้านเรา คำว่าเอนเทอพรีนัวร์นั้น หากเปิดพจนานุกรมก็จะแปลได้ใจความว่าผู้ประกอบกิจการ อันที่จริงแล้วคำนี้กินความหมายลึกซึ้งกว่านี้นัก มันหมายถึงการเป็นผู้ประกอบการที่กล้าจะแหวกกฎเกณฑ์ทั่วไปทางการตลาด นำเสนอสิ่งใหม่ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ นับว่าได้เป็นการทำธุรกิจบนความเสี่ยง

หนังสือเปิดประเด็นมาก็โดนใจผมเสียเหลือเกิน คุณสตีเฟน ฮีลเลอร์ พรรณนาถึงความพิเศษที่น่าสนใจของอาชีพนักออกแบบ ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่สามารถสร้างผลงานให้มีผลต่อสังคมผ่านทางสื่อต่างๆ แถมยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเติบโต นักออกแบบส่วนใหญ่ใช้เวลาตลอดชีวิตของตนเป็นผู้ให้บริการ นักออกแบบเป็นนักแก้ปัญหาให้คนอื่น แต่พอจะต้องเริ่มทำอะไรให้ตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงธุรกิจแล้วด้วยนั้น อืม...ไม่ต้องพูดถึง เหตุนี้จึงมีนักออกแบบจำนวนไม่มาก ที่ก้าวออกจากการเป็นนักออกแบบธรรมดามาเป็นนักออกแบบเอนเทอพรีนัวร์ ทั้งๆ ที่ตนเองก็เรียนมาเป็นนักสร้างสรรค์ มันเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ของนักออกแบบ?

หนังสือยกตัวอย่างนักออกแบบจำนวนหนึ่ง ที่ก้าวข้ามผ่านมาสู่เอนเทอพรีนัวร์ชิป (entrepreneurship) ไว้ในหลายสาขาเช่น แฟชั่น ของเด็กเล่น หนังสือ นิตยสาร เกมส์ การ์ตูน เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้แต่ฟอนต์ บ้างประสบความสำเร็จ บ้างเท่าตัว บ้างได้ผลไม่คุ้มเสี่ยง แต่ทุกคนได้ชื่อว่าพยายามนำเสนอจุดต่าง นำ “ความสามารถเฉพาะ” ของตนเองในฐานะนักออกแบบประเภทนั้นๆ ประกอบกับความชอบและเอกลักษณ์ของตนมาใช้สร้างเป็นจุดแข็งให้กับธุรกิจ

อย่างนี้เขาน่าจะเรียกว่า การทำสิ่งที่ใจรักให้กลายมาเป็นธุรกิจ เป็นนายทุนตัวเอง จึงได้งานอย่างที่ไม่ต้องถูกนายทุนแปลงเจตนาและรูปแบบ แล้วสังคมก็ได้ทางเลือกในการบริโภคอะไรที่ใหม่และแตกต่างจากระบบการสร้างงานออกแบบที่เอาธุรกิจเป็นตัวนำอ่านเล่มนี้จบผู้เขียนไม่ได้สรุปอะไรให้กลืนง่ายๆ ก็ตามสไตล์ของคุณพี่เขา แต่ผมอ่านจบแล้วฉุกคิดว่า เจ้าหนังสือเล่มนี้มันก็มีความเป็นเอนเทอพรีนัวร์ในตัวมันเอง กล่าวคือคุณสตีเฟน ฮีลเลอร์ เขาก็บุกเบิกหนังสือกราฟิกดีไซน์ประเภทนี้มาเป็นคนแรกๆ จนสร้างให้เกิดกลุ่มการตลาดและกลุ่มผู้อ่านของตนเอง เขามองเห็นว่ายังมีนักออกแบบอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้แต่จะเสพงานออกแบบจากหนังสือภาพรวมเล่มงานชนะรางวัลแต่อย่างเดียว

หนังสือกราฟิกดีไซน์สำหรับอ่านในบ้านเรานั้น ยังมีการนำเข้ามาขายน้อยมากเหลือเกิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะป้อมปราการทางภาษา แต่ผมเองกลับมองว่านิสัยเรื่องการอ่านของนักออกแบบบ้านเราต่างหากที่เป็นปราการที่แท้จริงเราแทบไม่ต้องพูดถึงหนังสือสำหรับอ่านเกี่ยวกับการออกแบบที่เป็นภาษาไทย นั่นยิ่งน้อยนับเล่มได้ มันน้อยจนน่าใจหายจริงๆ ผมว่านี่มันก็คงอารมณ์ใกล้ๆ (แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว) กับคุณฮีลเลอร์ ตอนที่เขาคิดจะนำตรงนี้มาทำเป็นเอนเทอพรีนัวร์ชิปของตัวเอง

จินตนาการนั้นสำคัญไฉน (๒)

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๔๗

-----> “สตีเฟน ฮอว์กิ้ง” อัจฉริยะอีกคนในยุคปัจจุบัน เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “คนที่มีความรู้มากที่สุดในโลกอดีต เมื่อเทียบกับคนที่มีความรู้มากที่สุดในโลกปัจจุบัน ก็คงจะกลายเป็นคนที่มีความรู้น้อย เพราะความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ต่อยอดมาจากความรู้พื้นฐานเดิม”

ผมเองกลับคิดว่าคนในปัจจุบันมีความรู้มากกว่าก็จริง เพราะระบบการศึกษาจัดตั้งมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ให้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงเกิดเป็นระบบการผลิตคนเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไป ครั้นพอมีจินตนาการหลุดลอดผ่านออกมา ระบบการเรียนก็ไม่มีระบบการสอนที่เป็นขั้นตอน ว่าจะสามารถจัดการกับจินตนาการที่ได้มาอย่างไร จะพัฒนามาให้สำริดผลได้อย่างไร ทุกวันนี้คนเราถูกโปรแกรมมาให้ชำนาญการเป็นอย่างๆ โดยความรู้รอบตัวเป็นเพียงแค่ทางเลือกส่วนบุคคลในการบริโภคข้อมูลเท่านั้น แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือขาดการส่งเสริมเรื่องการสร้างจินตนาการ

จะว่ากันไปแล้ว จินตนาการเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนกันได้ แต่สามารถถูกป้อนเป็นทักษะเพื่อให้กลั่นออกมาเป็นอุดมคติส่วนบุคคลได้ จึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่า หากเราจับจินตนาการมาจัดระเบียบลงในแบบการศึกษาสำเร็จรูปในปัจจุบันแล้ว กลายเป็นว่าเรากำลังส่งเสริมการสร้างจินตนาการ หรือเป็นการหยุดสร้างจินตนาการในทางอ้อมกันแน่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา เจ้าสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะ” และ “ความเข้าใจ” ในศิลปะไม่ได้ถูกปลูกฝังในระบบของการเรียนการสอนเท่าที่ควร จึงเป็นเหตุให้เกิดการเสียสมดุลในระบบความคิด เพราะจินตนาการมาจากความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการฝึกทักษะทางศิลปะ จะเห็นได้จากความสมดุลในทุกๆ ศาสตร์ ที่ถ่วงน้ำหนักและประสานองค์ความรู้อย่างลงตัว มันจึงทำให้คนอย่าง ดาร์วินชี ใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลจากจินตนาการของเขา ถึงแม้เจ้าตัวไม่ได้มีโอกาสได้ใช้หรือเห็นสิ่งประดิษฐ์เป็นรูปร่าง เจริญงอกงามตามแนวความคิดที่ตนเองคาดหมายไว้ในวันนี้ก็ตาม

การมีจินตนาการหรือการมีวิชั่นนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความแตกต่าง ระหว่างการเป็นวิศวกรธรรมดากับวิศวกรที่สามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ได้ใหม่ หรือการเป็นนักออกแบบทั่วไปแขนงต่างๆ ที่อยู่ในข่ายผู้สร้างสรรค์อยู่แล้วนั้น ก็เฉือนกันตรงที่จินตนาการ ผมว่าคนที่จะเป็นแนวหน้าในอาชีพอะไรก็ตาม นักการเมือง นักเขียน หรือแม้แต่อาชีพอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ขาย ก็ต้องใช้ทักษะดังกล่าว ผมว่าเจ้าทักษะจินตนาการนี้เองเป็นระบบวัดความแตกต่างจาก “คนทั่วไป” กับ “อัจฉริยะ”

หนังสือดาร์วินชีโค้ดเล่มที่ว่า เป็นอะไรที่น่าสนใจในตัวของมันเองเช่นกัน เพราะนักเขียนหยิบจับข้อเท็จจริงบางประการ มาผสมปนกับการใช้ตัวละครจากจินตนาการของตนดำเนินเรื่องอิงข้อเท็จจริง ประกอบกับความคลุมเครือทางประวัติศาสตร์ในเชิงของวรรณกรรม นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้จินตนาการพัฒนาทักษะในชั้นเชิงของงานวรรณกรรมสัมพันธภาพระหว่างจินตนาการและเทคโนโลยีนั้น ก็มีการผลักดันซึ่งกันและกันมาโดยตลอด บางครั้งเราก็เห็นจินตนาการเป็นตัวชี้นำให้เกิดเทคโนโลยีมารองรับ ในขณะที่บางคราเทคโนโลยีก็ส่งอิทธิพลและเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดจินตนาการใหม่ กระนั้นทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ ขยายข้อจำกัดเดิมที่มีอยู่

ลีโอนาโด ดาร์วินชี เป็นบุคคลตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นบุคคลรอบด้าน ที่สามารถแบ่งสัดส่วนการสร้างจินตนาการและเทคโนโลยีในมันสมองก้อนน้อยๆ ของมนุษย์เราได้อย่างน่าทึ่ง ผมมีความเชื่อว่าภาคทักษะทางศิลปะในตัวของดาร์วินชี เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสมดุลดังกล่าว ระหว่างจินตนาการและเทคโนโลยีในตัวบุคคล

หากเป็นความจริงว่าจินตนาการเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรมีไว้เพื่อให้เกิดทักษะทางการสร้างสรรค์ แต่เสียดายที่ทุกวันนี้ประเทศเราผลักดันแต่เรื่องของเทคโนโลยี หลักๆ ก็คงเป็นเพราะเราขาดจินตนาการที่จะผลักดันเทคโนโลยี ถ้าเปรียบเป็นคานมันก็คงเสียสมดุลเพราะหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง

เอาล่ะครับ ผมคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายให้เสียเวลาเปล่าๆ ว่าเรื่องยาวคราวนี้เกี่ยวกับศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นเรื่องหลักของคอลัมน์นี้ ประเด็นที่ต้องการชี้ได้ข้ามผ่านมาแล้ว ผมเองในฐานะนักการศึกษาคนหนึ่งเข้าใจแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร ในการสร้างความสมดุลที่ว่าให้เกิดขึ้น

ขอยกคำพูดเชยๆ ที่ว่า “ศิลปะกล่อมเกลาจิตใจและช่วยสร้างจินตนาการ” คำกล่าวนี้ยังใช้ได้ดีเสมอ หากแต่ทุกวันนี้เราใช้มันแบบประโยคสูตรสำเร็จ ที่พูดกันจนไม่ได้หยุดคิดถึงความหมายที่แท้จริงของมัน

จินตนาการนั้นสำคัญไฉน (๑)

อนุทิน วงศ์สรรคกร
สิงหาคม ๒๕๔๗

-----> หนึ่งในหนังสือนวนิยายแนวอิงเรื่องหรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ อันเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เห็นจะไม่มีใครเกิน “ดาร์วินชีโค้ด” หนังสือขายดีติดอันดับนิวยอร์คไทมส์ ของนักเขียนนามว่า “แดน บราวน์”

เรื่องย่อของหนังสือเล่มนี้มีอยู่ว่า องค์การลับแห่งหนึ่งซึ่งกระจายอยู่ทั่วยุโรป สมาชิกประกอบไปด้วยรายชื่อกลุ่มบุคคลอัจฉริยะทั้งหลาย คนเหล่านี้กุมความลับของคริสต์ศาสนจักรเอาไว้ ความลับที่ว่าก็คือพระเยซูไม่ได้ตายบนไม้กางเขนตามที่เราเข้าใจ หากแต่ถูกช่วยเหลือให้หลบหนีออกมาได้ แล้วอพยพไปอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีภรรยา มีครอบครัว ใช้ชีวิตเป็นคนสามัญชน และมีผู้สืบสกุลหน้าที่ขององค์การที่ว่าก็คือ รวบรวมข้อมูลสายสัมพันธ์ดังกล่าว และบันทึกสายพันธุกรรมรุ่นลูกรุ่นหลานของพระเยซู ตามที่ชาวคริสต์เชื่อกันว่าพระเยซูหรือจีซัสนั้นคือบุตรของพระผู้เป็นเจ้า

เจ้าเรื่องที่มาเกี่ยวพันกับดาร์วินชีก็คือ ในฐานะของสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของกลุ่มบุคคลอัจฉริยะนี้ ดาร์วินชีได้พยายามบอกใบ้ข้อมูลดังกล่าวเอาไว้ในภาพเขียนดังภาพต่างๆ ของตนเอง ดาร์วินชีโค้ด กลายเป็นหนังสือขายดีมากเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่ก็อย่างที่จั่วหัวไว้ตั้งแต่ต้นว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา โดยผสมผสานเรื่องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง นักเขียนนำเอาความลึกลับ ความอัจฉริยะ ความเป็นนักคิดสร้างสรรค์เหนือกาลเวลาของลีโอนาโด ดาร์วินชี มาใช้เป็นน้ำหนักถ่วงในการสร้างความน่าสนใจและความน่าจะเป็น ซึ่งก็ใช้ได้ผลดีจริงๆ เสียด้วย นี่ก็แว่วมาอีกว่าไม่นานจะมีหนังฮอลลีวู้ดออกมาให้ชมกัน เพราะบทประพันธ์นั้นถูกซื้อไปทำเป็นบทหนังเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเป็นภาพยนตร์ออกมาก็คงจะได้รับการตอบรับไม่แพ้หนังสือเล่มหนาเป็นแน่ สงสัยกันแล้วสิครับ ว่าเนื้อหาคราวนี้เป็นการแนะนำหนังสือหรืออย่างไร

ผมไม่ได้พยายามมาทำเท่เกาะกระแสดาร์วินชีโค้ดฟีเวอร์แต่อย่างไรหรอกครับ อย่าเข้าใจผิด เพราะหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ใหม่อะไร บ้านเราเพิ่งจะเห่อกันไม่นานมานี้ บังเอิญที่ว่าหนังสือเล่มนี้รื้อพื้นความสนใจบางประการของผมเกี่ยวกับนักคิดล้ำยุคคนนี้ ทำให้เหลือบไปเห็นความสัมพันธ์แบบเดียวกัน จากตัวหนังสือกับบุคคลที่ถูกยกมาเป็นมูลเหตุของเรื่อง ที่ขึ้นเรื่องลากมาเสียยาวเหยียด

อนุมานว่าทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าใครคือ ลีโอนาโด ดาร์วินชี เอาแบบสั้นๆ รวบรัด เขาคือ นักคิด นักวิทยาศาสตร์ จิตรกร นักเขียน นักประดิษฐ์ วิศวกร สถาปนิก ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ไฮไลท์ของยุคเรอเนสซองส์จากศตวรรษที่สิบห้า ศิลปินที่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากตระกูลดาร์มิชชี ผู้ปกครองเก่าแก่ของอิตาลีเช่นเดียวกับศิลปินรุ่นน้องอีกคนอย่างไมเคิล แองเจโล

พูดถึงดาร์วินชี ทุกคนก็จะนึกถึงรูปโมนาลิซ่าเป็นหลัก แต่อย่างที่ทราบกันว่าเขาคนนี้ไม่ใช่แค่จิตรกรเท่านั้น สิ่งที่สร้างชื่อให้ดาร์วินชี่อย่างมากอีกอย่างก็คือ สมุดบันทึกผลงานการทดลอง และการวาดจินตนาการทางนวัตกรรมล้ำกาลเวลาของเขา เป็นผลงานอีกชิ้นที่สร้างความฮือฮาและจดจำไม่แพ้ทักษะทางการวาดภาพ และผลงานการจรดพู่กันที่นำมาตีความกันต่างๆ นาๆ

ว่ากันว่าเจ้าสมุดบันทึกที่เหลือให้เห็นเป็นหลักฐานในทุกวันนี้ มันเป็นเพียงแค่จำนวนเกือบไม่ถึงหนึ่งในสามของจินตนาการทั้งหมด ทราบกันหรือไม่ว่า ดาร์วินชีนั้นจดบันทึกงานออกแบบ และทฤษฎีต่างๆ ของเขาโดยใช้เทคนิคการเขียนกลับข้าง เหตุเพราะเขาต้องการทำให้ยากต่อคนอื่นในการทำความเข้าใจ การลอกเลียนผลงานความคิดสร้างสรรค์ และบางส่วนก็เป็นการปกปิดแนวความคิดที่มีผลค้านกับความเชื่อของศาสนจักร กอปรกับตัวดาร์วินชีเองเป็นคนถนัดซ้าย ใช่ครับถนัดซ้าย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับยุคนั้น ที่พ่อแม่มักจะฝืนให้เด็กที่ถนัดซ้ายมาใช้มือขวา ดาร์วินชีจึงคิดริเริ่มพัฒนาให้ตนเองเขียนหนังสือจากขวาไปซ้ายเพื่อให้สะดวกและไม่เลอะเปรอะหมึก

จินตนาการของดาร์วินชี ที่สามารถก้าวข้ามผ่านมาเป็นความจริงได้ในโลกยุคใหม่ก็อย่างเช่น แนวความคิดเรื่องเฮลิคอปเตอร์ รถถัง อุปกรณ์กระโดดร่ม อุปกรณ์ดำน้ำ เป็นต้น นี่ยังไม่นับระบบเฟือง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริงและถูกพัฒนาในยุคสมัยนั้นจนกลายมาเป็นแม่แบบของระบบกลศาสตร์ในปัจจุบัน

ภาพของอนาคตที่ดาร์วินชี่วาดเอาไว้ หลายอย่างถูกตอบสนองโดยเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาต่อยอดกันมาจากองค์ความรู้เดิมในแต่ละห้วงเวลา เมื่อทำความเข้าใจแล้วจะเห็นได้ว่าจินตนาการมีบทบาทสูงและสำคัญมากทีเดียว ในการผลักดันให้เทคโนโลยีมีความจำเป็นต้องถูกเร่งพัฒนาขึ้นมารองรับจินตนาการนั้นๆ โดยมีการเงินและการค้าเข้ามาเป็นตัวหล่อลื่น ลองคิดเล่นๆ ดูสิครับ ว่านี่แค่จินตนาการบางส่วนจากเพียงเกือบหนึ่งในสามที่ส่งให้เกิดอิทธิพลกับภาพของโลกปัจจุบัน ถ้าสมุดบันทึกนี้อยู่อย่างครบถ้วน มันจะสามารถผลักโลกของเราไปในทิศทางใด

ความสมบูรณ์อยู่ตรงไหน

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กรกฎาคม ๒๕๔๗

----->เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ออฟฟิศของเราอยู่ใกล้กับร้านเบอร์เกอร์สัญชาติอเมริกันแห่งหนึ่ง จึงไม่แปลกอะไรถ้าวันไหนที่เรารีบเร่ง การขย้อนแฮมเบอร์เกอร์เพื่อประหยัดเวลาก็ดูจะสมกับสถานการณ์ที่เวลาวิ่งไล่ตามติด แต่โปรดอย่าเข้าใจผิดไป มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยหรอกครับ ถ้าต้องรีบทุกวันขนาดไม่มีเวลานั่งทานข้าวกลางวันอย่างเป็นสุขเช่นปกติชน ป่านนี้ผมคงรวยไปแล้ว

วันนี้เรามีนัดที่จะต้องไปคุมถ่ายรูปเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง ที่ออฟฟิศของเราเข้ามาดูแลในส่วนของการทำโปรโมชั่น การคุมถ่ายภาพ จริงๆ แล้วสำหรับผมน่าจะเรียกว่างานลูกค้าสัมพันธ์มากกว่า เพราะสำหรับช่างภาพที่ทำงานร่วมกันประจำ บอกสองสามคำเขาก็รู้แล้วว่าเราต้องการอะไร ประมาณว่ารู้ทางกันว่างั้นเถอะ เวลาส่วนใหญ่จะใช้ในการตอบคำถามลูกค้าเสียมากกว่า เพราะเป็นเรื่องปกติที่ลูกค้าเกือบร้อยทั้งร้อยต้องมาดูเวลาจัดถ่ายภาพ

ในบางกรณีสำหรับงานเล็กน้อยที่ประหยัดงบ เราก็ต้องทำตัวเป็นช่างภาพเสียเอง เดี๋ยวนี้ง่ายและสะดวก ลงทุนซื้อกล้องดิจิตอลรุ่นดีๆ สักตัว เอาแบบที่เม็กก้าพิกเซลเยอะๆ ไว้ก่อน แล้วเอาไปปรับแต่งภาพอีกทีในโปรแกรม เพิ่มโน่น ลบนี่ เพื่อความสวยสมบูรณ์ มันช่วยให้งานที่ค่อนข้างเร่ง งบน้อย และไม่ซีเรียสมากเรื่องคุณภาพรูปมีทางออกมากขึ้น จะว่าไปแล้วแม้แต่งานงบเยอะที่ใช้ช่างภาพถ่ายเอง เมื่อนำมาสแกนเป็นไฟล์ ยังไงก็ยังต้องตกแต่งเก็บรายละเอียดด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อความสมบูรณ์อีกอยู่ดี เจ้าค่าบริการที่เพิ่มขึ้นตามมาก็คือค่าตกแต่งภาพหรือที่เรียกติดปากกันว่า รีทัชชิ่ง อีกนัยหนึ่งคือค่าบริการปรุงแต่งภาพให้มีความเกินจริง เพื่อให้เกิดความตื่นตาประทับใจ

บังเอิญหลายเรื่องติดพันจากการเร่งจบงานเมื่อคืนก่อน ทำให้เราเริ่มวันค่อนข้างสาย เราจึงตัดสินใจเลือกเมนูแบบแดกด่วนร้านใกล้ เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับเมนูร้านอาหารประเภทจานด่วนเป็นอย่างดี ภาพของก้อนขนมปังเบอร์เกอร์และเฟรนชฟรายด์ ถูกจัดถ่ายอย่างบรรจง แสงที่พอเหมาะ เนื้อๆ เน้นๆ แน่นอนล่ะครับ เป็นปกติที่เมนูอาหารหรือภาพโฆษณามักดูดีเสมอ

ผมกับคุณพงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ หุ้นส่วนออฟฟิศอีกคน ยังพูดเล่นติดตลกกันเรื่องรูปอาหารบนเมนูว่า นักออกแบบอย่างเราๆ นี่ก็คือนักบิดเบือนดีๆ นี่เอง รูปที่จะต้องไปถ่ายเครื่องสำอางวันนี้ ก็ต้องออกมาในระดับเกินจริงไม่ต่างอะไรกับเบอร์เกอร์บนกระดานเมนูเรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาระหว่างมื้อด่วน

....เมื่อคิดดูแล้วการถ่ายภาพอาหารที่บรรจงจัดถ่ายออกมาดีเหลือเกิน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นโดยทั่วไป เกือบร้อยทั้งร้อยเมื่อคุณสั่งมาจริง หน้าตาไม่เหมือนในรูป อย่างดีก็ละม้าย เนื้อชิ้นเล็กลงไปตั้งเยอะ สัดส่วนไม่เห็นใหญ่เหมือนในรูป คุณพงศ์ธรเลยเสริมว่า สู้เมนูอาหารบางร้านที่ถ่ายกันเองโดยไม่ใช้ช่างภาพอาชีพไม่ได้ รูปที่มาแปะอยู่บนเมนูแบบทำมือทำกันแบบบ้านๆ คือสิ่งที่คุณจะได้เห็นจริงๆ บนโต๊ะ เออก็จริง...เรียกได้ว่าจริงใจ

มันชวนให้นึกไปถึงกรณีอื่นๆ ที่อิทธิพลของความสมบรูณ์สร้างภาพในอุดมคติ และชี้นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ผมเคยคิดเหมือนกันว่าทำไมเมื่อตอนเป็นเด็ก ดันมีความรู้สึกว่าการบีบยาสีฟัน ถ้าจะให้ดีคือการบีบให้ออกมาจากหลอดอย่างสวยงาม ความยาวพอดีกับขนาดแปรง แต่ในความจริงเราไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อยที่จะใช้ยาสีฟันมากมายขนาดนั้น สารในยาสีฟันจะทำงานได้ดีกว่าเมื่อถูกบีบออกมาเป็นเส้นอย่างสวยงามหรือก็เปล่าผมก็ไม่ทราบได้

ผมว่าเราสามารถเทียบเคียงกับพฤติกรรมผู้บริโภคแปลกๆ อีกหลายอย่าง ที่คุณคิดว่าไม่สามารถหาเหตุผลได้ จากพลังในการชี้นำของสื่ออย่างไรก็ตาม มันเป็นขบวนการที่นักสร้างสรรค์สร้างขึ้นเพื่อให้ได้งานที่ดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรในวิชาชีพ มันเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่มองหาความสมบูรณ์ในชีวิตประจำวัน หรืออย่างที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า "พิคเจอร์เพอร์เฟ็ค"

หากตะแคงดูจากอีกด้านเพื่อให้ถี่ถ้วนแล้ว จะเห็นได้ว่าการสร้างความสมบูรณ์แบบบนสื่อชนิดต่างๆ มันก็ผนวกด้วยการปลูกฝังมายาภาพและอุบายทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ชีวิตไร้สายคือเท่ ซื้อมากจะประหยัดมาก หน้าใสเรียบ วงแขนขาวกิ๊ก การแต่งกายและชีวิตที่เหมือนตัวละครโขกออกมาจากนิยาย เชื่อไหมครับว่าคนส่วนใหญ่มองหาและต้องการบริโภคภาพของความสมบูรณ์ที่ว่า คนที่มีภูมิต้านทานน้อยต่อมายาคติ ก็จะตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์การตลาดและภาพมายาได้ง่าย ไม่น่าสงสัยเลยว่าการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายและวัยทวีนจึงเต็มไปด้วยภาพของความสมบูรณ์แบบสุดตกขอบกรณีเหล่านี้

เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป บางทีเราอาจจะไม่ค่อยได้ใส่ใจกับมัน หรือบางคราเราอาจรู้สึกได้เป็นกรณีไป แล้วก็แค่พูดติดตลกเป็นครั้งคราวกับคนรอบข้าง อย่างที่เราพูดถึงเบอร์เกอร์มื้อนี้ที่สั่งมา ที่จริงแล้วมันอยู่รอบตัวเรานี่เอง มีอยู่ทุกหนแห่ง และมีผลกระทบในลักษณะที่มองไม่เห็น

จะว่าไปแล้วทุกอย่างมันก็มีเหตุผลในตัวมันเอง นักออกแบบมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกินความจริงไปหน่อย เพื่อให้ได้งานที่ดี ในความหมายของคำว่างานที่ดี คืองานที่สร้างความงามสมบูรณ์แบบอย่างนั้นหรือ บางครั้งความเป็นจริงก็ไม่สามารถขายตัวมันเองได้ จึงต้องทำให้เกินจริงเข้าไว้ หรือว่ามนุษย์เราต้องการเติมเต็มความสมบูรณ์ที่ไม่สามารถพบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน หรือแค่ว่ามนุษย์เราเคยชินกับความเกินจริง จนเกิดความคาดหวังที่จะได้เห็นมโนภาพของความสมบูรณ์บนสื่อต่างๆ มากกว่าความจริง

ผมว่ามันก็คงไม่ต่างอะไรกับการที่รู้อยู่แล้วว่าเปิดห่อแฮมเบอร์เกอร์ที่สั่งมา มันจะไม่มีวันดูดีเท่ารูปที่ทำให้เราซื้อ

วันนี้ตารางการทำงานจบลงที่สตูดิโอถ่ายภาพ ทุกอย่างเป็นไปตามภาพตัวอย่างที่เราใช้กล้องดิจิตอลถ่ายเป็นไกด์เอาไว้ เราเริ่มถ่ายภาพไปทีละชุด ผมเองก็ทำหน้าที่ตอบปัญหาลูกค้าเรื่องโน่นนี่ พูดคุยเรื่องต่างๆ นาๆ ไปเรื่อย และแล้วผมก็เอ่ยปากขอให้ส่งโลชั่นมาอีกขวด เพื่อเอามาเติมลงไปในขวดที่เราใช้ถ่ายภาพอยู่ เพียงเพื่อให้เนื้อครีมดูเต็มน่าใช้ ครับ มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ผมว่ามันเป็นสัญชาติญาณบางชนิดที่เราถูกปลูกฝังกันมาเกี่ยวกับความสมบูรณ์แบบ

ตายแล้วเกิดใหม่

อนุทิน วงศ์สรรคกร
มิถุนายน ๒๕๔๗

----->ในวงการแฟชั่นทั่วโลก “แฟชั่นแบรนด์” ก็เหมือน “มนุษย์” นั่นแหละครับ มันก็มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีตอนรุ่งเรือง มีตอนตกต่ำ จะแตกต่างจากมนุษย์เราก็ตรงที่ หลายแบรนด์ลาจากไป ในขณะที่บางแบรนด์สามารถปัดฝุ่นอัพเดทกลับมาเกิดใหม่แถมไปได้ดีก็มีเยอะ

บังเอิญว่าผมมีโอกาสได้ผ่านตารายงานประจำปีของแบรนด์เสื้อผ้าที่กำลังมาแรงแบรนด์หนึ่งในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมา กวาดสายตาไปเจอประวัติและที่มาที่ไปของแบรนด์นี้ คิดว่ามีที่มาที่ไปที่น่าสนใจจึงขอนำเรื่องนี้มาถ่ายทอดให้ได้อ่านกัน ครั้งแรกที่ผมได้เจอะเจอกับเสื้อผ้ายี่ห้อนี้ คร่าวๆ ประมาณเจ็ดแปดปีที่แล้ว จำได้ถึงร้านใหญ่ที่เซาท์สตรีท ซีพอร์ต ในนิวยอร์ค

เสื้อผ้าร้านนี้ใส่ค่อนข้างยากสำหรับผม แต่ในฐานะนักออกแบบ ผมชอบการควบคุมสไตล์และอิมเมจของร้าน จึงเป็นเหตุให้เข้าไปเยี่ยมชมเสื้อยืดสไตล์ที่ใส่แล้วดูเหมือนยืดเยิน กับราคาเหยียบห้าสิบเหรียญอยู่ครั้งคราว ก่อนหน้านี้ผมยังเคยแนะนำให้ใครหลายคนซื้อฝากพี่น้องผองเพื่อน เพราะสังคมบ้านเราเห่อแบรนด์โน้นยี่ห้อนี้เป็นพักๆ ต้องรีบใส่และเลิกใส่ก่อนใคร ซึ่งผมเห็นว่าในขณะนั้นยังไม่มากคนนักที่ค้นพบเสื้อผ้าแบรนด์นี้

หลายปีผ่านไป ตอนนี้ผมเริ่มเห็นว่ามีคนใส่แบรนด์นี้บ้างแล้วในบ้านเรา สงสัยแล้วล่ะสิว่าผมกำลังพูดถึงแบรนด์อะไรอยู่ ครับ ผมกำลังจะเอาประวัติคร่าวๆ ของอะเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทซ์ (Abercrombie & Fitch) หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า เอแอนด์เอฟ (A&F) มาเล่าให้ฟัง

หลายคนที่รู้จัก เอแอนด์เอฟ ในอิมเมจของเสื้อผ้าสไตล์ วินเทจ ออลอเมริกัน คอลเลจ ทุกวันนี้อาจไม่ทราบว่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้แทบไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอิมเมจที่ว่าเลย แล้วเอแอนด์เอฟก็ไม่ใช่ชื่อใหม่อะไรเลย หากแต่มันเป็นยี่ห้อที่ก่อตั้งมากว่าร้อยปี ตั้งแต่ปี 1892 โน่น

เริ่มต้นด้วยความรักในการเดินป่าผจญภัย ของนักทำแผนที่นิวยอร์เกอร์ คนหนึ่งชื่อ เดวิท อะเบอร์ครอมบี เขาฝันอยากจะมีร้านอุปกรณ์กลางแจ้งครบวงจรในแบบที่ตนเองต้องการ เอแอนด์เอฟในยุคแรกจึงเป็นเรื่องของเสื้อผ้า อุปกรณ์การเดินป่า ตกปลา และล่าสัตว์ ซึ่งตรงข้ามกับรูปแบบของเอแอนด์เอฟในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

เดวิท เป็นคนที่ต้องการจะขายสินค้าที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น จึงทำให้เขาประสบปัญหาการเงินอยู่บ่อยครั้ง ร้านในนิวยอร์คซิตี้มีการแข่งขันสูง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเดวิทคนเดียวที่จะบริหาร กระทั่งวันหนึ่ง ทนายความผู้รักชีวิตกลางแจ้ง อิสรา ฟิทซ์ ได้ค้นพบร้าน อะเบอร์ครอมบี แอนด์โค อิสราชอบใจในสินค้าของร้านที่ตรงใจเหลือเกิน และเมื่อได้รู้จักกับเดวิทที่เป็นคนคอเดียวกัน นั่นทำให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่การยื่นข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือในการขยายกิจการของอะเบอร์ครอมบี แอนด์โค

อิสราซื้อหุ้นอะเบอร์ครอมบี แอนด์โคอย่างเป็นทางการในปี 1900 และเปลี่ยนชื่อร้านเป็น อะเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทซ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตามระเบียบแล้ว หุ้นส่วนต้องทะเลาะกัน จริงครับ...ทั้งสองเริ่มขัดแย้งกันเกี่ยวกับแนวคิดของร้าน ในช่วงที่กิจการเริ่มขยายตัว เดวิท ต้องการให้ร้านสร้างความรักในการเดินป่าแก่ลูกค้าทั่วไป และแนะนำให้คนหันมาสนใจชีวิตกลางแจ้งมากขึ้น ในขณะที่อิสรา ต้องการจะทำตลาดเฉพาะนักผจญภัยมืออาชีพเท่านั้น ความขัดแย้งเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งปี 1907 เดวิทตัดสินใจขายหุ้นและลาออกจากบริษัทที่ตนเองก่อตั้งมากับมือเอแอนด์เอฟ ภายใต้การบริหารงานของอิสรา ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยเงินกู้ที่ใช้อัดฉีดจำนวนมหาศาล ทำให้จากร้านขายอุปกรณ์เดินป่าเล็กๆ กลายเป็นร้านใหญ่โตที่จำลองป่าทั้งป่ามาไว้ในร้าน

อิสราทุ่มเม็ดเงินลงทุนกับการพัฒนาเสื้อผ้าที่ครอบคลุมสภาพอากาสหลายแบบ และลงทุนกับการพิมพ์นิตยสารของตนเองเพื่อส่งเสริมการขาย ลงทุนแม้กระทั่งจ้างนักเดินป่าอาชีพมาทำหน้าที่พนักงานขาย ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่ง เอแอนด์เอฟ เคยแจ้งเกิดในแวดวงธุรกิจด้วยการเป็นร้านขายอุปกรณ์การเดินป่าและชีวิตกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อิสราเกษียณอายุและปลดตัวเองออกจากการเป็นผู้บริหารของเอแอนด์เอฟในปี 1977 จากนั้นบริษัทก็ดำเนินกิจการไร้ทิศทาง จนกระทั่งเป็นหนี้เงินกู้มากมายและถูกฟ้องล้มละลายในเวลาต่อมาเอแอนด์เอฟแบรนด์ ถูกขายเปลี่ยนมือมาตลอดสิบปีหลังจากล้มละลาย จนกระทั่ง ลิมิเต็ด อินซ์ (Limited Inc.) บริษัทในเครือผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เจ้าของแบรนด์ วิคตอเรีย ซีเครท มาช้อนซื้อหุ้นไปในปี 1988 ราคาถูกแสนถูก จากนั้นเอแอนด์เอฟถูกนำมาแต่งตัวใหม่ เปลี่ยนอิมเมจและจุดขาย ปรับกลุ่มเป้าหมาย ตั้งกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยแทบไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับของดั้งเดิมเลยภาพที่ผมได้เห็นเอแอนด์เอฟในวันนี้ กลายเป็นร้านของผู้รักกีฬาและชีวิตกลางแจ้ง ในสไตล์ออลอเมริกันย้อนยุคนิดๆ เล็งเป้าไปที่แฟชั่นวัยรุ่น ส่วนไอเดียของนิตยสารกึ่งแคทตาล็อกของ อิสรา ฟิทซ์ ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ กลายเป็นนิตยสารเอแอนด์เอฟ ควอเตอรี ที่ถูกวิภาควิจารณ์ทุกครั้งที่มีการตีพิมพ์ เหตุเพราะนำเสนอภาพเปลือยมากกว่าเสื้อผ้า ซึ่งเอแอนด์เอฟยกเลิกการตีพิมพ์นิตยสารไปเมื่อไม่นานนี้ หลังจากทนแรงเสียดทานจากนักวิจารณ์และสำนักข่าวต่างๆ ไม่ไหว ในขณะที่นับยอดขายนิตยสารไม่หวาดไม่ไหวเช่นกัน ทั้งหมดนี้มีการลงความเห็นกันว่า ควรยกความดีความชอบให้กับช่างภาพชื่อดัง บรู๊ซ เวปเบอร์ ซึ่งใช้แนวภาพถ่ายแฟชั่นขาวดำเฉพาะตัวของเขา มาช่วยปัดฝุ่นให้กับแบรนด์

จากพนักงานขายที่เดิมเป็นนักเดินป่าอาชีพ มาสู่แผนส่งเสริมการขายแบบใหม่ในช่วงคริสต์มาสปีก่อน พนักงานชายหญิงหุ่นดีในชุดชั้นในเดินทักทายนักช้อปฯ ในร้าน เอแอนด์เอฟกลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดแบรนด์หนึ่งในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมาในตลาดหลักทรัพย์จากการประเมินของวอลล์สตรีท ความสำเร็จของเอแอนด์เอฟ มีมากแค่ไหนเหรอครับ ก็ลองสังเกตุดู ขนาดบ้านเรายังมีแบรนด์เสื้อผ้าที่ทำออกมาหน้าตาคล้ายจนเห็นถึงเจตนาลอกสไตล์เสื้อผ้า ลอกกระทั่งการตกแต่งร้าน

ผมเองอ่านประวัติจบแล้ว ก็ยังไม่สามารถโยงเส้นปฏิสัมพันธ์อย่างชัดเจน ระหว่างความคิดแรกเริ่มของแบรนด์กับสิ่งที่เห็นในวันนี้ มันเป็นแบรนด์ที่มีพัฒนาการน่าสนใจและแปลกมากแบรนด์หนึ่ง ผมไม่รู้ว่านายเดวิท อะเบอร์ครอมบี จะคิดอย่างไรกับเอแอนด์เอฟที่เปลี่ยนไปขนาดนี้

ที่ยกมาเล่าสู่กันฟังก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า แบรนด์สามารถถูกปรับปรุงได้ การออกแบบที่ดีต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง การสร้างภาพพจน์ก็ต้องสอดคล้องกับกาลเวลาและการตลาดที่เปลี่ยนไป แบรนด์สามารถถูกนำมายกเครื่องใหม่ได้ ผมว่าการขายเสื้อผ้ามันง่าย แต่การขายไลฟ์สไตล์นั้นยาก ดังนั้นการสร้างแบรนด์ที่ดีจึงมีค่ายิ่ง เพราะในแง่ของเงื่อนไขทางเวลาแล้ว เป็นความจริงที่ว่า “คนตายแต่แบรนด์อยู่”

ศิลปินหมากฝรั่ง

อนุทิน วงศ์สรรคกร
พฤษภาคม ๒๕๔๗

----->กว่าครึ่งปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพลงได้เริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดของการปฏิรูปช่องทางการขายและกลยุทธ์การตลาดอีกครั้ง ผมกำลังพูดถึงการจัดระเบียบ การครอบครอง และการได้มาซึ่ง “เอ็มพี ทรี ไฟล์” (MP 3) ให้เป็นเรื่องของธุรกิจ

แต่เดิม เอ็มพี ทรี เคยเป็นทางออกสำหรับศิลปินนักดนตรี ที่มองหาช่องทางในการเผยแพร่งานของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธุรกิจของบริษัทและค่ายเพลงที่กุมการตลาดรวมถึงช่องทางต่างๆ นอกจากนั้น เอ็มพี ทรี ยังเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนเพลงอย่างผิดกฎบ้านกฎเมือง แล้วจะไม่ให้อุตสาหกรรมเพลงขยับตัวเข้ามาในพื้นที่นี้เสียเองได้อย่างไรแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการผลักดันช่องทางการขายแบบเพลงต่อเพลงผ่านระบบของตนเอง การทำงานควบคู่กันระหว่าง “ไอพอด” (กระด้างภัณฑ์) และ “ไอทูน” (ละมุนภัณฑ์) เป็นการตลาดที่ถูกต้องตามเวลาและสถานการณ์ ทำให้เจ้าไอพอดกลายเป็นเครื่องเล่นเอ็มพี ทรีที่ขายดีที่สุดในอเมริกา

ผมเองก็ดีใจกับแอปเปิ้ลด้วย ในที่สุดก็เกาโดนที่คันเสียที กลายเป็นว่าแอปเปิ้ลเป็น “แม่แบบ” ในการจัดการของบริษัทอุตสาหกรรมเพลงเอ็มพี ทรี ไปเสียแล้วจุดเด่นของการตลาดแบบเพลงต่อเพลงอยู่ตรงที่ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการจับจ่าย สามารถเลือกซื้อเฉพาะเพลงที่ตนเองชอบ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งชุดให้เปลืองเงิน ราคาของแผ่นซีดีที่แพงขึ้นทุกวันก็มีส่วนทำให้เกิดการตลาดแบบเพลงต่อเพลงนี้

ว่าไปแล้วแนวคิดนี้มันกลายมาจากการตัดซิงเกิ้ลออกมาขายนั้นเอง หากแต่มันถูกพัฒนารูปแบบบนเทคโนโลยีใหม่ คิดไปคิดมา ทำให้ผมชักเป็นห่วงเจ้าเพลงประเภท บับเบิ้ล กัมส์ ฟังสองสามอาทิตย์เบื่อ นักร้องทำตัวน่ารักฉาบฉวย ทั้งชุดเพราะเพลงสองเพลง ปกอัลบั้มโคลสอัพทุกรูขุมขน เนื้อหาเพลงก็ซ้ำไปมา มิวสิควีดีโอก็...เอาล่ะ...ไม่ต้องอธิบายแล้ว น่าจะนึกภาพกันออก

การเข้ามาของธุรกิจเพลงต่อเพลง อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อนักร้องกลุ่มนี้กว่าศิลปินประเภทอื่น ที่ผมมองเห็นไรๆ จากตรงนี้ก็คือ รูปแบบการทำการตลาดแบบสูตรสำเร็จของเพลงประเภท บับเบิ้ล กัมส์ อาจต้องปรับปรุงอย่างจริงจัง หลังจากยึดถือสูตรสำเร็จเดิมๆ มาตั้งแต่ต้นยุคแปดศูนย์ และไม่ว่าประเทศไหนๆ สูตรนี้ใช้ได้หมดบับเบิ้ล กัมส์ คืออะไร? มันก็คือวิธีการนำเสนอสินค้าชนิดหนึ่งของอุตสาหกรรมเพลง เปรียบได้กับหมากฝรั่งเคี้ยวหวานอร่อยเมื่อยังใหม่ สูตรนี้เขาจะขายของใหม่สด เรื่องสุ้มเสียงมาทีหลัง ขอให้อายุน้อย หน้าตาดีไว้ก่อน อันเป็นโอกาสที่เหนือกว่าเมื่อนำมาเป็นตัวเลือก ทีนี้พอเคี้ยวต่อสักพักชักหายหวาน แล้วยังไงต่อ? ก็ถูกคายทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยเมื่อหมดรสชาติแล้ว ผู้บริโภคก็ยกขโยงไปเคี้ยวชิ้นใหม่

ทุกยุคที่ผ่านมาก็มีศิลปิน บับเบิ้ล กัมส์ เป็นของตนเอง แต่มี บับเบิ้ล กัมส์เมอร์ กี่รายที่สามารถหลุดพ้นจากอายุงานสองสามปีของตนเอง โตไปพร้อมๆ กับแฟนเพลง แล้วยังรักษาสถานภาพไว้ได้?วงการเพลงป๊อปแบบ บับเบิ้ล กัมส์ มีลักษณะจำเพาะอย่างที่ร่ายมา นักร้องเพลงป๊อปที่เข้าสูตรแบบแพ็คเกจสำเร็จรูป เรียกได้ว่าร้อยทั้งร้อยล้วนมีวันหมดอายุพิมพ์ติดอยู่ที่หน้าผากทั้งสิ้น ศิลปิน บับเบิ้ล กัมส์ จะสิ้นอายุทันที ถ้าภาพพจน์ของนักร้องไม่มีการพัฒนาไปตามความสมควร และอายุขัยก็ไม่โตไปตามแฟนเพลง อีกทั้งยังไม่สามารถขยายฐานผู้ฟังไปยังกลุ่มอื่นๆ

การเจริญเติบโตและเดินออกจากอุตสาหกรรมเพลงแบบ บับเบิ้ล กัมส์ ได้กลายเป็นเรื่องท้าทาย บับเบิ้ล กัมส์เมอร์ ทุกรุ่น นักร้องหญิงบางคนค่อยๆ ฉีกตัวเองจากภาพเด็กสาวไม่เดียงสาขายความน่ารักก็เพื่อให้อยู่รอดยืดอายุต่อไปในวงการ ซึ่งผมว่าถ้าเธอเหล่านั้นไม่โตออกจาก บับเบิ้ล กัมส์ คนฟังจะรำคาญและวันหมดอายุก็จะปรากฏชัดขึ้นก่อนเวลาอันควร เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องเริ่มเปิดเนื้อเปลือยหนังบ้าง ทำตัวให้เป็นข่าวบ้าง เพื่อเรียกร้องความสนใจ ในขณะเดียวกันลองมองจากอีกด้านสิครับ ผมกลับมองเห็นว่าคนจะเกลียดและชวนให้รำคาญมากกว่าเสียอีก ถ้าโตป่านนี้ยังมาทำตัวน่ารักหวานจ๋อยวิถีชีวิตที่เป็นสูตรสำเร็จประเภท บอยแบนด์ เกิร์ลแบนด์ ก็จัดได้ว่าอยู่ในโลกของ บับเบิ้ล กัมส์ เช่นกัน แตกต่างตรงที่หนุ่มสาวแบนด์เหล่านี้ อาศัยความหลากหลายของสมาชิกในวง แยกกันตีกลุ่มเป้าหมายของตนเพื่อขยายฐานแฟนเพลง โดยใช้หลักสูตร บับเบิ้ล กัมส์ ไปสักสองสามชุด จากนั้นแยกวง สูตรการแยกตัวสามารถล้างภาพเดิมและนำเสนอตัวเองเหมือนของใหม่อีกรอบในฐานะศิลปินเดี่ยวได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ส่วนใหญ่จะทำธุรกิจไปได้อีกหนึ่งถึงสองชุด ซื้อความสดไปได้อีกเฮือก เออจริงๆ แล้วเราไม่ได้แยกวงหรอกนะ นั่นเป็นข้ออ้างสุดฮิต กันท่าไว้ว่าถ้าไปเดี่ยวไม่รอดจะได้ไม่ปิดประตูหากิน

กลับมาสู่โลกของ เอ็มพี ทรี ผมว่าความสำคัญของปกอัลบั้มมีน้อยมาก ผู้บริโภคที่เลือกเสพ เอ็มพี ทรี นั่นหมายความว่า เขาไม่ยึดติดกับการบริโภคงานออกแบบปก บรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่เนื้อร้อง วิธีการนำเสนอของ บับเบิ้ล กัมส์เมอร์ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปเพื่อให้เข้ากับการทำตลาดแบบใหม่

ในฐานะนักออกแบบแล้ว จุดด้อยสำหรับผมก็คือตรงนี้แหละครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่บริโภคดนตรีควบคู่ไปกับการออกแบบปก บรรจุภัณฑ์ และเพลงข้างในมาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจ ผมยังอยากได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้ไม่ใช่แค่ไฟล์ ใครจะว่าผมยังติดอยู่ในโลกเก่าก็ไม่ว่ากัน เชื่อว่าทุกคนเมื่อโตมาถึงอายุประมาณหนึ่ง คุณเริ่มพบว่ามีวงดนตรีหรือศิลปินอยู่หยิบมือหนึ่งที่คุณจะชื่นชอบผลงานโดยไม่มีเงื่อนไข ยินดีที่จะควักกระเป๋าอย่างไม่ยาก

ผมค่อนข้างสนับสนุนหลักการที่เป็นระเบียบเสียทีของธุรกิจเพลงต่อเพลง มันเปิดโอกาสให้ผมเสพ บับเบิ้ล กัมส์ ที่ฉาบฉวย ฟังง่ายๆ ได้บ้างเป็นครั้งคราวแบบไม่ต้องคิดมากหรือนึกเสียดายเงิน ดีไปกว่านั้นไม่ต้องมาคอยซ่อนซีดีและปกไม่ให้เพื่อนฝูงเห็นเพราะกลัวโดนล้อแต่ที่ต้องคิดมากก็คืออุตสาหกรรมการออกแบบเลขนศิลป์ ที่อาจได้รับผลกระทบบ้างจากการสร้างช่องทางการขายเพลงลักษณะนี้ เพราะมันเป็นการขายดนตรีแบบเปลือยๆ กระนั้นแล้วผมก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่า มันเป็นไปได้ที่อาจจะส่งผลไปในอีกทาง กล่าวคืออุตสาหกรรมเพลงอาจต้องใส่ใจกับการออกแบบเลขนศิลป์และบรรจุภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะเพลงแบบ บับเบิ้ล กัมส์ เพื่อยังคงดึงดูดให้ผู้บริโภคซื้อแผ่นซีดี ทั้งๆ ที่จะคุ้มกว่าหากไปซื้อเป็นเพลงต่อเพลง

เรื่องของนามบัตร

อนุทิน วงศ์สรรคกร
เมษายน ๒๕๔๗

-----> การแลกเปลี่ยนนามบัตรในการติดต่อธุรกิจเป็นเรื่องสามัญที่ปฏิบัติกัน ในสัปดาห์หนึ่งของผมเฉลี่ยแล้วจะต้องได้รับนามบัตรบ้าบอคอแตกอย่างน้อยสองใบ ครับ ผมเป็นคนชอบสะสมนามบัตรบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง แล้วก็ไม่เกรงใจที่จะบอกตรงนี้ด้วยว่าทิ้งนามบัตรน่าเกลียดหลายใบจนนับไม่ถ้วน แน่นอนที่น่าเกลียดแต่สำคัญก็จำเป็นต้องเก็บไว้ เพราะมันเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของนามบัตร

ผมอยากให้เรามองว่า การเกิดขึ้นของนามบัตร เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของกราฟิกดีไซน์เพื่อการพาณิชย์ มันเป็นการทำงานควบคู่กันของสองศาสตร์

หน้าที่หลักของนามบัตรก็คือช่วยในการจดจำบุคคลและองค์กร มันถูกบรรจุด้วยที่อยู่ที่สามารถติดต่อเพื่อธุรกรรมในอนาคต เมื่อเวลาผ่านไป โลกพัฒนาขึ้น นามบัตรก็ร่วมแสดงหลักฐานในการก้าวเข้ามาของโทรศัพท์ มาจนถึงนวัตกรรมล่าสุด อีเมล์ ผมเคยคิดเหมือนกันว่าถ้าข้อมูลบนนามบัตรมีมากขึ้นตามความต้องการที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราจะยัดข้อมูลทั้งหมดลงในกระดาษ สองคูณสามนิ้วครึ่งนี้ได้อย่างไร? เพราะทุกวันนี้เราก็เห็นนามบัตรแบบพิมพ์สองหน้าเพิ่มมากขึ้นทุกวันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามท้ายสุด ณ วินาทีนี้ เจ้านามบัตรใบจ้อยมันก็ยังเป็นการลงทุนที่ถูกสตางค์ที่สุดแล้วสำหรับการแนะนำตัวเองครับการแนะนำตนเอง การยื่นและแลกเปลี่ยนนามบัตร ก็นำมาซึ่งเรื่องที่ทำให้เราได้คิด

ผมเองออกแบบนามบัตรมานักต่อนัก จนกระทั่งทำให้มองข้ามอะไรเกี่ยวกับนามบัตรไปตั้งหลายอย่าง เข้าตำราใกล้นักมักไม่เห็น สงสัยว่าใครบางคนเบื้องบนเห็นท่าจะไม่ดี จึงต้องทำให้เกิดเรื่องมาเตือนสติ

เรื่องมีอยู่ว่า สองสามเดือนก่อนผมได้รับโทรศัพท์มาตามขายสมาชิกคลับของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง แปลกใจว่าไปได้ชื่อและเบอร์โทรมาได้อย่างไร ถามไปถามมาจึงถึงบางอ้อว่ามีสาเหตุมาจากนามบัตร

นึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งสมัยเรียนหนังสือผมเคยทำนามบัตรไว้อำคนเล่น แต่ไม่คิดว่าเจ้านามบัตรเหล่านั้นจะยังลอยไปลอยมา ไม่ถูกทิ้งไปไหนต่อไหน กลับถูกเปลี่ยนมือตกทอดกันไปอยู่ในมือของนักขายท่านนี้ เธอก็ช่างน่ารักเหลือเกิน มีความพยายามในการขายไม่ลดละ ก็บนหน้าบัตรมันเขียนว่าประธานกรรมการ แหม ตำแหน่งใหญ่เอาการเชียวนา

หลังจากบอกปัดและวางหูโทรศัพท์ ในฐานะที่เป็นนักออกแบบ มันทำให้คิดได้ว่าพลังแห่งการแนะนำและชี้ชวนของนามบัตรมีมากแค่ไหน และที่สำคัญมันทำงานเป็นโฆษณาชวนเชื่อก็ได้เช่นกันพอคิดได้ก็เลยนึกถึงบรรดานักออกแบบเอง ที่เดี๋ยวนี้ก็มีวัฒนธรรมการดำรงตำแหน่งแปลกๆ บนนามบัตรที่ได้มาโดยเฉพาะพักหลังนี้ อย่างต่ำทุกคนมีตำแหน่งเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์กันหมด สงสัยเหมือนกันว่าไม่มีใครเป็นดีไซน์เนอร์เลย แล้วอาร์ตไดเร็คเตอร์เหล่านั้นไปกำกับใครกันหนอ

เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่คุณสามารถอุปโลกน์ตนเองให้มีตำแหน่งหน้าที่อย่างไรก็ได้บนหน้าบัตรนี้ บางครั้งตำแหน่งบนนามบัตรมันก็อาจจะเป็นตำแหน่งจริงๆ แต่ทางพฤตินัยนั้นมันจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องชวนให้คิดเกี่ยวกับนามบัตรวิ่งมาชนผมอีกครา เห็นจะเป็นตอนที่ไปงานแสดงสินค้าส่งออกในวันเจรจาการค้ากับอีกสองเกลอที่ทำงานบริษัทในเครือมือถือยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ผมเกิดสนใจกับสินค้าชิ้นหนึ่งจึงเข้าไปสอบถาม พูดคุยกันอยู่สองสามประโยคก็มาถึงวาระของการยื่นนามบัตร เขาเริ่มสอบถามสำรวจความจริงจังของผม และผมก็เดินจากมาด้วยความผิดหวังตะหงิดๆ ที่ความสนใจของผมไม่ได้รับการตอบสนองจากการพยายามขาย เดินไปบ่นไป เพื่อนเกลอจึงลากผมกลับไปยังบูธเดิมที่ว่า แนะนำตัวด้วยการยื่นนามบัตรของบริษัทยักษ์ใหญ่ต้นสังกัด ท่าทีเธอเปลี่ยนไป ...โอ้ เธอเปลี่ยนไปนะ เธอเปลี่ยนไป

เออ...ภาพพจน์และชื่อเสียงของต้นสังกัดถูกนำมาแนะนำตัวและรับรองบุคคลด้วยกระดาษใบเล็กๆ หนึ่งใบ ความเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบุคคลในสภาพการลักษณะนี้ นั่นน่ะสินะใครมันจะมารู้จักบริษัทออกแบบเล็กๆ แถวซอยทองหล่อ

มองกลับมาในโลกการทำงานของนักออกแบบ หลายต่อหลายครั้งที่ออฟฟิศได้งานออกแบบโลโก้ องค์กรบริษัทต่างๆ เดี๋ยวนี้เกือบร้อยทั้งร้อยมาพร้อมกับการออกแบบหัวจดหมายและนามบัตร ผมว่าบ้านเราพัฒนาไปมากแล้วในเรื่องภาพพจน์พื้นฐานขององค์กร เมื่อเทียบกับสิบกว่าปีที่แล้ว ช่วงเวลานั้นการออกแบบโลโก้อันละพันสองพันในเวลาสองวันเป็นเรื่องปกติ “คุณมาเก็บเงินอีกสองเดือนนะ ขอบคุณมาก เราจะเอาไปทำนามบัตรด่วนแถวมาบุญครองเอง” ผมว่าบริษัทห้างร้านต่างๆ เข้าใจความสำคัญของภาพพจน์และนามบัตรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อาจจะยังไม่ดี แต่ก็ดีขึ้น เมื่อมองกลับไปจากตรงนี้

สำหรับออฟฟิศขนาดเล็กของผมและผองเพื่อน เราต่างเป็นโรคขี้เบื่อนามบัตรบริษัท เราเพียรขยันเปลี่ยนทุกสองปี อยากจะเปลี่ยนมันทุกปีเหมือนกันแต่ดูจะระห่ำเกินไป

เราลงทุนกับนามบัตรเพราะมันคือหน้าตา มันคือบุคลิกขององค์กร มันคือกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลในการติดต่อ หลายๆ ครั้งที่มันเป็นตัวเชื่อมให้เกิดลูกค้าใหม่ เกิดการแนะนำโดยส่งผ่านมือต่อมือกันไป ลูกค้าเก่าก็ไม่ลืมเราเพราะเราปรับปรุงข้อมูลบนนามบัตรให้ถูกต้องอยู่เสมอ

หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่า ลูกค้าคิดว่าเราเป็นบริษัทขนาดใหญ่กว่าที่เราเป็น ก็เพราะนามบัตรนี่ล่ะอย่างที่ว่าล่ะครับ

ผมเก็บนามบัตรที่ดูดีไว้ ที่จริงมันก็สามารถเป็นของสะสมได้เหมือนกัน ถ้าจะคิดในแนวงานอดิเรก ถึงแม้บางใบจะไม่ได้มีธุระต้องติดต่อกลับ แต่ก็พอสรุปได้ว่านามบัตรใบนั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของมัน ใครจะไปรู้ สักวันอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้ก็ได้ ผมว่านามบัตรดูดีมันก็เหมือนคนหน้าตาดีประมาณนั้น ง่ายต่อการจดจำ ยากต่อการโยนทิ้ง หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เออคำกล่าวนี้ใช้กับนามบัตรก็ได้ด้วยสิ

เรื่องของฟอนต์

อนุทิน วงศ์สรรคกร
มีนาคม ๒๕๔๗

-----> คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาฟรีๆ” ไม่ว่ากี่ปี ประโยคนี้ก็ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ ครับ ของฟรีไม่มีในโลก ใครสักคนต้องเป็นคนควักกระเป๋า แล้วส่วนใหญ่ก็คือคุณ ผู้บริโภคโดยทั่วไปนั่นเอง

หลายอย่างที่เราคิดว่าฟรีแต่มันไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด ที่ผมกล่าวเกริ่นมา ก็ใช้ได้ดีกับปัญหาเรื่อง “แบบตัวอักษร” หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์สั้นๆ ว่า “ฟอนต์” ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นนิจก็คงจะทราบดีว่าฟอนต์นั้นเป็นละมุนภัณฑ์ขนาดจิ๋ว ที่แจกฟรีมากับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เปิดเครื่องขึ้นมามันก็อยู่ในนั้น ทุกครั้งและทุกเครื่อง มันมาจากไหน ใครเป็นคนทำ อันนี้ไม่ทราบแน่ชัด แต่เขาอ้างว่าแถมมากับเครื่อง คุณครับราคาค่างวดของมันก็ถูกรวมอยู่ในโปรแกรมระบบปฏิบัติการซึ่งก็รวมอยู่ในราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้วนั่นเอง

พอลองจำแนกฟอนต์ตามลักษณะงานบนคอมพิวเตอร์แล้ว ฟอนต์ที่คุณซื้อมาทางอ้อมมีอยู่สองจำพวก จำพวกแรกก็คือฟอนต์ที่ใช้แสดงผลในระบบปฏิบัติการ พูดให้ง่ายก็คือฟอนต์ที่ใช้สื่อสารบนหน้าจอและเมนูนั่นเอง อีกจำพวกก็คือฟอนต์ที่มีเพื่อให้เกิดตัวเลือกและความหลากหลาย สองจำพวกที่ว่านี้ไม่ใช่จำพวกที่มีปัญหาหรอกครับ เจ้าตัวที่เป็นที่ถกเถียงกันมันคือจำพวกที่สามต่างหาก ซึ่งก็คือแบบตัวอักษรที่เกินความต้องการพื้นฐานบนระบบปฏิบัติการ แบบตัวอักษรแปลกๆ ที่ไม่มีให้เห็นซ้ำๆ บนคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในเชิงการออกแบบนั้น นักออกแบบจำเป็นอย่างยิ่งในการพึ่งพาฟอนต์ที่หลากหลายสำหรับการผลิตงาน

ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดความต้องการแบบตัวอักษร ที่สามารถสอดคล้องกับเนื้องานชิ้นนั้นๆ ความต้องการตรงนี้เองที่เป็นเหตุให้เจ้าฟอนต์จำพวกที่สามเข้ามาเพ่นพ่านในคอมพิวเตอร์ บ้างเรียกฟอนต์กลุ่มนี้ว่า “ดีไซน์เนอร์ฟอนต์” อีกชื่อที่มักใช้เรียกกันก็คือ “บูติกฟอนต์” ทำไมเหรอครับ?

มันก็ไม่ต่างจากการช้อปปิ้งเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่น เพราะในวงการออกแบบเลขนศิลป์ เขาก็มีเรื่องของเทรนด์การใช้แบบตัวอักษร และลักษณะของสไตล์การออกแบบเหมือนกัน

ผมว่าเจ้าฟอนต์กลุ่มที่สามนี่ล่ะครับที่มีปัญหา ซึ่งก็คือเรื่องการได้มาครอบครอง การลักลอบทำซ้ำ ลามไปถึงการทำซ้ำแล้วนำมาขาย น่าตกใจที่พบว่าบูติกฟอนต์ภาษาอังกฤษในบ้านเราที่พบเห็นในคอมพิวเตอร์ หรือที่เห็นเสร็จออกมาเป็นงานออกแบบบนสื่อต่างๆ กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นการลักลอบนำมาใช้โดยผิดกฎหมายทั้งสิ้น มันก็คงไม่ต่างอะไรกับสินค้าประเภทอื่นๆ ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยมิชอบ

ที่กล่าวมาแค่เรื่องของฟอนต์ภาษาอังกฤษที่ยังไม่สามารถปกป้องอะไรได้ แล้วจะนับภาษาอะไรกับบูติกฟอนต์ภาษาไทยบูติกฟอนต์ภาษาไทยมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งนักออกแบบไทยทราบกันดีอยู่แล้ว ชื่อที่เรียกใช้กันประจำก็คงไม่พ้น ดีบี อีเอซี พีเอสแอล ยูพีซี ประมาณนี้ ฟอนต์ตระกูลต่างๆ ที่ว่ามาถูกก๊อปปี้กันจนสังคมยัดเยียดให้มันกลายเป็นฟรีแวร์ไปเสียแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาเรื่องการนำฟอนต์ที่มีอยู่แล้ว มาเปลี่ยนชื่อ ทำซ้ำโดยไม่ให้เกียรติเจ้าของผลงานอีกต่างหาก ไม่น่าเชื่อว่าบางฟอนต์ในจำพวกที่ว่า สามารถพาตนเองไปอยู่ในเอกสารหมายเหตุระดับชาติได้โดยที่ไม่มีใครตะขิดตะขวงใจ

เราไม่ค่อยได้คิดถึงผลเสียของการละเมิดสิทธิในการใช้ฟอนต์ภาษาไทย มันเป็นเหตุให้เรามีฟอนต์ใหม่ๆ ใช้กันน้อย เพราะอะไรหรือ? ผมบอกได้เลยว่าทุกวันนี้คนทำงานประเภทนี้ต้องทำด้วยใจรักเท่านั้นครับ พร้อมกับทำอาชีพอื่นๆ เพื่อการดำรงชีพ ไม่มีใครอยากมาลงทุนทำอะไรที่ไม่ได้ผลตอบแทน แถมยังต้องคอยตามปกป้องสิทธิของตน

ส่วนหนึ่งผมต้องขอบคุณ คุณพัลลภ ทองสุข ผู้ออกแบบฟอนต์ตระกูลพีเอสแอล เจ้าของฟอนต์ดีๆ หลายชุดที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ในช่วงแรกที่บ้านเราขาดแคลนฟอนต์ภาษาไทย เขาเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดคดีความที่สร้างความฮือฮาและช่วยขยับไฟมาส่องหัวข้อนี้ให้สว่างในสังคมอีกครั้ง อันนำไปสู่การเปิดประเด็นและจุดประกายให้สังคมโดยรวมหันมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันใหม่

คุณพัลลภมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และนับได้ว่าทำให้เกิดความตื่นตัวพอสมควรทีเดียว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงอาจจัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งยุคทองของตัวอักษรไทย ยุคทองในการเกิดแบบตัวอักษรใหม่ๆ และยุคทองของการก๊อปปี้ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในแนวเส้นขนานผมว่าเราควรต้องทำความเข้าใจเรื่อง “การออกแบบแบบตัวอักษร” กับการเป็น “เจ้าของตัวอักษร” มันเป็นคนละเรื่องกัน เชื่อเถอะครับ ไม่มีนักออกแบบตัวอักษรคนไหนต้องการที่จะเป็นเจ้าของตัวอักษรหรอก อย่างที่ทราบกันนั่นแหละครับ ตัวหนังสือเป็นสาธารณสมบัติ แต่ที่เขาออกมาเรียกร้องกันคือสิทธิในการป้องกันงานออกแบบและละมุนภัณฑ์ที่ผลิตออกมาต่างหาก

ผมว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวฟอนต์ หรือขนาดของไฟล์หรอกครับ มันอยู่ที่ความเข้าใจประเด็นข้างต้นที่กล่าวมามากกว่า งานอะไรก็ตามที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่สามารถนับว่าเป็นธุรกิจได้ เมื่อไม่มีรายได้ก็เท่ากับว่าไม่มีแรงขับเคลื่อน มันก็จะเป็นได้เพียงแค่งานอดิเรก ดังนั้นถ้าการออกแบบตัวอักษรไม่ก่อให้เกิดรายได้ มันก็คงต้องขึ้นป้ายว่าเป็นงานอดิเรก แล้วมันก็บังเอิญเป็นงานอดิเรกที่ให้ประโยชน์กับคนจำนวนมากเสียด้วย ฟังดูขัดหลักการและเหตุผลยังไงพิกล

ฟอนต์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติครับ มันต้องเกิดจากใครสักคน ใช้เวลา ใช้แรงงาน ใช้ความรู้ในการสร้างมันขึ้นมา ในเมื่อไม่มีอะไรในโลกได้มาฟรีๆ แล้วฟอนต์จะอยู่เหนือข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างไร?

คำถามจากเบอร์มิงแฮมส์

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

-----> โดยปกติแล้วจะเป็นที่ทราบกันว่าในภาคเรียนที่สอง ผมจะไม่ค่อยรับสอนหนังสือที่ไหน อันที่จริงแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่ผมเอาไว้ใช้ประกอบกิจการแถมกิจกรรมส่วนตัว อ่านหนังสือเพิ่มเติม และอะไรอื่นๆ เทือกนั้น แล้วก็ควานหาวัตถุดิบใหม่สำหรับฤดูกาลสอนถัดไป

แต่เทอมที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ผมทำตัวหลุดจากข้อแม้ปัจเจกเชิงดัดจริตดังกล่าว หลังจากที่บอกรับห้องเรียนนอกรอบปัจเจกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความน่าสนใจของห้องเรียนและวิชาที่รับผิดชอบก็อยู่ตรงที่ นักศึกษากว่าครึ่งห้องเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมส์ ประเทศอังกฤษ เป็นวาระการแลกเปลี่ยนที่ทำกันทุกปีระหว่างสองสถาบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

จะว่าไปแล้วเบอร์มิงแฮมส์ ไม่ใช่เมืองใหญ่วุ่นวายเมื่อเทียบกับกรุงเทพ หากจะเทียบกันให้ถูกคู่น่าจะเป็นลอนดอนมากกว่า ดังนั้นการที่นำนักศึกษาจากเมืองเล็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว มาอยู่ในเมืองหลวงขนาดใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนาจึงเป็นที่มาของเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจ

ในคาบแรก ผมจำได้ว่าเริ่มต้นชั่วโมงด้วยการแนะนำตัวตามธรรมเนียม จากนั้นก็เริ่มพูดคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและเพิ่มสภาพคล่องของบทสนทนา ตระเตรียมคำถามไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการสร้างกิจกรรมและละลายพฤติกรรม

ตามประสบการณ์แล้วนักศึกษาไทยมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ระบบนี้ เพราะไม่ค่อยได้ถูกปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในห้องเรียนหรือการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่นักศึกษาตะวันตกเท่าที่เคยสัมผัสมานั้นกลับตรงกันข้าม คำถามเชิงการออกแบบตามระเบียบที่ต้องถามเป็นคำถามแรกเห็นจะหนีไม่พ้น "ในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรกับกรุงเทพเมื่อแรกเห็น"เพียงคำถามเดียว คำตอบที่ได้ และบทสนทนาต่อเนื่องในคาบเรียนแรกวันนั้น ก็กินเวลาเกือบทั้งคาบเรียน แทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้คำถามที่ตระเตรียมมาอีกเป็นกระบุง

นักศึกษาแลกเปลี่ยนยกมือตอบกันเป็นระวิง ในขณะที่นักศึกษาไทยถูกถามคำถามที่ตอบยากยิ่งกว่า เพราะใกล้ตัวจนไม่สามารถหยิบจับมาตอบได้คล่องตัวนัก "ในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบ รู้สึกอย่างไรกับกรุงเทพที่เราอยู่" นักศึกษาไทยจึงขอสงวนความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งผมก็เข้าใจอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นคำถามที่ฟังดูไม่ยากแต่ไม่ง่ายนักที่จะตอบ

สิ่งที่น่าสนใจจนต้องเก็บมาเขียน ก็เห็นจะเป็นคำตอบแนบคำถามจากนักศึกษาหญิงแลกเปลี่ยนคนหนึ่ง เธอเปรยว่า "แปลกใจที่พบว่าเมืองไทยใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก พอๆ กับภาษาไทยเลย" เออ เธอสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง จากนั้นเธอก็ถามต่อด้วยความสงสัย "ดิฉันสังเกตุได้จากสื่อแทบทุกสื่อ มักใช้ภาษาอังกฤษในการพาดหัว ตอนแรกมันทำให้ดิฉันนึกว่าคนไทยคงจะพูดสองภาษา แต่เปล่าเลย เรามีปัญหาอย่างมากกับการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่นี่" แล้วเธอก็แนบคำถามพ่วงมาว่า "ในฐานะที่เป็นนักออกแบบ ดิฉันสงสัยว่าโฆษณาบนสื่อต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษจะสามารถส่งเสริมการขายได้อย่างไร ในเมื่อคนทั่วไปไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน" นักศึกษาหัวแดงอีกหลายคนเริ่มขยายผลจากคำถามดังกล่าว เริ่มยกตัวอย่างป้ายโฆษณา และสื่ออื่นๆ จนใช้เวลาถกกันเลยเถิดคำตอบแถมพ่วงด้วยคำถามดังกล่าวทั้งตรง คม และเกิดจากความสงสัยโดยแท้

สมองผมเริ่มกระบวนการในการย่อยข้อมูล คำถามนี้เป็นคำถามที่บ่งบอกอะไรหลายแง่มุม ประการแรกคือการรู้เท่าทันองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบที่ตนเองมี และเข้าใจมันพอที่จะกลั่นออกมาเป็นคำถามที่ดีได้ ประการที่หนึ่งจุดหนึ่ง เป็นคำถามจากนักศึกษาอังกฤษชั้นปีที่สอง ประการที่หนึ่งจุดสอง คำตอบพ่วงคำถามแบบเป็นเหตุเป็นผลลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในนักศึกษาชั้นปีที่สองของไทย ประการที่สองผู้ถามมีข้อสังเกตุบางประการต่อการออกแบบและพัฒนาการของวัฒนธรรมร่วมสมัยในบ้านเรา ประการที่สามผู้ถาม ถามในฐานะเจ้าของภาษาที่ไม่เข้าใจวิธีการนำภาษาของเขาไปใช้ในวัฒนธรรมอื่น ประการที่สี่คือการย้ำคำถามที่ว่า เรานักออกแบบไทยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทยด้วยเหตุผลข้ออ้างทางความงาม ความยากในการจัดวาง และความลงตัวหรือเปล่า มันชัดเจนจนคนภายนอกรู้สึกได้หรือ? ประการที่ห้าจากท่าทีและน้ำเสียงแล้ว ผู้ถามถามแบบสงสัยโดยใฝ่รู้ผมกล่าวถึงและตอบคำถามลักษณะนี้มาบ่อยครั้ง

ในการพูดคุยกับนักออกแบบในต่างประเทศ มันเป็นการง่ายที่จะพูดถึงปัญหาด้วยตัวเองและพยายามตอบมันในวงที่จำกัด มันง่ายกว่าตรงที่นักออกแบบเหล่านั้น ไม่ได้มาเห็นปัญหาที่ผมพล่ามด้วยตนเองแล้วนำให้เกิดความสงสัยด้วยตนเอง ในกรณีของนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ยิงคำถามกลับมานี้น่าสนใจกว่า เพราะเป็นข้อสงสัยจากการสัมผัส เขาไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ที่เห็นจึงเป็นความคาใจ ผมแปลคำถามเป็นไทยแล้วส่งต่อให้นักศึกษาไทยไปคิดเล่นพักหนึ่ง ก่อนเริ่มตอบคำถามด้วยข้อเท็จจริง

นักศึกษาที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยที่รักทุกท่าน ต่อข้อสงสัยของท่าน ใช่ครับคนไทยไม่ได้ พูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาอังกฤษคล่องกันทุกคน แต่ไม่ได้หมายว่าเขาเหล่านั้นที่ผ่านชั้นมัธยมมาแล้วอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกเอาเสียเลย แต่ถ้าข้อความนั้นซับซ้อนหรือต้องการความเข้าใจในภาษาอย่างมาก อันนี้ก็ไม่แน่

ต่อข้อสงสัยที่ว่าทำไมถึงเกิดการใช้ภาษาอังกฤษในการออกแบบกันอย่างมากมายเหลือเกิน มันเป็นข้อสงสัยที่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะชี้ชัดลงไปให้คุณให้โทษกับใคร "มันมีเรื่องเล่ามาอยู่ว่านักออกแบบไทยยึดติดกับความคิดที่ว่า ภาษาไทยใช้ในการจัดหน้ากระดาษให้สวยและเท่ได้ยาก"

ทันใดนั้นนักศึกษาไทยที่สงวนท่าทีอยู่นานเริ่มออกความคิดเห็นประปราย พยักหน้าเข้าใจว่าเคยได้ยินเรื่องเล่าดังกล่าวมาก่อนผมเลยต้องเสริมคำตอบลงไปอีกเพื่อให้ชัดเจน ลักษณะการสร้างก๊อปปี้ภาษาไทยให้สอดคล้องกับการจัดวาง เอาเข้าจริงๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจให้มันทำงานด้วยกัน นัยหนึ่งคืออักขรศิลป์กับอักษรศาสตร์ ไม่ทำงานร่วมกัน โดยส่วนตัวผมว่าน่าจะมีการเชื่อมโยงกันให้มากขึ้นระหว่างสองศาสตร์นี้

ในขณะเดียวกันสิ่งที่นักออกแบบพูดกันเสมอเมื่อใช้ภาษาไทยในการออกแบบ ก็เช่นเรื่องการตัดคำและรูปประโยคที่ต่อเนื่อง (ไม่ต้องพูดถึงแบบตัวอักษรที่มีให้เลือกไม่หลากหลาย) ขนาดว่ายังไม่นับเรื่องสระโน่นไม้นี่ห้อยบนล่าง เราในฐานะนักออกแบบคงต้องทบทวนความเข้าใจว่าภาษาไทยก็คือภาษาไทย นักออกแบบและผู้ใช้ภาษาไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการเขียนได้ชั่วข้ามคืน อย่างไรเสียมันก็คือข้อแม้ในการออกแบบ ทำให้เป็นจุดเด่น มองมันให้เป็นเสน่ห์ แล้วห้ามที่จะไม่ใช้มัน ผมว่ามันออกดูดีจะตายไป

มาช่วยกันทำให้เรื่องเล่าที่ว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าดีกว่าแน่นอนว่ามีเรื่องราวและคำถามอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาจากคาบเรียนดังกล่าว บอกได้เพียงแค่เกือบทั้งหมดสะท้อนอะไรที่น่าสนใจอันโน้มนำไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์จากห้องเรียนทดลองเชิงปฏิบัติการนี้ ทำให้ผมได้แง่มุมที่ตอกย้ำอะไรหลายอย่างจากบุคคลภายนอก ที่มองเข้ามาในภาพรวมของวัฒนธรรมร่วมสมัยประเทศไทย นี่แค่ในเหลี่ยมของการออกแบบนะครับ แล้วที่ว่ามานี่ก็ไม่ใช่จากการมองของนักออกแบบอาชีพเสียด้วย

วัฒนธรรม 3D

อนุทิน วงศ์สรรคกร
มกราคม ๒๕๔๗

-----> ทุกวันนี้ผมแทบจะนึกไม่ออกเสียแล้ว ว่าการผลิตงานออกแบบโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยคอมพิวเตอร์จะทำได้อย่างไร จำได้ว่าสมัยที่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย คอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบยังไม่ได้มีบทบาทมากนัก

อาจจะเรียกได้ว่ารุ่นผมเป็นรุ่นแรกๆ ที่เริ่มขยับตัวมาหยิบจับคอมพิวเตอร์ก็ว่าได้ จำได้ว่าเครื่องแมคอินทอชตัวแรกที่ใช้คือ แอปเปิ้ลทู คุณพ่อซื้อต่อมาจากเพื่อนๆ อีกที จำได้ว่าเขียนเส้นสร้างสี่เหลี่ยมบนหน้าจอได้นี่ตื่นเต้นมาก พอมาใช้กับงานออกแบบจริงๆ น่าจะเป็นช่วงปีสองปลายๆ ในมหาวิทยาลัย เมื่อที่บ้านกัดฟันซื้อ แอปเปิ้ล แอลซีทู และเครื่องพิมพ์ขาวดำเลเซอร์ หกร้อยดีพีไอ โอ้โห หรูสุดๆ เรียกได้ว่าทำงานส่งอาจารย์ได้อย่างเนี้ยบ จากนั้นการออกแบบก็เริ่มขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์ล้วนๆ

เมื่อได้ชิมการจัดหน้ากระดาษได้ด้วยตนเอง ควบคุมแบบตัวอักษรได้อย่างที่ต้องการ เลือกสีและลองเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องเกรงใจช่างคอมพิวเตอร์ที่ร้านทำเพลทอีกต่อไป ผมก็เริ่มเข้าใจว่าอนาคตต่อไปนี้นักออกแบบจะต้องรับผิดชอบกับงานที่ตนเองทำมากขึ้น เพราะทุกอย่างจะจบเป็นไฟล์ ถ้ามันจะเกิดความผิดพลาดมันใดๆ แนวโน้มก็น่าจะเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียวโปรแกรมพื้นฐานในสมัยนั้นก็ไม่ต่างจากสมัยนี้นัก จะต่างก็ตรงที่ไม่มีโปรแกรมเกี่ยวกับเว็บ ภาพเคลื่อนไหว และการสร้างวัตถุสามมิติ จำได้ว่านอกจากตัวเครื่องเองจะมีราคาแพงแล้ว ราคาหน่วยความจำหรือที่เรียกว่า แรม (Ram) ยิ่งไปกันใหญ่ เครื่องใครมี 16 MB นี่เรียกว่าทุ่มหมดกระเป๋าเลยทีเดียว

ที่เล่ามาเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น มันเป็นเรื่องประมาณบวกลบสิบห้าปีที่ผ่านมานี้เอง เทคโนโลยีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ซื้อคอมพิวเตอร์วันนี้พรุ่งนี้ก็ตกรุ่นแล้ว ยังไม่นับโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ ที่ทะยอยออกเวอร์ชั่นใหม่กันทุกปี

พอมองกลับไปจากตรงนี้ ผมจึงเข้าใจว่าผมยืนอยู่บนตะเข็บระหว่างนักออกแบบรุ่นก่อนคอมพิวเตอร์เข้ามาตั้งบนโต๊ะในบริษัทออกแบบ กับรุ่นที่เข้ามาเรียนการออกแบบพร้อมๆ กับคอมพิวเตอร์ กอปรกับการที่ปัจจุบัน ผมได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งขลุกอยู่ในแวดวงการศึกษาการออกแบบ จึงได้เห็นว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ให้ประโยชน์ในสองแง่ มุมแรกคือ สำหรับออกแบบอาชีพหรือนักศึกษาที่มีความสามารถสูง คอมพิวเตอร์ก็จะเหมือนอาหารเสริมให้งานออกมาดียิ่งขึ้น หรือถ้าใครปรับตนเองเข้ากับวิถีปฏิบัติของเทคโนโลยีได้ก็จะยิ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ มากมาย

ขณะเดียวกันในมุมที่สอง ที่ผู้ใช้มีทักษะทางการออกแบบค่อนข้างน้อยแต่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี คอมพิวเตอร์จะถูกใช้เป็นตัวปกปิดอาการด้อยสมรรถภาพทางการออกแบบ แถมเจ้าคอมพิวเตอร์เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ก่อให้เกิดความตกต่ำทางด้านความประณีต และทักษะการออกแบบของนักศึกษาที่สัมพันธ์กับมือ เช่น การผลิตชุดงานตัวอย่าง ลากไปถึงการเลือกใช้ และคำนึงถึงพื้นผิววัสดุ

ที่ร่ายยาวมานี่ ก็เพราะผมเกิดสะกิดใจกับวัฒนธรรมล่าสุดของการออกแบบ มันเป็นลักษณะการออกแบบที่ปัจจุบันนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไป เป็นที่นิยมทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ โฆษณา และโทรทัศน์ ผมมักเรียกมันว่า “วัฒนธรรม 3D”

กล่าวคือการสาดเสียเทเสียของเทคนิคจากการใช้โปรแกรมการออกแบบในลักษณะที่ละเลยหลักการของสุนทรียศาสตร์ที่นักออกแบบได้ร่ำเรียนมา แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีรายการโทรทัศน์รายการใด ที่ไม่มีไตเติ้ลเข้าออกรายการเป็นสามมิติพุ่งไปพุ่งมา

นิตยสารบนแผงก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ไม่ต่างกันเท่าไร ในดีกรีของรูปแบบดังกล่าว ออกจะดีกว่าโทรทัศน์อยู่บ้างก็ตรงที่ความบ้าคลั่งเริ่มลดน้อยลงไปบ้าง อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมนี้ได้เริ่มถูกอุปถัมภ์โดยนิตยสารสำหรับตลาดล่างและแคตตาล็อกของห้างร้านค้าปลีกใหญ่ทั้งหลายมันเป็นการเตลิงเปิดเปิงไปกับคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่รู้จะออกแบบอย่างไรให้เกิดงานลงบนหน้ากระดาษเปล่าๆ เทคนิคเหล่านี้จึงถูกนำมาเป็นการถมหน้ากระดาษให้เกิดอะไรสักอย่างที่ดูคล้ายกับการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำตัวหนังสือสามมิติอย่างไร้ทิศทางและเหตุผลใดโดยสิ้นเชิง มันเป็นหลักฐานการแสดงออกของ “การออกแบบ” ที่ยอมให้คอมพิวเตอร์มีความคิดเหนือ “คนออกแบบ”

ยังจำได้แม่นว่าเมื่อไม่นานมานี้ ผมนั่งถกหัวข้อนี้กับ คุณพงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ อาจารย์สอนการออกแบบที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพฯ ถึงเรื่องวัฒนธรรมการออกแบบชนิดที่คอมพิวเตอร์ควบคุมความคิดอ่านของมนุษย์ผู้ออกแบบ

คุณพงศ์ธรยกตัวอย่างเปรียบเปรยไว้ได้น่าสนใจดีจริงๆ เขาบอกว่า "การเข้าใจงานออกแบบมันก็เหมือนการหัดขี่จักรยานสองล้อ ถ้ามันขี่ได้แล้วมันก็จะไม่ลืม" ผมเลยเกิดความคิดต่อว่า พวกที่ขี่จักยานสองล้อแบบมีสองล้อเล็กๆ ช่วยพยุง แล้วไม่สามารถขี่สองล้อได้เองเสียที ก็คงเป็นคนที่ยังไม่เข้าใจงานออกแบบเสียทีเดียวกระมัง แล้วสองล้อเล็กๆ ที่ใช้พยุง นัยหนึ่งมันก็อาจจะเปรียบถึงคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผลิตวัฒนธรรม 3D

ผมเองไม่เคยนับว่า “คนที่ใช้โปรแกรมออกแบบบนคอมพิวเตอร์ได้” เป็น “นักออกแบบ” เพราะสิ่งที่แยกนักออกแบบกับคนใช้คอมพิวเตอร์ ก็คือทักษะและวิธีคิดของการออกแบบ ไม่ใช่ทักษะการใช้โปรแกรม แต่อย่าพยายามมาตีความว่าใครเหนือกว่าใครให้เสียเวลา เพราะมันคงไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้เอาเวลาไปสังเกตุวัฒนธรรม 3D ที่ล้อมรอบเราอย่างไม่รู้ตัว ทำความเข้าใจกับมัน แล้วหาคำตอบให้ตัวเองน่าจะมีประโยชน์อักโขกว่า

การก้าวตามเทคโนโลยีให้ทันนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคปัจจุบัน แต่การรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีแล้วสามารถควบคุมมันได้นั้นยิ่งสำคัญกว่า

หนึ่งในจิตกรเอกของโลกอย่างปิกัสโซ่เคยกล่าวไว้ว่า “Computers are useless, they only give answer.” จะว่าผมตกยุคก็ไม่ว่ากัน แล้วผมจะเขียนบทความนี้ใหม่อีกที ตอนที่คอมพิวเตอร์มันคิดอะไรได้มากกว่าการประเมินผลเพื่อหาคำตอบจากคำสั่งที่ต้องป้อนเข้าไป

เรื่องของตู้บริการสื่อสารสาธารณะ

อนุทิน วงศ์สรรคกร
พฤศจิกายน ๒๕๔๖

-----> ไม่ได้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะมานานแล้ว ก็เป็นเพราะว่าความสะดวกสบายที่ได้รับจากมือถือ มาเริ่มคิดถึงโทรศัพท์สาธารณะก็ตอนที่ต้องการที่จะติดต่อธุระ แต่มือถือมาทำหมดลมใส่ในบ่ายวันหนึ่ง ก็เลยได้กลับมามองตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อนเก่า ที่เราทำลืมๆ ไปว่ามีอยู่ทุกหนแห่งอีกครั้ง พาลให้คิดอะไรได้อีกหลายอย่างเกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารสาธารณะรุ่นดั้งเดิม

”มือถือ” กลายมาเป็นปัจจัยพื้นฐานของคนทั่วไป หลายคนละทิ้งการใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะไปพึ่งพาความคล่องตัวของมือถือ พอไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับโทรศัพท์สาธารณะ เลยทำให้มองข้ามเรื่องของโทรศัพท์สาธารณะที่เรียงรายทั่วไป แต่ถึงกระนั้นปริมาณของโทรศัพท์สาธารณะก็ยังมีอยู่มากทีเดียว

พอมาเริ่มสังเกตุอย่างจริงจัง จึงพบว่าตู้โทรศัพท์นั้นมีความหลากหลายทางพันธุกรรมอย่างมาก มีทั้งตู้ที่ออกแบบโฉบเฉี่ยวขาวสะอาด ซึ่งไม่ทนความเขรอะของฝุ่นควันรถกรุงเทพ แบบโมเดิร์นใสโปร่งที่เอาไว้อวดใครต่อใครในเขตเมืองเก่า แบบอวกาศล้ำยุคด้วยการออกแบบโค้งมนและสีโทนฉูดฉาด ติดฟิล์มทึบแสงจนไม่แน่ใจว่าต้องการความเป็นส่วนตัวมากอะไรอย่างนั้นเชียวหรือ

ไหนจะรุ่นครึ่งตู้ก็มีให้เห็นสลับกันไปในบางพื้นที่ ล่าสุดมีนวัตกรรมใหม่ตู้โทรศัพท์ทรงสามเหลี่ยมที่จะว่าไปแล้วหน้าตาเข้าท่า ดูไม่เลวเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับประเภทที่โครงสร้างคล้ายๆ กันแต่ต่างตรงสีสัน หัวสีน้ำเงิน หัวสีเหลือง หัวสีส้ม หัวสีเขียว แต่ที่เริ่มหาชมได้ยากเห็นจะเป็นรุ่นหัวสีแดง มีประตูบ้างไม่มีประตูบ้าง หรือบ้างก็เคยมีประตู ไปจนถึงตู้โทรศัพท์รุ่นที่เป็นผลพวงจากงานมหกรรมกีฬาแห่งเอเชีย รุ่นหลังนี้จะเป็นที่ติดตาตรึงใจอย่างยิ่งถือว่าเป็นลิมิตเต็ท เอดิชั่น ผลงานชิ้นโบว์แดง เริ่มหาชมได้ยากเช่นกัน เป็นการอัพเกรดมาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะปกติ ให้มีความเป็นไทยแบบสำเร็จรูป จนกลายมาเป็นตู้โทรศัพท์รุ่นศาลพระภูมิสีเขียวสะดุดตาตามบาทวิถี ใจก็เกรงว่าถ้าตู้ไหนโทรศัพท์เสียใช้งานไม่ได้ อาจกลายเป็นที่สิงสถิตย์ของสิ่งที่มองไม่เห็น

เบื่อจริงๆ เลยเวลานึกว่าจะทำให้เป็นไทยแล้วก็คิดกันแบบตามสบาย เอาสะดวกแค่ใช้ลายไทยมาปะลงไป หรือใส่ชฏาครอบหลังคาจั่ว แหมมันช่างสำเร็จรูปเสียจริง แบบนี้ต้องขนานนามว่าเป็นการออกแบบในลักษณะ "เอาอดีตมาครอบปัจจุบัน"

ระหว่างที่ผมทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับตู้โทรศัพท์ ผมเหลือบไปเห็นตู้ไปรษณีย์ ญาติห่างๆ ลูกต่างมารดา ในขณะที่ตู้โทรศัพท์มีวิวัฒนาการแบบลิงโลด ตู้ไปรษณีย์กลับมีวิวัฒนาการน้อยมากในรอบยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา สงสัยต้องมีการอัพเดทตู้ไปรษณีย์ให้ทันสมัยโดยการเอาหลังคาทรงไทยไปครอบด้วยกระมัง

กลับมาเรื่องตู้โทรศัพท์ หากแยกจำแนกตามประเภทของตู้ก็มีมากมายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตู้ใช้เหรียญ ตู้ใช้บัตรโทรศัพท์ ตู้โทรทางไกลต่างประเทศโดยใช้เครดิตคาร์ด แต่ละตู้ก็ต่างสัมปทานกันไป หน้าตาของแต่ละค่ายก็เลยออกแบบมากันตามอัธยาศัยมาลองคิดๆ ดู ตู้โทรศัพท์สาธารณะบ้านเรานี่นับได้ว่าเป็นการออกแบบร่วมสมัยตามหลักการ "ฟอร์ม ฟอลโล่ ฟังก์ชั่น" อย่างแท้จริง! กล่าวคือ เรื่องการใช้งานมาก่อน ส่วนเรื่องหน้าตาและสารรูปไว้ทีหลัง!จากความหลากหลายของสายพันธุ์ดังกล่าว ทำให้บางหัวมุมถนนกลายเป็นแหล่งชุมนุมสื่อสาร แข่งกันให้บริการสี่ตู้ห้าตู้ตั้งกันเข้าไป หน้าตาก็เป็นสี่ห้าแบบคละกัน หาความเป็นระเบียบไม่มี ที่ติดตั้งใหม่ก็ยังคงสดใส ที่ตั้งไว้นานก็ไม่เคยได้บำรุงรักษา สภาพของตู้จึงเป็นไปตามอายุขัยและความเป็นอยู่ท้องที่ของตู้นั้นๆ จนเฉียดใกล้การกลายเป็น “มลภาวะทางสายตา” ตามหัวมุมถนนและตรอกซอกซอย

พอจะเขียนถึงเรื่องนี้เข้าจริงๆ ผมจึงลองมาสังเกตุปริมาณของตู้โทรศัพท์สาธารณะ เออ มันก็มีเยอะจริงๆ เสียด้วย เรียกว่าถนนบางสายมีตู้โทรศัพท์อยู่ทุกหัวซอย ทำไมมันช่างเป็นสังคมแห่งความไม่พอดีเสียนี่กระไร อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมไม่แบ่งเอาไปให้หมู่บ้านห่างไกลที่เขาต้องการโทรศัพท์เสียบ้างก็ไม่รู้ ไอ้ที่มีเยอะขนาดนี้ก็ยังชวนให้นึกต่อไปว่ามีกี่เครื่องที่ใช้ได้จริง เพราะภาพพจน์ตลอดกาลของโทรศัพท์สารธารณะก็คือ "เสียประจำ" เรื่องวิธีการติดตั้งก็แปลกประหลาดไม่ค่อยคิดถึงเรื่องพื้นที่ทางเดินเท้าหรอก เอาไปตั้งเบียดบังพื้นที่คนเดิน จนผมเองเคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขามีหลักในการเลือกโลเกชั่นติดตั้งหรือเปล่า เพราะตามที่ได้สำรวจมาบนถนนหลายสายในกรุงเทพ แทบทุกซอยของทุกถนนมีตู้ฮัลโหลตั้งเป็นหมู่ๆ เหมื่อนว่าจะกลัวมันเหงา

หลายต่อหลายจุดที่ตู้เหล่านี้บทบังทัศนวิสัยในการเคลื่อนรถออกจากตรอกซอกซอย ทำไมเวลาที่จะติดตั้งไม่ได้คิดถึงเรื่องแบบนี้บ้างหนอ?

คนที่รู้จักสองสามคนเคยต้องไปโวยวายเรื่องความไม่เป็นส่วนตัวหน้าเคหะสถานของตัวเอง เพราะวันดีคืนดีก็มีตู้โทรศัพท์มาตั้งหน้าบ้าน ก็เข้าใจว่าเป็นพื้นที่สาธารณะแต่ก็น่าจะมีการพูดคุยกันก่อน ทั้งสองสามคนนั้นสำทับว่า ตู้โทรศัพท์กลับกลายเป็นแหล่งชุมนุมของจิ๊กโก๋ประจำซอยอะไรทำนองนั้น กรณีนี้คงคล้ายคลึงกับการห้ามจอดรถหน้าบ้าน ทั้งๆ ที่มันเป็นที่สาธารณะกระมัง

เรื่องทัศนะ ลักษณะการใช้งาน ที่ตั้ง และการออกแบบของตู้โทรศัพท์เป็นเพียงแค่เรื่องหนึ่งในหลายเรื่อง ที่สะท้อนถึงทักษะการออกแบบที่ “หลงทาง” ในการสร้างวัฒนธรรมร่วมสมัยของบ้านเรา จริงๆ แล้วคอนเซ็ปต์แต่เดิมของตู้โทรศัพท์สาธารณะก็คือตู้บริการการสื่อสารแบบอัตโนมัติ โดยมีการกั้นให้เกิดสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัวเวลาพูดคุยธุระ และป้องกันเสียงบางส่วนจากภายนอกเพื่อให้การสนทนาเป็นไปได้ดีขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าคอนเซ็ปต์นี้มันได้ถูกเปลี่ยนหรือถูกลืมไปแล้วหรือเปล่า? จึงได้มีการออกแบบที่ตอบสนองเพียงรูปแบบออกมา

ความคิดจากรถติดวันหนึ่ง

อนุทิน วงศ์สรรคกร
ตุลาคม ๒๕๔๖

-----> บ่อยเหลือเกินที่รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าติดชะงักอยู่บนถนนในกรุงเทพ วันนี้ก็เช่นกัน รถติดๆ เคลื่อนๆ อยู่บนสะพานพระรามเก้า เลยมีโอกาสได้มองเจ้าพระยานานหน่อย จะว่าไปแล้วรถติดก็ส่งผลดีในบางครั้ง ตรงที่ทำให้มีเวลาได้คิดฟุ้งซ่านในหลายๆ เรื่อง คิดเรื่องงาน คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัด แต่มันก็เป็นเพียงด้านดีที่ไม่คุ้มกับด้านเสีย เมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน และค่าเสื่อมสภาพของระบบทางเดินหายใจ และไม่คุ้มเท่าไหร่กับเวลาอันสั้นนักของตัวเองบนโลกใบนี้ พอมีโอกาสได้บ่นเรื่องรถติดกับเพื่อน ก็พบตัวเองเล่าเรื่องซ้ำซากของความเซ็งบนท้องถนน ขอเพียงได้บ่นสองสามคำแล้วสักพักก็ลืม ก็เพราะว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ แล้วก็ถอดใจ

นึกย้อนเวลากลับไปไกลสักนิดนึง เมื่อครั้งมนุษย์เราเริ่มรวมตัวและสร้างชุมชน เป็นข้อน่าสังเกตุว่าอารยธรรมที่เกิดขึ้นบนโลกเราใบนี้ แทบจะเรียกได้ว่าส่วนใหญ่เป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำ ความเจริญของชุมชนเติบโตมาเป็นเมืองเล็กและเมืองใหญ่ตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างลอนดอนกับแม่น้ำเทมส์ นิวยอร์คกับแม่น้ำสองสาย ฮัดสันและอีสท์ขนาบข้างซ้ายขวา แม่น้ำแซนด์เส้นเลือดใหญ่ของปารีส กรุงเทพของเราก็มีแม่น้ำเจ้าพระยาแบ่งสองฝั่งพระนครและธนบุรี แม้กระทั่งอารยธรรมแรกของโลกอย่างเมโสโปเตเมีย หรือที่รู้จักกันในชื่อเมืองปัจจุบันว่า แบกแดด ก็มีแม่น้ำไทกรีสและยูเฟตีสโอบสองข้าง (พอพูดถึงอารยธรรมก็ชวนให้อ้อมไปคิดนอกเรื่อง เหตุการณ์ปัจจุบันมันก็ชวนคิดอยู่เหมือนกันตรงที่ อารยธรรมแรกของโลกทำสงครามกับอารยธรรมล่าสุดของโลกอย่างอเมริกา)

เหตุผลของการเลือกสถานที่ตั้งของเมือง ทำไมจึงต้องเป็นบริเวณลุ่มแม่น้ำ? คำตอบแบบยิ่งใหญ่ฟังดูมีจริตนิดๆ ก็คงจะเป็นประโยคที่ว่า "น้ำคือต้นกำเนิดของชีวิต" มนุษย์เราใช้ประโยชน์จากน้ำสารพัด ตั้งแต่ดื่มกิน เพาะปลูกไปจนถึงอาบซักล้าง ไหนจะใช้เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งผู้คนและสินค้า ในวันวานบ้านหรือสถานที่ที่อยู่ติดแม่น้ำก็เหมือนมีท่อประปาเข้าถึง (สำหรับบางบ้าน ท่อประปากับท่อน้ำทิ้งก็เป็นท่อเดียวกัน) เหมือนสถานีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินผ่านหน้าบ้าน

นอกจากเหตุผลทางด้านวิถีการดำรงชีพที่ทำให้ต้องผูกพันกับแหล่งน้ำแล้ว เหตุผลที่สำคัญอย่างมากในการสร้างเมือง คือการเลือกจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร แหล่งน้ำก็ถูกใช้เป็นปราการธรรมชาติป้องกันการรุกรานของอารยธรรมอื่น จะเห็นได้ว่าวิชาการผังเมือง มีบทบาทมาตั้งแต่วันแรกที่เอานิ้วจิ้มลงบนแผนที่ ว่าจะเอาตรงจุดนี้แหละเมื่อเกิดเมืองขึ้น
มันก็ต้องมีการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตตามมามากมายสารพัด ที่เป็นเหตุให้ต้องมีการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับสังคมเมืองที่เติบโตขึ้น ก็เพราะเมื่อคอนเซ็ปต์ของที่อยู่อาศัยกับพื้นที่เพาะปลูกเปลี่ยนไป ภาคเกษตรกรรมก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์ จากการเพาะปลูกเพื่อคนเพียงหยิบมือ มันก็กลายมาเป็นเพื่อคนนับล้าน แล้วจะเอาไร่นา โรงสี และอุตสาหกรรมแปรรูปภาคเกษตรกรรมมาไว้กลางเมืองก็ใช่ที่

ทุกวันนี้ถ้าอยากเห็นว่าวิถีชีวิตของคนกรุงเทพของเราเคยเป็นอย่างไร คงต้องออกไปเขตรอบนอกอย่างหนองจอก ลาดกระบัง ที่อาจจะพอเห็นเป็นลางๆ ได้บ้างส่วนใหญ่เวลาพูดถึงผังเมืองกรุงเทพที่โตนอกลู่นอกทางมานาน หลายคนก็ส่ายหน้าหนี บ้างก็ทำหน้าปลง เรามักจะกล่าวโทษผังเมืองแต่ในเรื่องของการจราจรเสียเป็นส่วนใหญ่ จริงอยู่ที่ปัญหาจราจรปัญหาเดียวก็ใหญ่มากอยู่แล้ว และส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ไปอีกในหลายประเด็น ในความเป็นจริงแล้วการออกแบบผังเมืองนั้นมีผลโดยตรงต่อหลายโครงสร้างทางสังคมมากกว่าที่เราคิด

การที่มีผังเมืองดีมีประโยชน์มากมาย ไม่เพียงแค่ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาคาใจอย่างการจราจร ผังเมืองที่ดียังมีประโยชน์ในแง่ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึง อย่างเช่น ทำให้เกิดย่านเศรษฐกิจในหลายๆ จุดของเมือง อันนำมาซึ่งการหมุนเวียนทางธุรกิจ การเงิน และการสร้างงาน ย่านธุรกิจก็จะได้ไม่กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง พื้นที่ที่เรียกกันว่าทำเลทองก็จะมีมากขึ้นไปรษณีย์ก็น่าจะทำงานได้สะดวกแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น เพราะการค้นหาที่อยู่ก็ไม่เป็นเรื่องปวดหัว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง บริการพิเศษกึ่ง(เกือบ)ธรรมดาอย่างอีเอ็มเอสคงจะรายได้ตก เป็นการง่ายต่อการแบ่งเขต และการควบคุมระบบต่างๆ ที่เมืองจำเป็นต้องรองรับ หรือว่าสามารถประหยัดงบประมาณในการสร้างหรือต่อเติมระบบสาธารณูปโภคในอนาคต ไล่ไปตั้งแต่ น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือเคเบิ้ลทีวี อินเทอร์เน็ต หรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นมารองรับความต้องการในอนาคต

อีกทั้งระบบขนส่งมวลชนที่ช่วยให้การเดินทางง่ายสะดวกขึ้น หรือจะเป็นเรื่องหน้าตาของเมืองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งในกรณีของกรุงเทพหรือหัวเมืองต่างๆ ที่การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก บรรยากาศและสภาพของเมืองก็คือสิ่งภายนอกที่สามารถพบเห็นได้ก่อน สิ่งก่อสร้างสำคัญที่เป็นจุดดึงดูดการท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ มันยังเกี่ยวพันไปถึงการสร้างทัศนียภาพโดยรวมของย่านต่างๆ ในเมืองใหญ่

ท้ายสุดแล้วมันก็ส่งผลต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และวิธีคิดของคนในสังคม ที่เป็นระบบมาตรฐานอันเป็นเหตุตามมาจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นใครที่ชอบอ่านประวัติศาสตร์ หรือได้ชมภาพยนตร์เดอะเปียนนิสต์ก็จะเห็นว่า เรื่องของผังเมืองยังเคยถูกใช้ในแง่ต่างๆ ที่เราคาดไม่ถึง อย่างเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมันจัดแบ่งเขตในกรุงวอซอร์เมืองหลวงของโปแลนด์ เพื่อไล่ต้อนชาวยิวให้ไปอยู่ในพื้นที่เมืองจำเพาะ ก่อนที่จะจำกัดพื้นที่ให้เล็กลงทีละน้อยเพื่อให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และง่ายต่อการควบคุม ก่อนจะย้ายไปแคมป์เพื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้ผังเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของมนุษย์ จะว่าไปแล้ววิชาการแบบผังเมืองก็คือวิชาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ พื้นที่ก็มีส่วนในการพัฒนาบุคคลในสังคม มีผลต่อการดำเนินชีวิต สุขภาพ อุปนิสัย และจิตใจ สำหรับบ้านเรา ปัญหาผังเมืองและการจัดสรรพื้นที่ นำไปสู่ปัญหาจราจร ซึ่งเป็นปัญหานำมาสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย นับตั้งแต่ กวนใจทั้งคนที่ติดอยู่บนท้องถนนและคนที่อาศัยอยู่สองข้างเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น สูญเสียเงินตราและโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างอากาศเสีย กระทบให้เกิดปัญหาสุขภาพทำลายบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ อีกทั้งยังสร้างอุปนิสัยแปลกๆ เช่น มารยาทการขับรถที่ส่อให้เห็นถึงการเอาตัวรอดแบบด้อยพัฒนา การเลื้อยเปลี่ยนเลนแบบเสียมิได้ การต้องอดทนกับรถติดอาจเป็นเหตุนำไปสู่การใช้กฏหมู่ ถือวิสาสะปิดถนนซิ่งรถเวลากลางวันและกลางค่ำกลางคืน ก็อาจจะมาจากความเก็บกดดังกล่าว รวมๆ อาจจะเหมาเรียกด้วยคำใหญ่ๆ ว่า "คุณภาพชีวิต"

บ่อยเหลือเกินที่รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าติดชะงักอยู่บนถนนในกรุงเทพ วันนี้ก็เช่นกัน รถติดๆ เคลื่อนๆ อยู่บนสะพานพระรามเก้า เลยมีโอกาสได้มองเจ้าพระยานานหน่อย จะว่าไปแล้วรถติดก็ส่งผลดีในบางครั้ง ตรงที่ทำให้มีเวลาได้คิดฟุ้งซ่านในหลายๆ เรื่อง คิดเรื่องงาน คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัด แต่มันก็เป็นเพียงด้านดีที่ไม่คุ้มกับด้านเสีย เมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน และค่าเสื่อมสภาพของระบบทางเดินหายใจ และไม่คุ้มเท่าไหร่กับเวลาอันสั้นนักของตัวเองบนโลกใบนี้ พอมีโอกาสได้บ่นเรื่องรถติดกับเพื่อน ก็พบตัวเองเล่าเรื่องซ้ำซากของความเซ็งบนท้องถนน ขอเพียงได้บ่นสองสามคำแล้วสักพักก็ลืม ก็เพราะว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ แล้วก็ถอดใจ

ทำไมต้องออกแบบ?

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๔๖

-----> เหตุเกิดมาจากคำถามหลังการสนทนาเชิงวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ฟังการสนทนาท่านหนึ่งส่งผ่านคำถามมาขึ้นมาบนเวที คำถามแบบคำต่อคำนั้นไม่สามารถจำได้ แต่รวมๆ ได้ใจความถอดได้ในทำนองที่ว่า “อยากรู้ว่าการออกแบบนั้นสำคัญอะไรกันนักหนา ไม่มีการออกแบบก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องฟุ่มเฟือยกับการออกแบบ ทำไมนักออกแบบต้องพูดเหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญเหนือความเป็นจริง” คุณประธาน ธีรธาดา ผู้ดำเนินราย การอ่านทวนคำถาม แล้วส่งชิ้นส่วนกระดาษมาให้ผม พร้อมทั้งสำทับว่าเจ้าของคำถามต้องการให้คุณเป็นคนตอบ

ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากคำถามที่ว่าถูกถาม และผู้ฟังกำลังประมวลสถานการณ์ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสมองที่เริ่มบวมปนน่วมจากการสนทนาและคำถามก่อนหน้า

ประการแรกชวนให้คิดว่า นี่มันงานสนทนาเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อนักออกแบบ สงสัยว่าคำถามนี้มันเป็นปัญหาปัจเจกอคติหรือเปล่า? ทำไมคุณช่างถามเพื่อชีวิตได้ตกขอบอย่างนั้น หรือว่าคุณถามเอามันส์หรือถามเอาเก๋? ควรที่จะตอบดีหรือไม่? ถ้าคำถามถามด้วยอคติแล้ว ตอบไปอาจจะกลายเป็นต่อปากต่อคำเช่นนั้นคงจะเสียเวลาเปล่า? ไม่ตอบคงจะไม่ดีเพราะคงมีคนฟังที่ไม่ใช่นักออกแบบอยากรู้จริงๆ หรือแค่อยากฟังคำตอบว่าวิทยากรจะตอบหรือรับมือกับคำถามอย่างไร และหากว่านี่มันไม่ใช่เพียงคำถามกวนอารมณ์ แต่มันเป็นความใส่ใจจริงที่อยากถามปัญหาเพื่อปัญญา ก็สมควรที่จะตอบ ตกลงผมว่าจะตอบ แต่ถ้าตอบจะตอบอย่างไรให้สั้น ง่าย และได้ใจความที่สุด?

ผมเริ่มต้นคำตอบโดยกล่าวว่า ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักออกแบบถึงไม่ค่อยชอบเวทีงานสัมมนาหรือการขึ้นเวทีต่อหน้าชุมชน เพราะมันไม่ใช่แค่ภูมิความรู้เรื่องสายงานประจำวัน หากแต่ต้องอาศัยความอดทนและไหวพริบอย่างปัจจุบันทันด่วน การที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างที่ทุกคนไม่ได้อยู่บนหน้ากระดาษเดียวกันนั้น ต้องใช้ยุทธศิลป์หลายหลาก นี่ยังไม่นับว่าจะต้องมีขันติต่ออัตตาส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ผู้ฟังเป็นนักออกแบบด้วยกันเอง เพราะอัตตาอาจนำไปสู่วิกฤติได้

จากนั้นสมองผมเริ่มเข้าสู่การตอบคำถาม โดยแบ่งเป็นคำถามใหญ่ๆ ได้ 3 ข้อ ดังนี้

1. การออกแบบสำคัญต่อการดำรงชีพอย่างไร
2. เราต้องการงานออกแบบจริงๆ
หรือ และ
3.งานออกแบบทำไมจึงมีราคาแพง

ผมประมวลเป็นคำตอบว่าการออกแบบไม่ได้สำคัญอะไรเลย... แบบการตัดเสื้อผ้าที่คุณใส่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เก้าอี้ตัวนี้นั่งสบายกว่าเก้าอี้ตัวโน้น มันเป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่อาจจะเชื่อมโยงกับไสยศาสตร์ บ้านหลังนี้อยู่สบายและประหยัดพลังงาน ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญทั้งสิ้น อย่ามาโกหกกันเลย โถ...ถ้าคุณมีระบบการคิดตกขอบสุดขั้วเช่นนั้น มันคงต้องใช้เวลานานทีเดียวในการอธิบาย คุณไม่เพียงอยู่บนหน้ากระดาษเดียวกันกับคนอื่น หากแต่คุณอยู่คนละ "คตินิยม" เอาเป็นว่าลองยกเอาข้าวของทั่วไปมาเป็นกรณีศึกษา ถ้วย ไห จาน ชาม และลูกปัดบ้านเชียงเป็นตัวอย่าง มันเป็นหลักฐานที่จับต้องได้และบอกเรื่องราวถึงความรอบรู้ในการดำรงชีวิต สิ่งของเหล่านั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น หรือเพื่อตกแต่งร่างกายให้สวยงามเกิดคุณค่าทางจิตใจ

จะเห็นได้ว่ากี่ร้อยกี่พันปีผ่านมาคอนเซ็ปต์ดังกล่าวก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์เรา คอนเซ็ปต์และเหตุและผลของจานชามและลูกปัดก็ยังเหมือนเดิม มิหนำซ้ำยังถูกพัฒนามาเป็นเครื่องครัวสมัยใหม่รวมไปถึงการออกแบบอัญมณี

ต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำรงชีพ ลองเอาเรื่องใกล้ตัวที่สุด เสื้อผ้ากับการออกแบบเครื่องแต่งกาย การแต่งกายเกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการพื้นฐาน ที่ใช้เพียงแค่ปกปิดร่างกาย เมื่อวัฒนธรรมของมนุษย์เจริญขึ้น การแต่งกายก็เริ่มมีเรื่องของวาระโอกาสและกาละเทศะเข้ามาเกี่ยวข้อง คิดเล่นๆ สนุกๆ ถ้ามนุษย์เรากลับไปอาศัยอยู่ในถ้ำ เราก็ยังต้องใช้ขวานหินเป็นอุปกรณ์สำคัญ นำขนสัตว์มานุ่งห่ม มันก็หนีไม่พ้นการออกแบบที่สอดคล้องกับการดำรงชีพอยู่ดี

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบเป็นพฤติกรรม และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มนุษย์ใช้สร้างวัฒนธรรม อารยธรรม แล้วมันสำคัญต่อการดำรงชีพไหมนี่?

ผมคิดว่าผู้ถามจริงๆ แล้วต้องการที่จะถามว่า เราต้องการการออกแบบในชีวิตประจำวันขนาดไหน แน่นอนที่แต่ละบุคคลมีความต้องการไม่เท่ากัน การออกแบบแต่ละขนานก็ตอบสนองระดับความต้องการต่างระดับกันไป จึงน่าจะเป็นการฉลาดกว่าที่จะรู้จักเลือกซื้องานออกแบบให้ตรงกับความต้องการและงบประมาณของตน

มองไปรอบๆ ตัวเราจะเห็นได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลและถูกรองรับด้วยการออกแบบ หน้าตาของการออกแบบนั้นๆ ก็สอดคล้องกับตัวเลขงบประมาณ ซึ่งมันเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นสัจธรรม จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากขายของแพงจนไม่มีคนซื้อ โดยทั่วไปแล้วการออกแบบนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาของการดำรงชีวิตแล้ว ในเชิงพาณิชย์ ธุรกิจ และอุตสาหกรรม การออกแบบก็ยังถูกใช้เป็นกระบวนการเพิ่มค่าให้สินค้าเช่นกัน เหตุผลเรื่องมูลค่า ราคา และตัวเลข บังเอิญต้องไปเกี่ยวพันกับการตลาด มันไม่ใช่เหตุผลของการออกแบบล้วนๆ

ผมขอยืมหลักการตลาดเบื้องต้นมาอธิบาย หากสินค้าสามารถขายได้มาก มีคนเสพงานออกแบบมากขึ้น มันก็ส่งผลให้เกิดการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น ราคาต่อหน่วยก็ย่อมถูกลงเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตาม แพงหรือถูก มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาอ้างในการไปละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบ เรามักพบเห็นลักษณะของการเจตนาดีแต่ประสงค์ร้ายได้บ่อยๆ เอาของเขามาฉีดพลาสติกทำแบบใหม่ขายสามอันสิบบาท ก็คุณออกจะหวังดีที่จะทำให้คนทั่วไปเสพงานออกแบบในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นการทำลายไม่ใช่สร้างสรรค์ มองในแง่การตลาดแล้วมันก็ไม่ได้ช่วยให้ราคางานออกแบบของแท้ถูกลงจริงๆ

อีกแนวคิดหนึ่งคือแนวคิดของการผลิตในจำนวนจำกัด เพื่อตั้งใจให้เกิดการจำกัดจำนวน ราคาต่อหน่วยบางครั้งก็อาจถูกบวกเพิ่มไปเป็นค่ารับประกันความโหล บางกรณีอย่างเช่นอุตสาหกรรมแฟชั่นมันก็ต้องมีค่าแบรนด์เนม พอมีแบรนด์เนมเกี่ยวข้องมันก็ต้องมีค่าการตลาดตามมาอีก เจ้าค่าระดับของแต่ละยี่ห้อนี่เองที่เติบโตมาบนแนวคิดคล้ายๆ กันกับวรรณะ มันเป็นการแบ่งกลุ่มการตลาดในภาษาของการค้าสมัยใหม่

ทั้งหมดมันก็อยู่ที่ว่า ผู้ออกแบบวางจุดยืนของตนและผลงานที่ตรงไหน นี่ยังไม่นับรวมตัวแปรอื่นๆ เช่น จรรยาบรรณส่วนตัวของนักออกแบบที่ตั้งใจจะโปรดมวลชน โปรดการตลาด โปรดโลภ โปรดตัวเอง หรือตั้งใจที่จะโปรดศิลปะ ไหนจะค่าวิชาชีพและเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างสรรค์ อย่าได้ตกใจไปเลย ที่กล่าวมามันก็เป็นสูตรวิธีคิดเดียวกันทั้งนั้นไม่ว่าสินค้า บริการ หรืออาชีพไหนๆ ในโลก

เนื้อความทั้งหมดที่ผมพล่ามไปข้างต้น เป็นคำตอบสดต่อคำถามสดในวันนั้น อาจนำมากระชับได้ว่า “การออกแบบก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีอยู่รอบๆ ตัวเรา เป็นธรรมดาเหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่มีทั้งคนคุณภาพมากและน้อยแตกต่างกันไป อยากให้มองการออกแบบในแง่ของความเป็นบันทึกทางวัฒนธรรม มากกว่าการเป็นสิ่งสิ้นเปลือง

งานออกแบบที่อยู่รอบๆ ตัวเราในทุกรูปแบบ มันเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงระดับความคิด ชีวิต ความเป็นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ มันสามารถบอกถึงรูปแบบความต้องการของมนุษย์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมารองรับ เนื้อหาประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เราเรียน ก็มาจากสิ่งของและวัตถุที่หลงเหลือให้เห็น ถ้าคิดว่ามันไม่สำคัญ ก็ไม่ต้องไปขุดมันขึ้นมาให้เสียเวลาเปล่า หรือควรพอใจกับการมีชีวิตกันไปแบบวันนี้และพรุ่งนี้ก็พอแล้ว

ผมยกคำตอบสั้นสดต่อคำถามสด ในงานสนทนาเชิงวิชาการวันนั้นขึ้นมา ไม่ได้จะคิดทำให้ใครขุ่นเคืองแต่ประการใด โปรดอย่าสรุปคิดเจตนาด้วยจินตนา เพราะจะว่าไปแล้วมันเป็นคำถามที่น่าตอบมากคำถามหนึ่ง เพื่อบุคคลทั่วไปจะได้มีความเข้าใจที่ตรงกันในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการออกแบบและชีวิตประจำวัน

การที่จะตอบคำถามใหญ่ๆ ให้ได้ใจความในเวลาที่จำกัดนั้นเป็นเรื่องยากลำบากทีเดียว หากว่าคำตอบในวันนั้นทิ้งท้ายให้ท่านผู้ถามระคายเคือง ก็อยากให้เข้าใจเถอะว่ามันเป็นเจตนาดีล้วนๆ ไม่มีเจือปน และอนุภาพของคำถามของคุณในวันนั้นมันก็ได้ขยายผลแล้วในหน้ากระดาษนี้

คิดถึง นิตยสารฟรีสซ์

อนุทิน วงศ์สรรคกร
สิงหาคม ๒๕๔๖

-----> บ้านเรามีนิตยสารแฟชั่นมากมายหลายหัวเกินกว่าจะนับ นิตยสารเกิดใหม่ก็มีให้เห็นกันแทบทุกเดือน โดยเฉพาะในระยะสองสามปีที่ผ่านมา ดูเหมือนอุตสาหกรรมนี้สวนกระแสเศรษฐกิจเสียนี่กระไร มีใครบ้างไหม ที่พอจำได้ว่าราวปลายทศวรรษที่แล้ว ตอนที่ประเทศไทยเพิ่งตื่นหายมึนงงจากอาการโคม่า มีนิตยสารเล่มนึงเกิดขึ้นและหายไปจากแผงรวดเร็วชั่วข้ามคืน สำหรับหลายๆ คนมันคงเป็นแค่เพียงวัฏจักรของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ มีคนสักกี่มากน้อยที่ยังพอจะจำได้และพูดถึง เหมือนว่ามันสำคัญไปกว่าแค่เป็นนิตยสารฉบับหนึ่ง?

ใช่แล้ว...เรากำลังพูดถึงการมองทะลุเปลือกของนิตยสารแฟชั่น จนมองเห็นจุดเปลี่ยนที่นิตยสารเพียงหนึ่งฉบับมีผลกระทบต่อสังคม นึกย้อนกลับไปมันก็หลายปีมาแล้ว แต่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ผมจำได้ว่าคุยโทรศัพท์กับคุณชัชวาล ขนขจี บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง เขาชักชวนให้ผมเขียนบทความลงในนิตยสารออกใหม่ชื่อฟรีสซ์

นิตยสารเล่มนี้หน้าตาเป็นอย่างไร? คุณชัชวาล บอกว่าจะส่งตัวอย่างมาให้ดู ซึ่งผมเองก็พอทราบเป็นนัยอยู่ว่าพี่ชัชวาล ดูแลการออกแบบของนิตยสารฉบับนี้ ก็เลยไม่ได้เป็นห่วงเรื่องหน้าตาของตัวนิตยสาร วันต่อมาผมได้รับนิตยสารฟรีสซ์ ฉบับปฐมฤกษ์ พลิกดูครั้งแรกก็แปลกดีตรงที่ไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหน จำได้ว่าตัวอักษรมันเหมือนเป็นลายตารางบางยิบไปทุกหน้าที่มีพื้นขาว

พลิกไปพลิกมา สมองซีกขวาเริ่มคิดตำหนิคุณชัชวาลว่าออกแบบให้อ่านได้ยากมาก แต่เมื่อใช้เวลาสักครู่หนึ่งสมองซีกซ้ายแปลงความถี่สิ่งที่เห็นไปทางตรงกันข้าม สมองซีกซ้ายเริ่มครอบงำ และนำเสนอเหตุผลให้สมองซีกขวาสั่งการยอมรับเหตุผลของสมองซีกซ้าย

ครั้งต่อมาที่ได้คุยกัน คุณชัชวาลก็ขอฟังความคิดเห็นส่วนตัว เกรงใจอยู่เหมือนกัน ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบเนื้อหาของนิตยสารแฟชั่นสูตรสำเร็จ ที่มีแต่ถอดบทสนทนา แล้วก็บทสนทนา บทแล้วบทเล่า ทั้งแบบจริงใจบ้าง เหนือจริงบ้าง มากด้วยจริตบ้าง ผมจึงไม่ได้ออกความคิดเห็นตรงนั้น

เท่าที่จำได้คือ ผมบอกคุณชัชวาลไปว่ารูปแบบมันเบามาก มันขาวโพลนไปหมด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแบบตัวอักษรที่บางเฉียบและการใช้พื้นขาวตลอดเล่ม จากนั้นผมจึงเฉไฉมาเข้าเรื่องบทความ บอกไปว่ามีบทความส่วนตัวภาษาอังกฤษชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมและวิถีการอ่านที่มีต่อการออกแบบ หากแปลเป็นภาษาไทยแล้วลงในฟรีสซ์ มันคงช่วยตอบคำถามอุบัติการณ์ของแบบตัวอักษร และช่วยอธิบายการออกแบบของนิตยสารฉบับนี้ได้ไม่มากก็น้อย

ใครจะไปรู้บทความเรื่องที่ว่า ไม่มีโอกาสได้พิมพ์ เช่นเดียวกับฟรีสซ์เล่มสาม ที่ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแต่ไม่มีโอกาสได้เปรอะหมึกพิมพ์ คุยไปคุยมาผมก็อดที่จะถามคุณชัชวาลไม่ได้ว่าเสียงตอบรับของการออกแบบเป็นอย่างไร เขาตอบว่ากลุ่มคนทำงานวัยกลางคนขึ้นไปไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของนิตยสารอยู่แล้วจึงไม่ค่อยน่ากังวล กลุ่มนักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายดูเหมือนจะเปิดกว้างมากสุด กอปรกับรสชาติทางการออกแบบที่หลุดไปจากนิตยสารแฟชั่นไทยทั่วไปบนแผง จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ มองข้ามเรื่องความสามารถในการอ่าน แล้วไปเสพภาพถ่ายและการออกแบบแทน

คุณชัชวาลสำทับตบท้ายว่า ได้สอบถามนักศึกษาวารสารศาสตร์กลุ่มหนึ่งเกี่ยวกับวิถีการอ่าน ปรากฏว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ผมเลยอดเสริมต่อไปให้พี่เขาฟังไม่ได้ว่า มันเป็นเรื่องปกติที่วัยรุ่นมีความอดทนในการอ่านข้อความบนแบบตัวหนังสือที่ไม่คุ้นเคย ตามทฤษฎีแล้ว ความอดทนตรงนี้จะน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ผมจึงได้ทีบอกไปว่า “พี่ยังวัยรุ่นอยู่”

จำได้ว่าขณะนั้นกระแสของตัวอักษรประเภทบางเฉียบกำลังระบาด ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากงานของ เฟเบียน บารอนด์ หลายปีก่อนหน้า หากใครไม่รู้จักขอแนะนำให้ไปละเลียดปกซีดี เบดไทม์ สตอรี่ ของมาดอนน่า ดูก็คงจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีใครทำแบบภาษาไทยในลักษณะนี้ออกมาใช้ เครดิตตรงนี้มาทราบภายหลังว่า ลีโอ เบอร์เนทท์ เป็นคนริเริ่มผลิตฟอนต์ชื่อ แอลบี นิว ออกมาใช้ เท่าที่ทราบมา แอลบี นิว ถูกออกแบบมาเพื่อโปรเจ็กต์ของ ดิ เอ็มโพเรียม ต่อมาแอคเคานท์นี้ตกมาเป็นของ เอสซี แมทช์บ็อกซ์ ฟอนต์แอลบี นิว ก็เลยถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็น เอสเอ็มบี เอ็มโพ

เมื่อเป็นที่ทราบกันแล้วว่าใครเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแบบตัวอักษรตระกูลดังกล่าว แปลว่าถ้าหากฟอนต์นี้ปรากฏอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของคุณ ร้อยทั้งร้อยมันเป็นของละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ทุกงานออกแบบ (ในที่นี้หมายถึงฟอนต์) นั้นเกิดขึ้นพร้อมสิทธิแต่กำเนิดโดยอัตโนมัติครับ หากใครไม่ทราบมาก่อน การจดขึ้นทะเบียนนั้นคือการแจ้งเกิดต่อเจ้าพนักงาน

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสคุยกับคุณประชา สุวีรานนท์ ด้วยการนัดแนะของนิตยสารสารคดีเพื่อมาคุยกันเรื่องอักขรศิลป์และการออกแบบ (แต่เป็นที่น่าเสียดาย ประเด็นและเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้ถูกถอดความมาเป็นตัวหนังสือให้ได้อ่านกัน)

คุยไปคุยมาก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องปรากฏการณ์ของนิตยสารฟรีสซ์ ในจุดที่ว่า ถึงแม้ฟรีสซ์จะเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุบนแผงหนังสือ หรือความตั้งใจที่ถูกโยกออกไปจากสายตาของฝูงชนอย่างรวดเร็ว ฟรีสซ์กลับทิ้งความท้าทายในการอ่านให้เราขบคิด ทิ้งความเป็นไปได้ใหม่ของการเลือกใช้แบบตัวอักษรไว้ให้สังคม และเปิดช่องให้เกิด "อิทธิพลประสบการณ์" แก่นักออกแบบคนอื่นๆ ให้เดินตาม จนกลายเป็นเทรนด์ของการใช้ตัวอักษรบางเฉียบในบ้านเรา

ขณะเดียวกันอีกด้านของดาบสองคม ฟรีสซ์มีส่วนสมทบให้พฤติกรรมการใช้ตัวอักษรเพี้ยนไป ปัจจุบันนี้มันกลายเป็นว่าการเลือกใช้แบบตัวอักษร คือการเลือกแบบที่ฮิต ไม่ใช่เลือกใช้แบบตัวอักษรตามความเหมาะสม เราสามารถเห็นได้ชัดว่าทุกวันนี้จะโฆษณาอะไร ออกแบบให้ใคร ดูเหมือนจะไม่สำคัญเท่าไหร่ที่จะเสียเวลาเลือกแบบตัวหนังสือให้เหมาะสม แบบตัวหนังสือแบบเดียวกันสามารถขายของได้ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ น้ำยาปรับผ้านุ่ม บ้านจัดสรร หรือประกันชีวิต

จริงอยู่ที่ “ตัวอักษร” มีหน้าที่ประกอบเป็น “คำ” เพื่อการสื่อสารส่งความหมาย เป็น “รหัส” ที่สามารถถอดได้ด้วยความเข้าใจทางภาษาที่ตรงกัน เพื่อสื่อสารข้อความหรือใจความที่ต้องการ แต่หน้าที่ของนักออกแบบก็มีอยู่เช่นกัน นักออกแบบจำเป็นต้องทำให้ความหมายของคำ หรือประโยค หรือบทความนั้นๆ นำส่งเป้าหมายปลายทางอย่างสุนทรีย์และแยบยล ซึ่งแบบตัวอักษรสามารถสร้าง ส่งเสริม บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก และนำความหมายของประโยคออกมาเป็นรูปธรรม มันคือคำตอบที่ว่าทำไม นักออกแบบจึงต้องมีหน้าที่เลือกแบบตัวอักษรให้เข้ากับลักษณะงาน

คนทั่วไปไม่ค่อยได้สนใจกับแบบตัวอักษรในเชิงลึก ส่วนใหญ่สนใจแค่ว่าขนาดเล็กไป หรือสนใจแค่ว่ามันทำให้อ่านยากหรือง่าย มันน่าสนใจตรงที่นิตยสารชั่วข้ามคืนเล่มหนึ่งอย่างฟรีสซ์มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทั้งในแง่ของการสนับสนุนให้เกิดการอ่านบนลักษณะตัวอักษรไทยที่ถูกออกแบบบนโครงสร้างภาษาอังกฤษ อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้เกิดแรงสนับสนุนต่อจุดเปลี่ยนทางการออกแบบตัวอักษรไทย เพราะความสามารถในการอ่านแบบใหม่อนุญาติให้แบบตัวอักษรใหม่ถูกนำมาใช้งาน จะว่าไปแล้วความที่อ่านยาก มันก็เป็นสิ่งที่ท้าทายให้อ่านอยู่เหมือนกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมการใช้ตัวอักษรของนักออกแบบกระทบต่อพฤติกรรมการอ่านของคนทั่วไป เปลี่ยนแปลงลักษณะของตัวอักษร และเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวอักษรภาษาไทยหลายปีก่อนได้สนทนากับอาจารย์เชาว์ ศรสงคราม หนึ่งในผู้ออกแบบตัวอักษรชั้นครูของบ้านเรา เจ้าของแบบตัวอักษร "ชวนพิมพ์ " (หากใครเคยผ่านไปผ่านมาแถวโรงเรียนสตรีวิทยาหนึ่งแล้วคุ้นกับชื่อโรงพิมพ์ชวนพิมพ์ นั่นแหละที่มาของชื่อ อีเอซี ชวนพิมพ์ )

อาจารย์เชาว์ เล่าให้ฟังว่าบริษัทอีสเอเชียติก หรือที่คุ้นหูกันในนาม อีเอซี เคยอยากจะว่าจ้างให้ลอกแบบตัวอักษรของ ไทยวัฒนาพานิช เพื่อใช้กับเครื่องไลโนไทป์ ด้วยความที่เป็นนักออกแบบรุ่นใหม่ไฟแรงในขณะนั้น อาจารย์บอกว่าเสียเหลี่ยมที่ต้องไปลอกตัวอักษรที่มีอยู่แล้ว แม้ว่าหลายปีให้หลังจึงคิดได้ว่าทำไมอีเอซีจึงต้องการให้ลอกแบบตัวอักษรของไทยวัฒนาพานิช เหตุผลก็เพราะคนทั่วไปคุ้นเคยกับการอ่านแบบตัวอักษรของไทยวัฒนาพานิชที่มีใช้ทั่วไปในแบบเรียน จึงกลายเป็นแบบตัวอักษรที่อ่านง่ายที่สุด ด้วยความคุ้นชิน

เจ้าความคุ้นเคยนี่เองที่นิตยสารอย่างฟรีสซ์หยิบยื่นให้กับแฟนของนิตยสารอายุสั้นฉบับนี้ มันจึงเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทุกวันนี้เราไม่มีปัญหาในการอ่านแบบตัวอักษรที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือของออเร้นจ์ หรือสื่ออื่นๆ ที่นำเอาตัวอักษรไทยบางเฉียบออกแบบบนโครงสร้างภาษาอังกฤษมาใช้เป็นเนื้อความ มันน่าสนใจไปอีก ตรงที่แบบตัวอักษรที่ว่าอ่านยากสามารถกลายเป็นแบบที่อ่านง่ายได้ด้วยความเคยชิน พอเกิดความเคยชิน มันก็อนุญาติให้แบบโครงสร้างของตัวอักษรเกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง

นิตยสารฟรีสซ์เป็นอีกหลักฐานหนึ่งในประวัติศาสตร์การออกแบบบ้านเราที่แสดงให้เห็นถึงทฤษฎีของความคุ้นเคยที่เป็นเหตุและผล ต่อการเกิดพัฒนาการทางการอ่านและรูปแบบ (รูปร่าง) ของตัวอักษร ไทยอาจฟังดูเหมือนว่ามันยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน อันนี้ก็คงต้องไปลองพินิจกันดู แล้วให้น้ำหนักความสำคัญกันเอาเอง อ่านแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดมากให้ปวดหัว ที่จริงแล้วมันเป็นภาระของนักออกแบบต่างหาก ที่ควรเข้าใจว่านักออกแบบคือหนึ่งในนักสร้างประสบการณ์

ประสบการณ์คือสิ่งที่เรา คุณ หรือ ใคร ประสบได้ในสังคม แต่ละประสบการณ์ที่สายงานอาชีพต่างๆ หยิบยื่นต่อสังคมส่งผลลัพธ์ต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง ตรงบ้างอ้อมบ้าง ล้วนแล้วแต่แบ่งความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับใดระดับหนึ่ง ถึงแม้ประสบการณ์นั้นอาจจะเป็นเป็นเพียงนิตยสารอายุสั้นๆ ฉบับหนึ่งก็ตาม

ทำความรู้จักกับ คิดนอกกล่อง ใน นิตยสารอิมเมจ

อารีย์ พีรพรวิพุธ
กรกฎาคม ๒๕๔๖

เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ นิตยสารอิมเมจ
นักออกแบบหัวก้าวหน้า กับศาสตร์ที่ว่าด้วย “เลขนศิลป์” และ “อักขรศิลป์”
โดย อารีย์ พีรพรวิพุธ

-----> ชายหนุ่มสองคน ที่กำลังนั่งอยู่หน้าคุณผู้อ่านขณะนี้ เป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยยังนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ในรั้วโรงเรียน ทุกวันนี้เขาทั้งคู่เป็นนักออกแบบคลื่นลูกใหม่ ที่เต็มไปด้วยความคิดความอ่าน ที่ “กล้า” ก้าวออกจากกรอบความรู้เดิมๆ อันน่าเบื่อหน่ายและดูเคร่งขรึมในแวดวงวิชาการ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่า วิชาชีพการออกและการออกแบบ ล้วนแต่มีผลต่อสังคมโดยรวมที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน

มาเริ่มต้นพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาสนใจและเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ด้านหนึ่งคือ ไทพอกราฟิก (Typographic) หรือที่เรียกตามศัพท์บัญญัติในภาษาไทยว่า “อักขรศิลป์” อันเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้และการออกแบบตัวอักษร ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ กราฟิกดีไซน์ (Graphic Design) ที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่า “เลขนศิลป์” หรือจะสะกด ว่า “เรขศิลป์” ก็ตามแต่

กราฟิกดีไซน์ เกิดมาพร้อมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลกตะวันตก เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการส่งผ่านข้อมูล การใช้ภาพ และตัวอักษร มาผสมผสานกันเพื่อส่งสารไปยังคนหมู่มาก “กราฟิกดีไซน์มีอยู่ในงานทุกแขนง มันอยู่รอบๆ ตัวเรา อย่างเวลาที่ฝาท่อเปิด คนเอาไม้ไปปักแล้วทาสีแดง นั่นก็เป็นกราฟิกดีไซน์ เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกเล่าและแก้ปัญหาได้” นิรุติขยายความให้เราฟัง และจากความหมายดั้งเดิมของกราฟิกดีไซน์ มาสู่ยุคที่เทคโนโลยีบูมสุดขีด ด้วยความเข้าใจผิดๆ ทำให้นักออกแบบที่เรียกตัวเองว่า “ดีไซน์เนอร์” ต่างหลงใหลไปกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งอนุทินยืนยันว่า “ทักษะการออกแบบไม่ได้อยู่ที่ว่า ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือไม่”

และเช่นกัน หลายๆ ครั้งที่พวกเขาได้ยินนักออกแบบพูดกันว่า การออกแบบจัดวางตัวหนังสือภาษาไทย ทำให้สวยได้ยากกว่าตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ประเด็นนี้ นักออกแบบไทยเพียงสองคน ที่ผลงานได้รับเลือกให้ลงในนิตยสารเพื่อการออกแบบชื่อดังของอเมริกา “ไอคอน แอนด์ ซิมโบล ฟอนต์” (Icon & Symbol Font) และ เวปไทป์ (WebType) ค้านว่าไม่จริง เขามองว่าเป็นเพียงข้ออ้างของดีไซน์เนอร์ไทย “มันคือปัจจัยของภาษา ไม่ใช่ปัญหา นักออกแบบต้องเข้าใจลักษณะของภาษา และเรียนรู้ที่จะทำบนข้อแม้นั้น”

ในปัจจุบัน ทั้งคู่นอกจากจะทำงานออกแบบตามสายงานแล้ว พวกเขายังมีงานสอนและบรรยายพิเศษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งอนุทินและนิรุติจัดได้ว่าเป็นคนหนุ่มที่เป็นตัวของตัวเอง และออกจะแข็งกร้าวต่อระบบในบางครั้งบางครา อย่างที่พวกเขาบอกว่า “เราเป็นพวกทำงานสวนกระแส มีจุดยืนที่ค่อนข้างแน่นอน”

ดังเช่นก่อนหน้านี้ ที่อนุทินเคยตั้งคำถามพร้อมวิพากษ์ระบบการศึกษาในเมืองไทย ผ่านหนังสือ “บันทึกบรรยาย 10 บทความเลขนศิลป์ ศึกษาเชิงไปรเวทจากบันทึกการสอน...” ไว้ว่า “การเรียนการสอนการออกแบบในบ้านเรา ผู้สอนสมควรที่จะส่งเสริมนักศึกษาให้ออกแบบตามความเป็นตัวเอง หรือสร้างเพื่อให้รองรับตลาดงานกันแน่ ณ วันนี้ วิธีการสอนที่เรียนจบออกไปเพื่อรองรับการทำงานตามสไตล์ตลาดเดิมๆ ควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงได้แล้ว มหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างนักออกแบบที่รู้จักตนเองเลย แต่กลับตรงข้าม มหาวิทยาลัยที่สอนการออกแบบกลับกลายเป็นแหล่งทำลายความคิดของตัวบุคคล... อาจารย์ก็ไม่ค่อยได้ทำการบ้านในการให้งานนักศึกษา อีกทั้งยังมีลักษณะของอาจารย์ที่ไม่พัฒนามุมมอง การเปิดกว้าง และติดตามความเคลื่อนไหวของรูปแบบการออกแบบในปัจจุบัน...หรือแม้แต่ข้อเสียถาวรของนักศึกษาไทยที่ไม่พยายามหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าจะหวังพึ่งอาจารย์ที่ไม่ให้การศึกษาตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้วนั้น มันก็คงจะไปกันใหญ่”

จากสิ่งนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “กระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง” ดูจะเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาของไทยกำลังขาดแคลนอย่างรุนแรง อย่างที่นิรุติกล่าวว่า “บ้านเรา เด็กถูกป้อนอย่างเดียว …แต่ในความจริงแล้ว นักออกแบบต้องศึกษาตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นมันก็ตายครับ จบอยู่แค่นั้น ไม่ใช่ว่าต้องคอยเปิดหนังสือดูว่าอันไหนฮิต แล้วก็พยายามวิ่งไล่ตาม...” อนุทินเสริมต่อว่า “นักออกแบบไม่ค่อยอ่านหนังสืออะไรที่เป็นตัวอักษร ก็ดูแต่รูป เข้าใจจากรูปแต่ไม่เข้าใจวิธีคิด พอเวลาลอก ก็ลอกเป็นรูปแบบ ไม่ได้ลอกวิธีคิด ถ้าลอกวิธีคิดก็จะดีด้วย แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด”

พวกเขาต้องการให้นักศึกษาและคนทั่วไปมองกราฟิกดีไซน์ในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ใช่เพื่อรองรับการยัดเยียดในงานโฆษณาเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้พวกเขารวมตัวกับเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ จัดตั้ง “ดีไซน์เนอร์ เน็ทเวิร์ค” (Designer Network) ขึ้น เขาพอใจที่จะใช้คำว่า “กลุ่มผู้ประกอบการเลขนศิลป์และอักขรศิลป์” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๙ เป็นสตูดิโอแห่งแรกในประเทศไทย เป็นมืออาชีพและเอาจริงเอาจังกับการทำงานด้านเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ ทั้งในเชิงธุรกิจและเพื่อการศึกษา ด้วยรูปแบบในการสร้างสรรค์งานได้อย่างอิสระ จึงทำให้งานของพวกเขาดูโดดเด่นและแตกต่าง จนทำให้กลุ่ม “พฤติกรรมการออกแบบ” ได้รับการรับรองฝีมือจาก ไทป์ไดเร็คเตอร์ คลับ นิวยอร์ค (Type Director Club New York)

แม้ว่าทุกวันนี้ นิรุติและอนุทินจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่พวกเขาก็ยังคงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและทำให้ดีที่สุด สิ่งที่พวกเขารู้สึกดีใจก็คือ ทุกวันนี้คนพูดถึงศาสตร์ ไทพอกราฟิก (Typographic) มากขึ้น ต่างจากแต่เดิมที่เพียงเลือกและคัดสรรมาเท่านั้น หากทุกวันนี้บ้านเราคิดและสร้างสรรค์กันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณอาจจะเห็นด้วย คล้อยตาม ชื่นชม หรือชิงชัง รู้สึกหมั่นไส้ก็ตาม บางทีการอยู่นอกกรอบ ก็เป็นการท้าทายกับดาบสองคม ที่มีทั้งคนชื่นชมและชิงชัง แต่กระนั้น นับเป็นสิ่งดี ที่มีนักคิด นักอ่าน “นอกกรอบ” ในแวดวงวิชาการบ้านเราอยู่บ้าง ทั้งนี้เพื่อสร้างเงาสะท้อน ให้เห็นแง่มุมที่แตกต่าง และสร้างสรรค์วงการนักออกแบบรุ่นใหม่ต่อไป