Showing posts with label เอกสารย่อย. Show all posts
Showing posts with label เอกสารย่อย. Show all posts

เรื่องสับสนที่นักออกแบบไม่สน

อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๕๒

-----» ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่การออกแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อที่น่าสังเกตุคือ จำนวนของนักออกแบบตัวอักษรก็เพิ่มมากขึ้นด้วยในอัตตราที่มีนัยสำคัญ เป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึง จำนวนผู้ที่ใช้โปรแกรมการออกแบบตัวอักษรเป็น และในจำนวนแฝงของผู้ที่ใช้โปรแกรมเป็นนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นนักออกแบบตัวอักษรจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งคือผู้ใช้โปรแกรมออกแบบตัวอักษร

เหตุใดที่นักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์สับสนบทบาทหน้าที่ของตนเองกับการออกแบบตัวอักษร น่าจะเป็นข้อสรุปที่ว่า การเรียนการสอนไทป์พอกราฟฟี่ในขั้นอุดมศึกษาสร้างความสับสนให้กับนักออกแบบรุ่นเยาว์ ด้วยความที่ไม่ชัดเจนในขอบเขตของการสอน และความสับสนในเนื้อหาวิชาของการนำตัวอักษรไปใช้ กับการสร้างแบบตัวอักษรใหม่

ทั้งนี้มิได้กำลังจะกล่าวว่าสองข้อศึกษาไม่สามารถคาบทับซ้อนกันได้ หากแต่ควรมีการแจกแจงและให้ข้อมูลที่ชัดเจน หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องคือ การที่นักออกแบบจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าวิชาไทป์พอกราฟฟี่หรือในชื่อภาษาไทยที่ไม่ค่อยนิยมเรียกใช้นักว่า การออกแบบการจัดวางตัวอักษร สับสนว่าเป็นวิชาไทป์ดีไซน์ หรือวิชาที่ว่าด้วยการออกแบบตัวอักษร ในกรณีนี้ภาษาไทยของเรากลับสนองการสื่อความหมายได้ดีกว่าชื่อวิชาภาษาอังกฤษ

ความไม่ชัดเจนในงานจำพวกเล็ตเทอร์ลิ่ง ซึ่งนำมาสู่ความสับสนบทบาทของนักออกแบบที่เรียนกราฟิกดีไซน์ นักออกแบบกราฟิกหลายคนสามารถทำงานเล็ตเทอร์ลิ่งได้ดีด้วยเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเกิดจากความสนใจส่วนตัว บางคนใช้เป็นพื้นฐานในการก้าวข้ามมาในงานออกแบบตัวอักษรและเป็นมืออาชีพในเวลาต่อมา ในขณะที่บางคนใช้อ้างเป็นประสบการณ์ในการสร้างความชอบธรรมว่าตนเองเข้าใจเรื่องการออกแบบตัวอักษร อย่างหลังนั้นเป็นลักษณะของการคิดเลยไปจากความเป็นจริง

ในปัจจุบันการเกิดขึ้นของฟอนต์ก็ได้ทำลายความสามารถลักษณะนี้ของนักออกแบบกราฟิกไปแทบจะหมดสิ้น กล่าวคือการใช้ฟอนต์สำเร็จรูปทำให้ไม่มีแรงส่งให้เกิดงานเล็ตเทอร์ลิ่งนั่นเอง เป็นปรากฎการณ์รอยแยกบนความทับซ้อนระหว่างคนจัดตัวอักษรและคนสร้างตัวอักษร บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่บางคนมองว่าเป็นการสูญเสียความสามารถพื้นฐานที่พึงมีสำหรับศิลปบัณฑิต

อีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้บางคนเกิดความสับสนคือ การเกิดขึ้นของนักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์ที่มีความสามารถในการออกแบบตัวอักษร (เนื่องจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม) จากในอดีตที่นักออกแบบตัวอักษร เป็นคนละบทบาทแยกจากกันค่อนข้างชัดเจนกับนักออกแบบสิ่งพิมพ์ เมื่อการเกิดขึ้นของการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้สองพื้นที่นี้เชื่อมถึงกันในเชิงของเครื่องมือและการปฏิบัติ จึงทำให้นักออกแบบสิ่งพิมพ์บางคนหรือส่วนหนึ่ง สามารถเข้าถึงความสามารถทางการออกแบบตัวอักษร ทำให้ทุกวันนี้ความเข้าใจต่อบทบาทของทั้งสองวิชาชีพนั้นเกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งๆที่เกิดเป็นทางแยกแล้วดังที่กล่าวมา แต่หากยังคงมีความระลึกที่เกิดขึ้นไปเองจากภาพประทับของหลักสูตรอยู่

เหล่านี้จึงนำมาสู่ปัญหาทางการสร้างสำนึกในความเป็นมืออาชีพทางด้านการออกแบบตัวอักษร นักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบันจึงมักจะประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสับสนบทบาทของการทำงานร่วมกัน ทัศนะคติของนักออกแบบทั่วไปที่มองเรื่องนี้ด้วยทักษะของการออกแบบกราฟิก(ที่ทำหน้าที่ใช้งานตัวอักษร) เพียงด้านเดียว เกิดเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่า ตนเองเข้าใจศาสตร์นี้พอที่จะตรวจงานในเชิงวิพากษ์ และวิภาค ทั้งๆที่ความคิดที่ว่าตนเองมีความสามารถพอนั้นมาจากกระบวนการความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนข้างต้นดังที่กล่าวมา

สิ่งนี้ส่งผลต่อเนื่องอย่างมากต่อการทำงาน และเป็นข้อขวางกั้นให้นักออกแบบตัวอักษรทำงานได้อย่างยากลำบาก เพราะนักออกแบบด้วยกันเองจำนวนไม่น้อย มีความเข้าใจในเรื่องนี้ผิดจากความเป็นจริงอยู่มาก ไม่ทราบสถานภาพความเข้าใจของตนเองว่าเป็นเช่นนั้น จะเนื่องด้วยความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ที่ได้จากการเรียนไทป์พอกราฟฟี่ในระดับอุดมศึกษาก็ตามแต่ อย่างไรก็สุดแท้ ก็ยังดีกว่านักออกแบบในอีกภพนี่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าที่ควร ไม่แม้แต่จะยอมเข้าใจแบบคลาดเคลื่อน การทำงานหรือปรับทัศนคติให้เข้าใจถึงเหตุและผลของงานออกแบบตัวอักษรจึงเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก

ในขณะเดียวกัน นิยามในหมู่นักออกแบบตัวอักษรก็ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน บางคนมองเป็นเรื่องของโปรแกรมและการทำให้พิมพ์แสดงผลได้ถูกต้อง ในขณะที่บางคนจับประเด็นตรงที่ทักษะการออกแบบรูปทรง อย่างไรก็ตามการที่จะเกิดความสะดวกใจในการใช้ชื่อเรียกว่า“นักออกแบบตัวอักษร” จะเกิดขึ้นเองจากสิ่งที่ทำ และบทบาทที่เกิดขึ้นจริง

อะไรที่แยก นักออกแบบที่สนใจทางด้านการออกแบบตัวอักษร ออกจากนักออกแบบที่ทำงานออกแบบตัวอักษรเป็นอาชีพ เรื่องของการใช้โปรแกรมทางการออกแบบได้ดีนั้นเป็นทักษะที่หลายสถาบันการศึกษา ทั้งในระบบ และนอกระบบ กำลังทำให้เกิดความสับสนในบทบาทของนักออกแบบทั้งปวง แนวคิดนี้ยังลุกลามออกมาในสังคมภายนอกรั้วอุดมศึกษาอีกด้วย การออกแบบอะไรก็ตาม มิได้เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เครื่องมือเป็นหลัก จะว่าไปแล้วไม่มีแก่นของศาสตร์ทางวิชาการใดในโลกนี้เน้นเรื่องของการใช้เครื่องมือ

การออกแบบก็เช่นกัน แต่เกินกึ่งหนึ่งของคนในสังคมปัจจุบันเข้าใจการออกแบบโดยมีภาพของเครื่องมือ (คอมพิวเตอร์) เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่น่ากลัวอย่างมากคือแม้แต่นักออกแบบบางจำนวนเองก็ยังหลงกับภาพเช่นนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วหากนักออกแบบด้วยกัน หรือผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นนักออกแบบ และมีทัศนคติเกี่ยวกับการออกแบบเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเครื่องมือนั้น เรากำลังตอกย้ำให้ศาสตร์แขนงนี้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นคงไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะมาเสียเวลาทำให้สังคมเข้าใจการออกแบบ

หมายเหตุเรื่องโลโก้

เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์
สิงหาคม ๒๕๕๒

บทความสั้นจากนิตยสารแฮมเบอร์เกอร์ เกี่ยวกับการออกแบบตราสัญลักษณ์ สรุปความคิดเห็นจาก พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ นักออกแบบผู้ที่อยู่เบื้องหลังโลโก้หลายชิ้นที่คุ้นตา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง พฤติกรรมการออกแบบ และ คัดสรรดีมาก



-----» นิตยสารแฮมเบอร์เกอร์ นั่งคุยกับหนึ่งในหัวเรือใหญ่แห่ง บริษัท คัดสรรดีมาก จำกัด ถึงงานออกแบบโลโก้และความคิดเบื้องหลังที่น่าสนใจ “คัดสรร ดีมาก ทำงานด้านกราฟิกดีไซน์และไทป์ดีไซน์เป็นหลัก ซึ่งสอดรับกับลักษณะของงานออกแบบโลโก้ จึงมีโอกาสทำงานกับองค์กรหลายประเภท ตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่” พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ กล่าว

"เราชื่นชมวิธีคิดของนักออกแบบสมัยก่อนครับ ในช่วงยุคโมเดิร์น ขึ้นมา ช่วงที่ของต่างๆ มีหน้าตาเรียบง่าย เพราะหลักความคิดที่ต้องการลดทอนรายละเอียด ให้เหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็น แต่ยังคงไว้ซึ่งประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม กับงานโลโก้ก็เหมือนกัน มีหน้าตาไม่ซับซ้อนแต่มีความหมายที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ ฉะนั้นพูดง่ายๆ ถึงวิธีคิดที่เรายึดถือก็คือ ถ้าแบ่งงานออกแบบเป็นสองส่วน คือส่วนสาระที่จำเป็น ขาดไม่ได้ กับส่วนที่ใช้ประดับตกแต่ง เราจะให้ความสำคัญกับการหาความเป็นไปได้ในการสื่อสารจากส่วนที่จำเป็นเสียก่อน หากต้องการส่วนประดับตกแต่งจริงๆ ก็ค่อยนำเข้ามาเพื่อส่งเสริมให้ภาพรวมดียิ่งขึ้น



เมื่อคุยกับลูกค้าเราต้องทำความเข้าใจกับองค์กรของเขาอย่างละเอียดในทุกๆด้าน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด เพราะภายใต้แกนความคิด (Concept) เดียวกัน เราอาจสามารถนำเสนอความคิด (Idea) ในรูปแบบของโลโก้ที่หลากหลายได้ ทั้งแบบการใช้ภาพสัญลักษณ์ (Symbol Mark) และตัวอักษร (Logotype) บางกรณีก็เป็นรูปแบบของการใช้ตัวอักษรอย่างเดียว หรือการเขียนตัวอักษรเฉพาะ (Lettering) นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึง"ระดับการสื่อสาร"ของภาพและตัวอักษรอีกด้วย บางองค์กรก็เหมาะกับการบอกตรงๆ ด้วยภาพที่ตรงตัว (Representational Symbol) ในขณะที่บางองค์กรต้องการภาพที่มีความหมายแฝงที่ช่วยสื่อถึงลักษณะกิจการ บุคลิกภาพหรืออาจรวมถึงความคิดและปรัชญาเบื้องหลัง (Abstract Symbol)

แม้จะเป็นความหมายแฝงที่ซ่อนอย่างแนบเนียนในโลโก้ โอกาสเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งอาจคิดไม่ทัน หรือมองไม่เห็นความหมายแฝงที่ซุกซ่อนอยู่ พงศ์ธรตอบคำถามที่ว่า โลโก้ที่ออกแบบมาอย่างดี แต่ผู้คนกลับไม่เข้าใจความคิดเบื้องหลังงานออกแบบนั้น นับว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ “เป็นเรื่องปรกติ ที่บางคนจะไม่ทันสังเกต แต่เราเชื่อว่าหากรู้แล้วเขาก็จะไม่ลืม คนเราชอบศิลปะการบอกอ้อมๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าการบอกตรงๆ เป็นสิ่งที่ไม่เท่ห์นะครับ ยิ่งบอกกันตรงๆ ยิ่งต้องทำให้ดีครับ เพราะว่าเราจะไม่เหลือช่องว่างอื่นๆ ให้คนประทับใจเลย นอกจากความสวยงาม ส่วนการจะมีนัยยะแฝง ทำได้เมื่อมีโอกาสให้แฝง และเมี่อแฝงแล้วงานดีขึ้น ลงตัว



อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าองค์กรนั้นๆ ประสบความสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ตัวองค์กรเอง อย่างเช่น Starbucks หรือ Macintosh เขาประสบความสำเร็จเพราะวัฒนธรรมองค์กรของเขาดี เป็นความดีจากภายในที่ล้นออกมาสู่ภายนอกอย่างสม่ำเสมอ และผู้คนรู้สึกได้ ถึงให้ความเชื่อมั่นต่างหาก และโลโก้ก็มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนด้านรูปธรรมให้กับสภาพแท้นั้น ถ้าเปรียบองค์กรเป็นคน นักออกแบบช่วยเขาแต่งตัวให้ดูดีได้ ช่วยดูแลภาพพจน์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถทำให้คนๆ นั้นเป็นคนดี มีประสิทธิภาพได้ "ถ้าวัฒนธรรมองค์กรไม่เปลี่ยน เปลี่ยนแต่โลโก้ องค์กรนั้นก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ"

“หากจะถามถึงระยะเวลาในการออกแบบโลโก้ ก็คงจะตอบได้ไม่แน่ชัด แต่เราจะให้เวลามากในขั้นตอนการคิด เราเชื่อเสมอว่าการคิดนานแล้วทำไม่นาน ดีกว่าการคิดไม่นานเลยต้องทำมากและนาน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละองค์กรที่มีความยากง่ายไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าอาจใช้เวลาคิดได้ตั้งแต่ 5 นาที จนถึงเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็ได้ ส่วนขั้นตอนการผลิตเราก็มีคอมพิวเตอร์ที่เอื้อให้ทำงานง่ายและเร็วอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ไม่น่าเป็นห่วง"

SME Design Business (Part 2)

นันทิพร พุทธรัตน์
สิงหาคม ๒๕๕๒

(ตอนที่ ๒)
บันทึกบรรยายพิเศษ โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร สรุปใจความโดย นันทิพร พุทธรัตน์ จากงานสัมมนาจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ การบรรยายจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ กรมส่งเสริมการส่งออก ห้องสัมมานา ๑ ชั้น ๑ อาคารฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ



...... กำไรมาจากไหน เท่าไหร่จึงจะกำไร นักออกแบบควรคิดกำไรจากไหน?

ราคาไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆจากก้อนเมฆ กำไรไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป ในอุตสาหกรรมการออกแบบ การ guesstimate เป็นหลักการที่นิยมใช้กัน เพราะเราใช้ความรู้สึกยากหรือง่ายในการกลั่นออกมาเป็นตัวเลข และความรู้สึกที่เป็นตัวเลขถูกผูกกับตารางราคา กลายมาเป็นราคาของงานออกแบบแต่ละชิ้น นักออกแบบส่วนใหญ่ชินและสะดวกใจกับการใช้วิธีนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องมีคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นสมการที่ซับซ้อน แต่ guesstimate จะดูเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ผลเลยเมื่อเราเข้าใจเรื่องของการคิดต้นทุนจากเวลา จงใช้หลักการของ การ guesstimate (คิดราคาแบบใช้ความรู้สึก) เข้ามาประเมินกำไรหลังจากที่เราทราบต้นทุนที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ การ guesstimate จะช่วยเราคิดราคาได้เมื่อเราได้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว กล่าวคือ การใช้ความรู้สึกในการประเมินราคาคือขั้นตอนของการคิดกำไรนั่นเอง การใช้ความรู้สึกจะช่วยได้มากในขบวนการนี้

เมื่อเราได้ต้นทุนที่คิดจากการให้เวลาเป็นสำคัญแล้ว จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรก็ตามที่นอกเหนือจากต้นทุนคือกำไรที่เราต้องบวกลงไป แต่ขอให้นึกเสมอว่ากำไรยังส่งผลกับความรู้สึกเป็นธรรม ซึ่งจุดเหมาะสมหรือที่เรียกกันติดปากว่าราคาเกรงใจนั้นสมควรที่จะอยู่ตรงไหน

การสร้างทัศนคติของตนเองต่องานที่ทำ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ต้องเชื่อให้ได้ก่อนว่างานเรามีมูลค่าแค่ไหน และสมเหตุสมผล เพราะถ้าเรายังไม่เชื่อในราคาของตนเอง ในขั้นตอนของการต่อรองราคาจะทำให้เรายอมถอยราคามากกว่าที่ควร อย่างไรก็ดีถ้าเราทราบตัวเลขต้นทุนอย่างชัดเจนแล้ว พื้นที่การต่อรองจะชัดเจนว่าเราสามารถลดได้เท่าไหร่ คุ้มกับการลงทุนทางด้านเวลาหรือไม่

การประเมินค่าของตนเองนั้นต้องใช้ความรู้สึก ต้องพิจารณาจากความสามารถของเราเอง จึงจำเป็นต้องมองภาพสะท้อนตนเองที่ถูกต้อง ภาพสะท้อนนี้ก็จะนำมาซึ่งราคาที่เหมาะสม และสมเหตุผล พูดง่ายๆคือการตีราคาชื่อของเราเองเป็นเครดิตทางการออกแบบ นักออกแบบที่มีชื่อเสียงจึงมีความชอบธรรมในสายตาลูกค้า และราคาที่สูงมีแนวโน้มจะมีเหตุผลของราคา นักออกแบบแต่ละคนจึงมีค่าวิชาชีพที่ไม่เท่ากัน

ความรู้สึกที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มกับสิ่งที่จ่าย ต้นทุนทางการจัดการอาจเท่ากันในบางกรณี แต่ความรู้สึกถึงค่าของการออกแบบแต่ละคนมีไม่เท่ากัน จึงเป็นปัจจัยให้งานออกแบบของแต่ละที่ราคาไม่เท่าก้น ไม่นับรวมตัวแปรอื่นๆของการเกิดขึ้นของต้นทุน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงค่าของการออกแบบ



...... สร้างความแตกต่างในธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ

ธุรกิจที่ผูกขาดคือธุรกิจที่ดีที่สุด เพราะคู่แข่งไม่มี และจะดีขึ้นไปอีกคือ สิ่งที่เราทำไม่สามารถมีคู่แข่งได้ หรือลอกเลียนแบบได้น้อย ในอุตสาหกรรมการออกแบบที่ทุกคนเป็นนักออกแบบกันหมด สิ่งที่กล่าวมาคือการมีสไตล์เป็นของตนเองนั่นเอง หากภาษาทางการออกแบบสามารถพัฒนาจนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จะสามารถส่งผลเกี่ยวพันกับเครดิตของผู้ออกแบบ สร้างราคาให้นักออกแบบ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึกให้กับงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมในเพิ่มราคา

ที่กล่าวมานั้นเป็นหลักการเดียวกันกับการสร้างมูลค่าให้สินค้าด้วยการออกแบบ หากแต่เราที่เป็นนักออกแบบกลับไม่สร้าง (หรือไม่สามารถสร้าง) มูลค่าให้ตนเอง และแบรนด์(บริษัท)ของตนเอง เหตุนี้น่ามาจากการที่นักออกแบบไม่มีเหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ผู้ว่าจ้างก็สามารถพิจารณาเบื้องต้น ถึงความสามารถของนักออกแบบแต่ละคนหรือบริษัทได้จากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบริษัทออกแบบนั้นๆ เราสามารถอนุมานได้ว่า หากเขารู้วิธีสร้างแบรนด์ตนเองได้ดี แนวโน้มที่การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจเราเช่นกัน อย่างน้อยบริษัททางการออกแบบนั้นเข้าใจการตลาด และ การทำธุรกิจ



...... การออกแบบเป็นธุรกิจที่มีมิติที่ผูกพันกับการทำสัญญา

นักออกแบบที่ทำงานเป็นกลุ่ม เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งควรพิจารณาเรื่องการตั้งบริษัท และเข้ามาสู่ระบบทางพาณิชย์กรรม การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่คิด ควรใช้ข้อได้เปรียบที่ได้จากการเข้าสู่ระบบให้เป็นประโยชน์ เช่นการได้รับข้อลดหย่อนทางภาษีอากร การคุ้มครองทางกฏหมาย การมีนิติบุคคลเพื่อเจรจากับนิติบุคคลอื่น การใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โครงการออกแบบที่มีราคาค่าตอบแทนสูง มีความจำเป็นต้องการได้รับประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่าย หรือที่เรียกว่าภาษีซื้อเพื่อหักภาษีขาย ฉะนั้นหากกิจการไม่สามารถสนองสิทธิประโยชน์เช่นนี้ได้ ก็ทำให้เป็นปัจจัยในการเลือกใช้บริการทางการออกแบบได้เช่นกัน

งานออกแบบขนาดเล็กทั่วไป มักทำธุรกิจอยู่บนความเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ธุรกิจการออกแบบในหลายกรณีเช่นที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องการทำสัญญาเป็นการกำหนดระยะเวลาและกรอบการทำงานที่ชัดเจน ในกรณีที่ไม่ซับซ้อนมากนัก รูปแบบของการทำสัญญาก็สามารถทำให้สอดคล้องไปกับการประเมินราคาได้เช่นกัน เพื่อเป็นการประหยัดเวลา สามารถระบุรายละเอียด ข้อตกลงพื้นฐาน กรอบเวลาการทำงาน เงื่อนไขการชำระเงิน ขอบเขตและภาระผูกพันต้องชัดเจน ระบุที่สิ้นสุด สำคัญคือรายละเอียดเงื่อนไขการยกเลิก และค่าปรับ เป็นต้น สามารถรวมอยู่ในส่วนเซ็นรับรองราคาของใบเสนอราคา การเซ็นรับรองราคาก็หรือการรับพีโอ (Purchase Order) เป็นการทำสัญญาในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังกับการเสนอราคาแบบปากเปล่า

ยิ่งมีรายละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ควรที่มีความเห็นชอบของคู่สัญญามากเท่านั้น จึงต้องมีการเซ็นรับรองจากทั้งสองฝ่าย หากธุรกิจดำเนินการกับต่างประเทศ ความสำคัญและความรัดกุมของหนังสือสัญญาข้อตกลงยิ่งมีความจำเป็นต้องละเอียด มิติของค่าเงิน และ การกำหนดอัตตราการแลกเปลี่ยนคงที่ จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นอกจากนั้นควรศึกษาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการสื่อสาร หรือแม้แต่การโอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้การคำนวณต้นทุนเป็นไปอย่างใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่สุด

การมองเห็นภาพอนาคตชัดเจนเป็นเรื่องที่ใครๆก็ต้องการ ไม่มีใครไม่ชอบความแน่นอน สำหรับการดำเนินธุรกิจก็เช่นกัน ธุรกิจต้องการความมั่นคง จึงเกิดการทำสัญญา สัญญาเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และยังสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เกี่ยวกับการเงิน เป็นหลักประกันให้ธุรกิจเดินได้เรียบ ซึ่งจะเกี่ยวพันภาพรวมของบริษัทในที่สุด นักออกแบบมักจะกลัวการทำสัญญา ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะยังไม่แน่ใจในข้อผูกมัด และมองว่าข้อบังคับ หรือการทำสัญญาเป็นเรื่องใกลตัว

ไม่มีสัญญาไหนที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย มีแต่สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งการเสียเปรียบแต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ในเงื่อนไขใด เราต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการทำสัญญา การทำสัญญาไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความปลอดภัย แน่นอนที่เราต้องมีความรอบคอบ การศึกษาข้อความระบุในสัญญานั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างอยู่แล้ว ก่อนที่จะทำการตกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง

-----» เป็นเรื่องไม่บ่อยนักที่ อนุทิน วงศ์สรรคกร จะพูดถึงงานออกแบบในภาคของธุรกิจ สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับมุมมองทางธุรกิจการออกแบบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทสัมภาษณ์ อนุทิน วงศ์สรรคกร เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป และ ข้อคิดที่มีต่อการทำงานออกแบบ รวมถึงทัศนคติในการประกอบธุรกิจการออกแบบ จากนิตยสาร Lexus คอลัมน์ Inspiration ฉบับประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๒ หรืออ่านจาก รู้จักกันภายใน ๘ คำถาม

SME Design Business (Part 1)

นันทิพร พุทธรัตน์
สิงหาคม ๒๕๕๒

บันทึกบรรยายพิเศษ โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร สรุปใจความโดย นันทิพร พุทธรัตน์ จากงานสัมมนาจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ การบรรยายจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ กรมส่งเสริมการส่งออก ห้องสัมมานา ๑ ชั้น ๑ อาคารฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ



-----» “การบรรยายครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษมากมาย ผมต้องการให้มีความเป็นกันเองสูง เพราะเป็นการสัมมนากลุ่มเล็กประมาณ ๓๐ คน อยากให้ได้บรรยากาศเหมือนในห้องเรียนอุดมศึกษา เรียนจากปัญหาหาของกันและกัน โดยเราเองเป็นผู้เสริมและชี้แนะจากประสบการณ์ในการทำธุรกิจ” อนุทินกล่าวในช่วงก่อนเริ่มการบรรยาย พร้อมกับย้ำว่า “จดสิ่งที่ตนเองเข้าใจ อย่าจดสิ่งที่ผมพูด เพราะถึงจุดๆนีงคุณจะพบว่าไม่มีถูกและไม่มีผิด มีแต่ว่าถูกในสถาณะการณ์ไหน ผิดในสถานการณ์ไหน”

...... ทำไมนักออกแบบจึงมีความห่างไกลกับเรื่องธุรกิจ?

เมื่อตรองเรื่องนี้แล้ว เราจะเห็นว่าแปลกมากที่นักออกแบบเราไม่ได้มองตนเองเป็นนักธุรกิจไปพร้อมๆกันกับช่วงชีวิตในกระบวนการศึกษา ซึ่งผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้นจึงทราบดี เรามีความรู้สึกด้านลบด้วยซ้ำไปว่าการทำการออกแบบที่เป็นฮาร์ดเซลเป็นอวิชา ในขณะที่โรงเรียนสอนการออกแบบมักมองการออกแบบเป็นการออกแบบ ขาดมิติของธุรกิจ หรือหากจะให้น้ำหนักเชิงธุรกิจนั้นก็ดูจะน้อยมาก ซึ่งจากที่ได้สัมผัสในภาคอุดมศึกษาเมื่อบทบาทเปลี่ยนมาเป็นผู้สอนเองแล้วจึงพบว่า ลำพังการสร้างให้นักศึกษาเข้าใจการออกแบบนั้นก็ยากมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังเห็นว่าการผสานเรื่องของเศรษฐศาสตร์และการตลาดเข้าไปด้วยเป็นสิ่งที่ท้าทายมากในการจัดการเรียนการสอน

ด้วยความที่นักศึกษาออกแบบเหล่านี้ไม่พร้อมในด้านวุฒิภาวะในการรับศาสตร์ประกอบ (ในที่นี้หมายถึง เศรษฐศาสตร์) ก็ทำให้ไม่มีความสนใจเรื่องของภาคธุรกิจมหาภาค จึงไม่แปลกเลยที่นักออกแบบที่จบจากสถาบันอุดมศึกษาจะไม่สนใจความรู้รอบตัว ไม่ตามเศรษฐกิจ ถึงแม้จะผ่านวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และการตลาด แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจ จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใดเราจึงไม่มีวุฒิภาวะในขณะนั้นที่จะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การออกแบบและการออกแบบเท่านั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด การศึกษาการออกแบบกำลังให้ภาพที่ผิดเพี้ยนของสังคมต่อนักศึกษาในขณะที่อยู่ในโลกอุดมศึกษาหรือไม่?

สังเกตได้จากลักษณะของโจทย์และการให้ข้อแม้ทางการออกแบบในระดับอุดมศึกษา ที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสามัญสำนึกและตรรกทางเศรษฐศาสตร์ เป็นข้อกั้นไม่ให้นักออกแบบทำงานร่วมกับระบบอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะถูกกันออกไปด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเป็นเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่เข้าใจการดำเนินธุรกิจ



...... บทบาทอะไรกันแน่ที่นักออกแบบต้องเป็นเมื่อประกอบธุรกิจ?

เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนใครๆก็ต้องการความสบายใจ ฉะนั้นการติดต่อกับนักออกแบบ นั่นคือการหาคนช่วยแก้ปัญหา เมื่อพบคนที่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ สิ่งที่เขาต้องการจากนักออกแบบคือความสบายใจ อย่าคิดกับลูกค้าเป็นผู้จ้าง

คิดแบบเป็นพาร์ทเนอร์ชิพ คือการคิดในลักษณะที่เราเป็นหุ้นส่วนทางการค้า นักออกแบบจึงต้องปรับความเข้าใจและทัศนคติเสียใหม่ การเข้ามาของนักออกแบบนั้นเพื่อทำให้กิจการมีภาพพจน์ที่ดีสื่อสารได้ชัดเจน ทำให้เป็นเกิดปัจจัยในช่วยในการขับเคลือนธุรกิจ เราในฐานะนักออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ใช่คู่ค้ากับลูกค้า เพียงแค่เราใช้คำว่า“หุ้นส่วนทางธุรกิจ” แทนคำว่า “ลูกจ้างทางการออกแบบ” นั่นก็เป็นการตั้งทัศนคติใหม่ที่มีต่องานที่ทำ ลูกค้าก็จะไม่คิดกับเราในลักษณะของคู่ค้าหรือลูกจ้าง เป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีอีกด้วย

ฉะนั้นการที่นักออกแบบเข้าใจการตลาดและเศษฐศาสตร์ก็สามารถใช้สิ่งนี้เป็นภาษากลางในการทำความเข้าใจกัน นักออกแบบจะสามารถสร้างความอุ่นใจให้เกิดเป็นความเชื่อมั่นได้ เราต้องไม่ลืมว่าลูกค้าต้องการความเชื่อมั่นกับกิจการที่ลงทุนลงแรงไป การบริการทางด้านการออกแบบจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวงานออกแบบเพียงอย่างเดียว นักออกแบบจึงต้องมองใหม่ว่า การออกแบบไม่ใช่การจ้างทำของ หากแต่เป็นกระบวนการทางการพัฒนาธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆกัน งานออกแบบเป็นงานบริการที่กระบวนการมีความสำคัญไม่ต่างจากหน้าตาของงานออกแบบที่สำเร็จปลายทาง

เมื่อมองเช่นนี้แล้วงานออกแบบจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อขายให้ลูกค้า มูลค่าทางการออกแบบนั้นผูกพันอยู่กับ เวลาและกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ว่าจ้าง ดังนั้น งานออกแบบมีเวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด



...... อะไรคือปัจจัยในการประเมินราคา ต้นทุนคิดจากไหน?

คงเคยได้ยินการเปรียบเปรยว่า “รู้อย่างนี้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ไหม? คนเรารู้สึกคุ้มหรือไม่คุ้มกับรายได้ที่หามาก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับอะไรสักอย่าง สักอย่างนั้นคือเวลาที่ใช้ไปในการสร้างรายได้นั่นเอง ในหลักจิตวิทยา การสร้างรายได้เท่ากันนั้นไม่มีใครคิดอยากที่จะทำงานที่ใช้เวลาเยอะกว่า นอกเสียจากว่าสมัครใจ

เมื่อพูดถึงการประเมินราคา ด้วยความที่นักออกแบบมีความลึกเพียงด้านการออกแบบ เมื่อจะต้องเสนอราคาจึงไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาเป็นการอ้างอิง เราจะรู้สึกเสมอว่าการประเมินนั้น เราต้องมีของที่จะต้องนำมาประเมิน เราจึงมักหยิบที่ตัวงานสำเร็จปลายทางมาใช้เป็นสิ่งยึดเพื่อหาตัวเลข แต่ในความเป็นจริงนั้น หนังสือที่มีจำนวนหน้าเท่ากัน มิได้หมายความว่าความยากง่ายในการทำงานนั้นเท่าเทียมกัน

งานสำเร็จปลายทางเป็นตัวแปรที่แปรผัน แต่กลับถูกนำมาเป็นปัจจัยหลักคำนวณเป็นตัวเลข (ทั้งๆที่เป็นปัจจัยเสริม) ในความเป็นจริงแล้วระยะเวลาเป็นตัวแปรที่คงที่ที่สุด การออกแบบทุกชนิดมีความยากง่าย เช่น จำนวนหน้า หรือ จำนวนชิ้นงาน ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ราคาที่แน่นอนเที่ยงตรง ต่างจากเวลาที่สามารถระบุความเกี่ยวข้องกับความยากง่ายในการทำงาน ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นสมการในการคิดต้นทุนของการออกแบบได้ดีกว่า

สิ่งที่ตามมาคือราคาของการออกแบบที่แท้จริงของเรา ตัวเลขที่คิดต้นทุนจากเวลาเป็นปัจจัยหลัก เมื่อมองเช่นนี้แล้วงานออกแบบจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อขายให้ลูกค้า มูลค่าทางการออกแบบนั้นผูกพันอยู่กับเวลาและกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ว่าจ้าง ดังนั้น งานออกแบบมีเวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด

เมื่อนักออกแบบต้องประเมินราคา เราจึงต้องทำความเข้าใจกับสินค้าที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นให้มากที่สุด ใช้เวลากับการสร้างจินตภาพขั้นตอนการทำงาน และความเป็นไปได้ที่จะทำให้งานดำเนินการไม่ตรงตารางที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงใส่ปัจจัยต่างๆทางกายภาพของงานออกแบบสำเร็จปลายทาง ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัท และค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องเกิดขึ้น เหล่านี้คือความรัดกุมในการคิดราคาต้นทุน ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับเวลาทั้งสิ้น

การแบกรับความเสื่ยงเพื่อแลกกับผลตอบแทนในอนาคต ก็คือการลงทุนนั่นเอง ความเสี่ยงจึงกลับมาในรูปของกำไร ทุกครั้งที่เราทำงานออกแบบก็จะเกิดความเสี่ยง แต่เรามักจะใช้มาตรวัดความเสี่ยงที่การลงทุนที่เห็นเป็นเม็ดเงิน เรามักลืมนึกถึงการลงทุนในรูปแบบของเวลา และ การลงทุนทางสมอง เราจึงต้องตีค่าเวลา และค่าการใช้งานสมองให้เป็น และใช้ประเมินเป็นต้นทุน

กรุณาติดตามอ่านต่อได้จากตอนที่ ๒ SME Design Business (Part 2)

จดหมายเหตุเกี่ยวกับโลโก้ไทยก้า

สันติ ลอรัชวี
มิถุนายน ๒๕๕๒

บทความนี้เดิมทีตั้งใจจะเขียนถึงสัญลักษณ์ของสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทยที่เริ่มเผยแพร่ให้เห็นกันแล้ว แต่พอเริ่มเรียบเรียงความคิดที่จะเขียน กลับกลายเป็นว่า...วัตถุดิบในสมองผมมีแต่ข้อมูลที่เป็นเรื่องแวดล้อมของสัญลักษณ์ตัวนี้ ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นในลักษณะจดหมายเหตุเพื่อบันทึกเรื่องราวหนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ.. ที่ในอนาคต...อาจจะสำคัญหรือไม่ ...ผมไม่อาจทราบได้ อีกทั้งพยายามจะหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์และวิพากษ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เรื่องราวถูกนำเสนออย่างที่มันเป็น...



-----» เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ (๒๕๕๒) ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับ คุณวิสุทธิ์ มณีรัชตวรรณ นายกสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย, คุณสำเร็จ จารุอมรจิต แห่ง วี อาร์ ทู สตาร์ดัส พร้อมกับคุณวิเชียร โต๋ว และคุณสยาม อัตตริยะ แห่งคัลเลอร์ ปาร์ตี้ ซึ่งทุกท่านล้วนแต่เป็นกรรมการและเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งสมาคมฯ นี้ขึ้นมาหลายปีแล้ว ในวันนั้น...บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการของสมาคมฯ ซึ่งหลายๆ คนคงทราบว่ามีสมาคมนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แต่อีกหลายๆ คนก็ไม่ทราบว่ามีการจัดตั้งสมาคมฯ กันขึ้นแล้ว ทั้งสี่ท่านที่ร่วมสนทนามีความตั้งใจอย่างมากในการที่จะให้สมาคมฯ เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวและจัดกิจกรรมออกสู่สาธารณะ และเพื่อให้สมาคมฯ ได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็จะทำให้นักออกแบบกราฟิก(ไทย) ได้รับรู้โดยทั่วกันว่าเรามีสมาคมทางวิชาชีพและก็เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว



ผมได้ถูกชักชวนให้มาได้ร่วมสนทนาโดยพี่วิเชียร โต๋ว และคุณสยาม อัตตริยะ ด้วยความที่เคยจัดกิจกรรมทางการออกแบบกราฟิกมาบ้าง ทั้งสองจึงเห็นว่าผมน่าจะได้มีโอกาสมาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็น การสนทนาในวันนั้นได้ข้อสรุปบางอย่างที่ทำเกิดการดำเนินการได้ทันที ซึ่งผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีทีเดียว... นั่นคือ ทางสมาคมฯ จะเริ่มเปิดรับสมาชิกทั่วไป โดยยังไม่จำกัดคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงและยังไม่มีการเก็บค่าสมัครใดๆ หมายถึงรวมทั้งนักศึกษา คณาจารย์ นักออกแบบเรขศิลป์และผู้ประกอบกิจการที่สัมพันธ์กันกับงานออกแบบเรขศิลป์ ในความเห็นของผมแล้ว นั่นเท่ากับสมาคมฯ เองจะมีโอกาสได้สำรวจสมาชิกของสมาคมฯ เองว่าเป็นใครมาจากไหนบ้าง เพราะนอกจากสมาคมฯ จะมีสมาชิกมากขึ้นแล้ว ในอนาคต...สมาคมฯ ยังสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมได้สอดคล้องกับสมาชิก(ที่น่าจะหลากหลาย)ได้อีกด้วย ส่วนอีกเรื่องที่เป็นข้อสรุปก็คือการจัดเตรียมช่องทางการสื่อสารกับสมาชิกและประชาชนทั่วไปโดยจะเริ่มจากการทำเว็บไซต์ของสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย โดยทั้ง ๒ ภารกิจจะทำให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ นี้

ผมกลับจากวงสนทนาด้วยภารกิจที่ได้รับปากไว้ในเรื่องการหาสมาชิกให้ทางสมาคมฯ เนื่องจากผมและแพรคทิเคิล สตูดิโอ กำลังเตรียมจัดกิจกรรมที่ชื่อว่า “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai graphic designer™) จึงคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางในการสื่อสารกับเพื่อนๆ นักออกแบบให้ทราบเรื่องนี้ไปด้วยกันได้จากการพูดคุยเพิ่งทราบว่าสมาคมฯ เองยังไม่มีสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของสมาคมฯ มีแต่สัญลักษณ์ชั่วคราวที่เป็นแบบเรียบง่ายใช้กันในวงแคบๆ ส่วนแบบที่เป็นทางการยังไม่ได้สรุปกัน... จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยแปลกใจนักที่ทางสมาคมฯ ยังไม่ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องโลโก้ทั้งๆ ที่คราคร่ำไปด้วยนักออกแบบโลโก้ เพราะนั่นแหละที่ยาก...ว่าใครควรจะเป็นคนทำหรือควรจะเลือกแบบของใครดี...อีกเหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะอาจจะยังไม่มีกิจกรรมที่จะต้องใช้จึงยังไม่ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ (ผมเดาเอาเองทั้งสองเหตุผล)



แต่ผมเองจะต้องเริ่มดำเนินการจัดหาสมาชิกแล้ว ผมจึงต้องการสัญลักษณ์ที่เป็นทางการของสมาคมฯ เพื่อเผยแพร่ผ่านใบสมัครและเว็บไซต์ จึงได้ปรึกษาพี่วิเชียรว่าจะหาใครซักคนมาทำ ซึ่งตอนนั้นผมก็เสนอคุณอนุทิน วงศ์สรรคกร ที่มีความเชี่ยวชาญทางการออกแบบตัวอักษรร่วมสมัย ด้วยเหตุผลที่ว่าแบบสัญลักษณ์ชั่วคราวเป็นแบบโลโก้ไทป์ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ คุณอนุทินจึงน่าจะเหมาะกับงานนี้ ซึ่งพี่วิเชียรก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

คุณอนุทินตอบรับที่จะออกแบบให้และส่งผลงานมาให้ทางอีเมล์หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ โดยคุณอนุทินให้แนวคิดกับโลโก้ไทป์ของสมาคมฯ ไว้ดังนี้ครับ...

อนุทิน กล่าวว่า “ผมเห็นด้วยในการทำให้โลโก้ไทป์นี้ออกไปในแนวไทป์เซ็ตติ้ง (typesetting) เพื่อให้ไม่เป็นแฟชั่นมากเกิน เพราะมันจะต้องดูเป็นองค์กรมีความน่าเชื่อถือ ผมเลยเขียนตัวอักษรขึ้นมาใหม่หมด”

พวกพับพวกตัดเฉียงผมเอามาใส่เพื่อให้มันขับบุคลิกเฉพาะมากขึ้น ซึ่งได้ไล่เส้นมาอย่างดี เส้นเฉียงมันทำให้เกิดการเห็นเป็นมิติมากขึ้นในโลโก้ที่เป็นสองมิติ เป็นเรื่องของวิชวลเพอร์เซ็พชั่น (visual perception) พื้นฐานการออกแบบกราฟิกล้วนๆ ซึ่งผมว่าลูกเล่นง่ายๆ อย่างการดูสมดุลย์ของ figure & ground แบบนี้ มันก็พื้นฐานดี แล้วก็เหมาะสมกับความเป็นสถาบันของ ThaiGa เพราะผมเห็นว่ามันเป็นไทยได้แบบไม่ต้องเลื้อยไปมา ดูเป็นไทยร่วมสมัย ผ่านการปฎิวัติอุตสาหกรรมมาแล้ว ในมุมจากที่ผมเห็นคือ ไม่ใช่ข้ามไปหยิบความเป็นไทยในอดีตมาแปะลงไปบนไทป์สมัยใหม่ (หมายถึงแปะกนกลงไปอะไรแบบนั้น)

ส่วนเรื่องสี อนุทินได้มีการแจกแจงไว้ว่า “พยายามเลี่ยงคู่ที่ใกล้ที่สุดกับที่เลือกมาแต่แรก (แบบสัญลักษณ์ชั่วคราวใช้สีส้มและดำ) แต่ยังเก็บความตั้งใจเขาไว้คือสองสีตัดกัน ผมเลี่ยงดำไปใช้สีนำ้ตาลเข้มๆ มันดูแนวๆสีมังคุดหรือพวกสีเสาไม้สักของบ้านไทย อีกอย่างที่ทำให้ผมนึกถึงคือ มะขาม ซึ่งผมว่าไทยมากเลย ส่วนสีส้มผมปรับให้มันออกฝุ่นๆนิดหน่อย เพราะสีไทยยิ่งพวกจิตรกรรมฝาผนัง จะออกแนวฝุ่นๆหน่อย พยายามให้จิตใต้สำนึกเราเอาไปลิ้งค์กับจีวรพระนิดๆ คือไปลิ้งค์เองในชั้นนั้นไม่ต้องลิ้งค์กันเห็นๆ โดยรวมคือตั้งใจให้เป็นแบบนั้นครับ...”



แนวคิดในการออกแบบสัญลักษณ์ของคุณอนุทินข้างต้น ก็ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องเขียนถึงในเชิงวิเคราะห์ให้มากความ เพราะจากถ้อยคำดังกล่าวก็ทำให้เข้าใจได้ถึงที่มา ทั้งในแง่ของไวยกรณ์ทางกราฟิกและการใช้สัญญะผ่านการออกแบบตัวอักษร... อีกประเด็นที่พอจะเพิ่มเติมก็คือ คุณอนุทินยังเสนอเรื่องตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษ ThaiGa (Thai Graphic Designer Association) ในแง่การใช้ตัวพิมพ์ใหญ่กับตัว ‘T’ และตัว ‘G’ ตามด้วยตัว ‘a’ พิมพ์เล็กแทนที่ ‘A’ พิมพ์ใหญ่ในแบบเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับการออกเสียง “ไทยก้า” โดยไม่สับสนกับกับการอ่านออกแป็น “ไทยจีเอ” จึงสรุปการย่อตัวอักษรเป็น “ThaiGa” อย่างที่เห็นกันนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว... สมาคมฯ ก็ได้สัญลักษณ์อย่างเป็นทางการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างที่ผ่านตาหลายๆ คนไปแล้ว แล้วเริ่มถูกนำไปใช้ในหลายโอกาสตามลำดับ... นอกเหนือจากการมีคนหน้าใหม่อย่างผม อย่างคุณอนุทินและอีกหลายคนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมนั้น ยังต้องกล่าวถึงหลายๆ สำนักงานออกแบบที่ให้ความร่วมมือในด้านต่างๆ มีการระดมทุนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น มีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับสมาคมฯ มากขึ้น “อ้าว! มีสมาคมนี้ด้วยหรือ” “ยังมีอยู่อีกเหรอ” “สมัครเป็นสมาชิกแล้วได้อะไร?” เว็บไซต์หลายแห่งมีบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น เป็นต้น ไม่ว่าเสียงสะท้อนจะดังว่าอย่างไร แต่การสะท้อนกลับอาจแปลได้ว่าสารได้กระทบไปที่ผู้รับสารแล้ว นั่นอาจหมายถึงเกิดการรับรู้ในการมีอยู่ของสมาคมฯ

จากวันนั้นถึงวันนี้ สมาชิกนักออกแบบเรขศิลป์กว่าพันคนที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากช่องทางเว็บไซต์ iamathaigraphicdesigner.com และใบสมัครที่บริษัท แอนทาลิส (ประเทศไทย) จำกัด ช่วยจัดพิมพ์ให้ฟรีแถมยังให้พนักงานขายของบริษัทนำไปส่งให้ถึงมือนักออกแบบตามบริษัทต่างๆ เลยทีเดียว เป็นภาพสะท้อนถึงความร่วมมือเล็กๆ ดังกล่าวที่เสมือนก้าวย่างที่มีการตอบรับกลับอย่างมีความหวัง แน่นอนว่ายังวัดผลอะไรไม่ได้ อีกทั้งยังไม่สามารถเรียกว่าการเริ่มต้นได้ด้วยซ้ำ แต่การร่วมมือที่จะทำอะไรซักอย่างในนามสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว... จะเป็นอย่างไรต่อไป... คงขึ้นอยู่ที่แนวร่วมเดิมยังเดินหน้าต่อไปหรือไม่... แนวร่วมใหม่จะเข้ามาหนุนหรือไม่... ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป...

ใกล้เข้า เข้าใกล้ ๒

พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
พฤษภาคม ๒๕๕๒

เรียบเรียงจากบทสนทนาของ อนุทิน วงศ์สรรคกร, สุพิสา วัฒนศันสนีย และ สุขษม เรืองหิรัญ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เกี่ยวกับบางส่วนที่เกิดขึ้นจากงาน ใกล้เข้า เข้าใกล้ ๒



-----» คำว่าต่างมุมมองสามารถถูกนำมาใช้ได้ในหลายกรณี เรามักใช้คำว่า“ต่างมุมมอง” ในลักษณะของนามธรรม เป็นต้นว่าการมองต่างมุมทางความคิด อาจกล่าวได้ว่า การมองต่างมุมที่เกิดขึ้นจริงในแบบรูปธรรมที่สอดคล้องกับความหมายเชิงนามธรรม เป็นข้อสังเกตุต่องาน “ใกล้เข้า เข้าใกล้” มารู้จักแง่มุมความคิดที่แฝงอยู่ในงาน ใกล้เข้า เข้าใกล้ จากปากคำของนักออกแบบ ที่ปรับบทบาทมาเยี่ยมเยือนเนื้อที่ของงานศิลปะร่วมสมัย



งานในบทที่สองนี้แตกต่างจากบทที่หนึ่งที่ทำให้กับนิทรรศการก่อสุข ของสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อตอนต้นปีอย่างไร ดูเหมือนจะเป็นคำถามแรกที่ถูกถามเมื่อเริ่มต้นบทสนทนาที่เกี่ยวกับงานชิ้นนี้ในทุกโอกาส ในงานก่อสุขนั้นอนุทินได้ให้คำจำกัดความ และอธิบายไว้อย่างรวมๆกับสื่อมวลชน โดยละที่จะพูดถึงความคิดปลีกย่อย ทำให้เราอาจจะยังไม่แน่ใจว่าเป็นการทำด้วยความคิดที่รอบคอบแค่ไหน

ในบันทึกจากบทสนทนาระหว่าง อนุทิน วงศ์สรรคกร, สุพิสา วัฒนศันสนีย และ สุขษม เรืองหิรัญ นั่งเอกขเนกบนคำว่าปฐม ลานหน้าสยามดีสฯ หลังจากงาน บางกอก บานานา เปิดได้สามสี่วัน มีเกล็ดประเด็นที่และใจความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย...



“ใกล้เข้า เข้าใกล้” ในซีรี่แรก หรือที่เรียกว่าบทแรกนั้น ไม่มีอธิบายอะไรมากไปกว่าที่มาส่วนหลักๆของงาน ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากข้อสรุปที่เคยถูกตีพิมพ์ไปแล้ว การละอะไรหลายๆอย่างเพื่อให้พื้นที่กับ อาร์ตแอปพริชิเอชั่น ซึ่งเป็นเรื่องปัจเจก โดยที่เปิดปลายให้กับความคิดที่ต้องไปทำความเข้าใจกันเองในส่วนหนึ่ง

เสียงสะท้อนกลับมา หลายคนมองว่าตัวงานเป็นการตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา เพราะนิทรรศการก่อสุข หรือ โพสสิทีพลิฟวิ่ง นั้น มีชื่องานที่เชื่อมโยงการเลือกคำว่า ‘บวก’อยู่แล้ว ในมิตินึงก็ถูกต้องเช่นนั้น เพราะชัดเจนอยู่แล้วว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องกับตัวเนื้อหาของนิทรรศการ



เห็นได้ว่าเนื้อหาที่ต้องการที่สื่อสารให้เข้าใจกันก่อนนั้น ค่อนข้างมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ประสบการณ์ใหม่ที่มีต่อตัวอักษรแก่ผู้ชมงาน หรือพลังของการใช้ตัวอักษร พลังของตัวอักษรที่ประกอบขึ้นเป็นคำที่มีความหมายตามมา เรื่องของการใช้พื้นที่ภายในและโดยรอบ การพาให้เกิดประสบการณ์ร่วมจากการอ่านในลักษณะที่ไม่สามารถสัมผัสได้บ่อย ต้องอาศัยการอธิบายและขยายความ

หากเรามองตัวงานแค่เพียงผิวเผินก็จะพลาด ไม่ได้ตั้งคำถามอื่นๆ อาทิเช่น ทำไมจึงนำชิ้นงานมาตั้งตรงกลางห้องนิทรรศการ ทำไมขนาดของงานจึงเป็นสัดส่วนดังกล่าว ทำไมเราจึงเลือกสีขาว เป็นต้น เมื่อสืบเหตุก็จะพบกับเรื่องพลังและธรรมชาติของตัวอักษร ลำพังประเด็นนี้ประเด็นเดียวที่พยายามจะพูดถึง ก็มีเรื่องให้มองต่างและเป็นบทสนทนาได้อย่างยืดยาว



เป็นที่น่าสนใจอย่างมากที่ “ใกล้เข้า เข้าใกล้” บทที่สองนี้ถูกหยิบออกมาจากสภาพแวดล้อมแบบจัดตั้งอย่างพื้นที่นิทรรศการมาสู่พื้นที่สาธารณะ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว สิ่งที่ทีมงานของเราสังเกตุเห็นได้คือ ตัวงานสามารถเชื้อเชิญให้คนเข้ามานั่งหรือสัมผัสกับงานได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก งานทุกชิ้นถูกเข้าไปใช้งานอย่างคุ้นเคย ผู้ชมไม่ได้รู้สึกว่าเกรงกับงานในทำนองว่าไม่กล้านั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ได้ตามเป้าหมายที่เราต้องการให้เป็น สุขษมสรุปจากการสังเกตุเมื่อต้องเดินตามเช็คความเรียบร้อยของงานเกือบทุกวัน

อาจมองได้หรือไม่ว่ามาจากผลทางจิตวิทยาในเรื่องของขนาดและสัดส่วนความสูงที่ตั้งใจเลือกให้เข้ากับฟังชั่นการใช้งานหลักซึ่งก็คือการนั่ง เพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วม สำรวจ และเมื่อเข้ามาในบริเวณงานก็จะพัวพันเป็นส่วนหนึ่งกับตัวชิ้นงาน



ในบทแรก อนุทินตั้งใจที่จะวางงานตรงกลางของนิทรรศการ ด้วยเหตุที่ว่ามันเป็นการแนะให้เห็นถึงหน้าที่ของการมีอยุ่ของชิ้นงานในฐานะของคุณสมบัติการนั่ง เฉกเช่นม้านั่งที่ใช้นั่งพักในการชมงานในพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมนิทรรศการก็สามารถนั่งชมงานที่แขวนโชว์อยู่โดยรอบได้ หรือนั่งเพื่อให้เกิดการสนทนาเกี่ยวกับงานอื่นๆโดยรอบ ซึ่งถ้านั่งสนทนาอย่างมีสติรู้บนชิ้นงานก็จะเกิด โพสสิทีพลิฟวิ่ง อย่างที่เราตั้งใจ ประกอบกับเรื่องของตัวอักษรไม่ค่อยได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นมากนักในชีวิตประจำวัน มันน่าสนใจหากเกิดบทสนทนาเกี่ยวกับตัวอักษรในขณะที่คุณรู้ตัวว่ากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับมันอยู่จริงๆ

“อันที่จริงนั้นแค่เดินสำรวจรอบๆตัวงานก็นับว่าเข้ามาเป็นส่วนร่วมอยู่ในอาณาบริเวณของตัวงานแล้ว เพราะตัวอักษรต้องใช้พื้นที่รอบข้างในการแสดงออกซึ่งการมีอยู่ของคำเช่นกัน เราไม่ค่อยได้คิดแบบนี้กับสิ่งพิมพ์สองมิติที่ใช้ตัวอักษรเล็กๆขนาด ๑๒ พอยต์” อนุทินกล่าว

สุพิสา ตั้งข้อสังเกตุว่า เมื่อแวดล้อมของบทที่สองเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่กิจกรรม เป็นพื้นที่เปิด มีความหลากหลายทางความสนใจ เราเห็นผลทางจิตวิทยามากอย่างชัดเจน จะสังเกตุได้ว่าผู้ชมให้ความใกล้ชิดในตัวงานต่างจากงานชิ้นอื่นที่อาจจะดูเหมือนงานศิลปะที่ไกลตัว ทุกคนคุ้นเคยกับตัวอักษร แต่ตัวอักษรไม่ค่อยออกมาตะโกนนอกกรอบของการสื่อสารแบบทั่วไป การนำตัวอักษรมาใช้ในลักษณะนี้ เราจึงได้เห็นว่าที่จริงแล้วเราคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ผู้ชมเข้าไปมีความสัมพันธ์กับงานได้อย่างอัตโนมัติ



ผู้ทำหน้าที่ควบคุมตั้งแต่หนึ่งถึงสิบอย่างสุขษมจึงเติมรายละเอียดให้ว่า “เราเจาะจงใช้ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ในการผลิตชิ้นงาน เพราะเราอยากได้สัดส่วนที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมงานในเชิงการเชื้อเชิญให้เห็นหน้าที่การใช้สอย” ก่อนที่อนุทินจะขยายความต่อว่า “หากพิจารณาตัวอักษรอย่าง ก.ไก่ หรือ บ.ใบไม้ เราตั้งใจใช้สัดส่วนของชิ้นงาน ตอบคำถามว่าทำไมเราจึงทำชิ้นงานออกมาในขนาดดังกล่าว ก็เพื่อให้สามารถเข้าไปนั่งหันหน้าหากัน เพื่อสนทนาได้โดยเข่าจะไม่ขนกันเป็นต้น” พูดไปพลางก็กระโดดลงจากตัว ฐ ฐาน มานั่งชนหน้ากันกับสุขษมเพื่อแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ภายใน ม ม้า ที่ขนาดถูกออกแบบมาให้กว้างพอดีที่เข่าจะไม่ชนกัน

“ในขณะที่เรื่องของสีนั้น เรามองเป็นเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวของงานชุดนี้ เราเลือกสีขาวเพราะไม่ต้องการให้มีสีอื่นมาให้ตีความหมาย และสีขาวในปริมาตรใหญ่ๆในที่สาธารณะนั้นสามารถสร้างความชัดเจนได้อย่างดี ด้านลบของการใช้สีขาวก็คงจะมีแต่การที่ต้องดูแลเรื่องของความสะอาด” สุขษม เสริม

“ใกล้เข้า เข้าใกล้” ในบทที่สองนี้เนื่องจากพื้นที่เปลี่ยน มีความหลากหลาย มีจำนวนคำที่มากขึ้น การเลือกคำและความหมาย เพื่อให้งานมีอะไรเหลือต่อให้คิดมากขึ้น การใช้การแสดงออกทางไทป์เพลย์ และ เวิร์ดเพลย์ จึงถูกดึงเข้ามาพื่อช่วยในการแสดงออก เพราะงานในพื้นที่สาธารณะนั้นอาจต้องการความฉูดฉาดมากกว่าปกติ เพื่อแข่งกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้เกิดสมาธิในการชมงาน



อย่างไรก็ตาม ก็เป็นการขยับอีกขั้น เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการแสดงออกด้วยการใช้ตัวอักษรที่มากกว่าการเรียงเป็นคำตามปกติ อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องพื้นฐานในเชิงของการเรียนการสอนไทป์พอกราฟี่ หากแต่นำมาใช้ในกลวิธี สื่อ และสัดส่วนที่แปลกออกไป ตั้งแต่คำว่า เปิด ที่คู่กับ ปิด ฉงน สติ และอื่นๆ

ท้ายสุดก่อนเดินเท้ากลับไปเช็คความเรียบร้อยของชุดคำ บวก และ ลบ ที่เพิ่งติดตั้งเสร็จในวันคืนวันก่อน ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ อนุทินกล่าวว่า “ผมยกความดีความชอบสำหรับในด้านการผลิตและประสานงานให้กับทีมงาน โดยเฉพาะ สุขษม เรืองหิรัญ ผู้ที่เรียกได้ว่าเป็น โปรเจคแมเนเจอร์ เป็นผู้ควบคุมการผลิต และเป็นผู้ถ่ายทอดจินตนาการของให้ออกมาเป็นชิ้นงาน”

ด้วยเหตุเพราะการทำงานกันอย่างคุ้นเคย ทุกขั้นตอนการทำงานจึงเป็นการถ่ายทอดจิตนาการจากคำพูดและคำอธิบายแทบจะล้วนๆ “จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีภาพตรงกัน ต้องคิดและจิตนาการตามในทุกรายละเอียดระหว่างการทำงาน เพื่อให้แน่ใจว่าถ่ายทอดสิ่งที่อนุทินค้องการที่จะสื่อ” สุขษม เพิ่มเติมรายละเอียด พร้อมเปิดไฟล์พีดีเอฟไฟล์เดียวที่ใช้เป็นไกด์ไลน์ในการทำงาน “นี่คือพิมพ์เขียวเดียวที่มีสำหรับโปรเจคนี้” นอกเหนือจากนี้คือต้องเข้าจังหวะกันล้วนๆ

ความสุขของกะทิ

พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
มกราคม ๒๕๕๒

ภาพยนตร์ผลงงานการออกแบบของผู้กำกับ เจนไวยย์ ทองดีนอก แห่ง ภาพยนตร์ชูใจ ดัดแปลงจากจากบทประพันธ์รางวัลซีไรท์ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ



-----» วรวุฒิ ลีวัฒนะ ผู้ดูแลอาร์ตไดเร็คชั่นสื่อสิ่งพิมพ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ในขณะนั้น ส่งต่องานเกี่ยวกับไทป์ทรีทเม้นท์ให้ บริษัท คัดสรรดีมาก จำกัด ในฐานะผู้ชำนาญการทางด้านตัวอักษร ผลงานการออกแบบเล็ตเทอร์ลิ่งของ สุพิสา วัฒนะศันสนีย ภายใต้การดูแลของ อนุทิน วงศ์สรรคกร

สุพิสา วัฒนะศันสนีย กล่าวถึงงานเล็ตเทอร์ลิ่งชิ้นนี้ “จากเรื่องราวที่แสดงถึงความรัก ความผูกผัน ความอบอุ่น ถูกนำมาเป็นคอนเซปต์หลักทางด้านนามธรรม เพื่อต่อยอดให้เกิดภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด จึงเลือกแสดงออกผ่านการออกแบบฟอร์มตัวอักษรภาษาไทย ที่มีลักษณะของลายเส้นเชื่อมโยง สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความเป็นองค์ประกอบกลุ่มก้อน ซึ่งน่าจะได้ความรู้สึกมากกว่า การเขียนในลักษณะให้อ่านตามแนวขวางตามปกติ การตัดทอนฟอร์มของตัวอักษร และใช้ความสอดคล้องของลายเส้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด”





“พยายามนำเสนอเรื่องความผูกพันในเชิงของนามธรรม เชื่อมต่อกันเป็นลักษณะคล้ายๆกับรูปหัวใจสอดแทรกลงไปด้วย เพื่อให้เกิดความหมายลึกซ้อนชั้นขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ออกมาดูเป็นหนังสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ต้อนรับทุกวัย เล็ตเทอร์ลิ่งที่ได้ออกมาจึงต้องให้ความรู้สึกเป็นมิตรต่อผู้อ่าน มีความร่วมสมัยและไม่เป็นตัวหนังสือนิ่งๆ เพียงอย่างเดียว แบบที่คุ้นกันบนปกหนังสือ เราพยายามปฎิเสธแนวทางการออกแบบเล็ตเทอร์ลิ่งแบบชื่อภาพยนตร์แบบทั่วไปเพราะมันทำให้ดูเหมือนๆกันไปหมดทุกเรื่อง”

งานสำเร็จที่เราเห็นตามสื่อต่างจากดั่งเดิมที่ วรวุฒิ ลีวัฒนะ วางไว้อย่างสิ้นเชิง ซึ่ง อนุทิน วงศ์สรรคกร เองได้กล่าวอย่างเสียดายว่า “คุณวรวุฒิและผม ค่อนข้างมองเป็นนามธรรมที่ลึกซึ้งมากกว่านี้” พร้อมกับเสริมด้วยคำถามทิ้งท้ายที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการนำงานออกแบบชิ้นนี้ไปใช้จริง, ความเคารพต่อแบบ, วงกลมที่ถูกบรรจงใส่ไว้หายไปได้อย่างไร, และเอ้าท์ไลน์ที่วิ่งรอบตัวอักษรมาจากไหน ฯลฯ ความสุขของกะทิ จึงเป็น ความทุกข์เล็กๆของนักออกแบบ

คัดสรรดีมากในบราซิล

คัดสรรดีมาก
ตุลาคม ๒๕๕๑



-----» จากการทัวร์ประเทศไทยของ ไทเลอร์ และ ฟราเวียร์ จอนสัน (Tyler & Flavia Johnson) ด้วยความร่วมมือกับ AIGA / XCD แวะเยี่ยมเยียนสตูดิโอออกแบบในกรุงเทพฯ อาทิ Color Party, Be Our Friend, Default, Case Study และ คัดสรรดีมาก (Behaviour/Cadson Demak) เพื่อเก็บข้อมูลในเชิงวิจัย จากคำแนะนำของ Tnop ทั้งสองคนจัดทำเนื้อหาเพื่อโชว์ในงาน TMGD 2008 ที่จัดขึ้นในประเทศบราซิล เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นการสัมมานาใหญ่ของนักออกแบบในโซนลาตินอเมริกา นักออกแบบชาวเอมริกาใต้ร่วม ๕,๐๐๐ คนเข้าร่วมงานและฟังการบรรยาย ขอบคุณทั้งคู่ที่ส่งรูปในส่วนของการบรรยายเกี่ยวกับ คัดสรรดีมาก การสร้างธุรกิจการออกแบบตัวอักษร และอัขรศิลป์ ในประเทศไทย มาฝากให้ได้เห็นบรรยากาศงาน

คัดสรรดีมากในเยอรมันนี

คัดสรรดีมาก
ตุลาคม ๒๕๕๑



-----» ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา คัดสรรดีมาก ได้มีโอกาสส่งผลงานร่วมแสดงผลงานการออกแบบตัวอักษรร่วมกับนักออกแบบชั้นนำทั่วโลก จากการจัดของ ไทป์โพซิชั่น.ดีอี และ พิพิธภัณฑ์ คลิงสปอ ในเมืองออฟเฟนบัช (ไม่ไกลจากแฟรงค์เฟิทธ์) ประเทศเยอรมันนี และความช่วยเหลือจากจากบริษัทชั้นนำอย่างไลโนไทป์ในการรวบรวมผลงานจากนักออกแบบนานาชาติ จาก สหรัฐอเมริกา อิสราเอล โปรตุเกส สวีเดน อาเจนตินา เนธอร์แลนด์ และ ไทย งานนี้ยังประกอบไปด้วยการบรรยาย ๒ วัน จากนักออกแบบชั้นนำอาทิเช่น อากิรา โคบายาชิ (Akira Kobayashi) และ ออทมาร์ ฮอฟเออร์ (Otmar Höfer) ไทป์ไดเรคเตอร์ของไลโนไทป์



The cooperation of typosition.de together with the Klingspor-Museum Offenbach, Germany presents a Typographic & Type Design exhibition “Schrift in Form” 3-26 September 2008. ผลงานการออกแบบตัวอักษรละตินชุด Bamgkokean (คนกรุงเทพ) ได้รับเกียรติให้ร่วมแสดงในส่วนตัวอย่างงานภายนอกเพื่อการประชาสัมพันธ์ และภายในนิทรรศการที่ทาง คัดสรรดีมาก ได้ออกแบบโปสเตอร์ใหม่สำหรับฟอนต์ชุดนี้เพื่อเข้าร่วมแสดงงาน





บางส่วนจากข้อความของ อนุทิน วงศ์สรรคกร ที่จัดแสดงในงานนี้ พูดถึงฟอนต์ชุด คนกรุงเทพ “It was originally designed side by side with my first attempt on semi serif typeface in 1997. The design had never made it through a full development until a couple years ago when our studio decided to complete the regular weight for a local project here in Bangkok. The face is a traditional serif with narrow stem (somewhat like san serif) and industrial stroke. A good mix of Bangkok character where you can find Wat (old buddhist temple) next to futuristic high rise.”

ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของสื่อ

นิรุติ กรุสวนสมบัติ
กรกฎาคม ๒๕๕๑

สรุปบทสนทนาและใจความบางส่วนของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ สองผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ เกี่ยวกับการทำความเข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสื่อ บันทึกจากการบรรยายพิเศษที่ บริษัท อมรินทร์ แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บทสรุปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบรรยายกึ่งสนทนาร่วม ๓ ชั่วโมง ซึ่งกินความถึงภาคของเทรนด์(เปลือก)ทางการออกแบบซึ่งได้ถูกละออกไปจากบทสรุปนี้



เมื่อพูดถึงสื่อที่อิงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต

-----» ในขณะที่จำนวนผู้ใช้และความใกล้ชิดกับสังคมออนไลน์ มีแนวโน้มสูงมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อัตตราการมีส่วนร่วม เป็นตัวเลขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง การเข้าถึงอุปกรณ์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อทักษะและการปรับตัวเพื่อรับสื่อสมัยใหม่ เนื่องด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ต้องใช้ความรู้ทางอุปกรณ์เข้ามามากกว่า สื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพิมพ์ (Primitive Media) ฉะนั้นนอกจากทักษะการรับและเข้าถึงแล้ว การสร้างฐานข้อมูลของสื่อก็ต้องถูกพัฒนาตามกัน เช่นทักษะของการสร้างเวปไซท์ และระบบนำทาง (Navigation) การจัดการลำดับของเนื้อหาให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดใหม่

การเสพสื่อที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเป็นอีกอุปสรรคหลักของของพัฒนาการทางด้านเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เกิดซ้ำซ้อนบนปัญหาการขาดแคลนเนื้อหาที่ยังไม่ได้รับการสนองเท่าที่ควรอยู่ก่อนหน้าแล้วในสื่อหมวดสิ่งพิมพ์ ปัญหาคุณภาพของเนื้อหานี้เอง ทำให้เวบไซท์ของประเทศไทยอุดมไปด้วยเว็บบอร์ด และการออกความคิดเห็นด้วยอารมณ์มากกว่าการแสดงความคิดเห็นเชิงวิภาค และเชิงวิชาการที่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อการค้นคว้า เนื้อหาในลักษณะเชิงข้อมูล (Content based website)กลับมีผู้สร้างน้อยมาก เพราะเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการสร้างเนื้อหา และการสร้างบุคลากรเพื่อผลิตเนื้อหา ในยุคของสื่อสิ่งพิมพ์จึงยังคงวนเวียนอยู่และสะท้อนปัญหาเดิม

ลักษณะนิสัยของการใช้สื่อและทักษะการสื่อสาร

-----» การที่สังคมการสื่อสารไทยไม่ได้เติบโตจากเนื้อในออกมาสู่วิธีการจัดการภายนอก แต่เป็นการคัดลองวิธีการสื่อสารโดยมีรูปแบบสื่อ (เทคโนโลยี) เป็นตัวกำกับ การสื่อสารในภาพที่เห็นกันจึงเป็นเพียงแค่รูปแบบของการสื่อสาร โดยที่คุณภาพของสารที่ผ่านมาในสื่อนั้นมีมวลที่เบาบาง

เห็นได้ว่าเราสามารถซื้อหาเทคโนโลยีการสื่อสารเท่าเคียงกับนานาประเทศ แต่ทักษะการสื่อสารเป็นตัวเชื่อมสู่คลังข้อมูลที่ต้องการ และกลับมีพัฒนาการที่ความเร็วต่างกันมาก การโตด้วยรูปลักษณ์ของการสื่อสารไม่เพียงพอในการปรับตัวให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

ลักษณะการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป

-----» พฤติกรรมการเสพสื่อแบบผิวๆ (ในการบรรยายใช้คำว่า ‘จิบ’ ข้อมูล ) เกิดขึ้นเพราะมีช่องทางให้เรื่องต่างๆ(ที่อาจจะพอจะอยู่ในความสนใจเพียงแค่เล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง) เข้าถึงเราได้เร็วและง่ายขึ้น เราสามารถรับรู้หลายลักษณะข่าวในเวลาเดียวกัน สังเกตุได้จากการสลับหมวดไปมาของประเภทข้อมูลที่เราสามารถเลือกเสพผ่านจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เวลาในการรับข้อมูลจากสื่อสั้นลงจนทำให้เกิดธรรมชาติใหม่

การสื่อสารแบบฉับพลัน และการที่เราได้รับการสนองในรูปแบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยงมากขึ้น (multi) นี่เองทำให้เกิดผลกระทบในเชิงที่ผู้ใช้รู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของสื่อ มีเวลาได้คิดเชิงปะทะกับข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือที่เรียกว่าไม่เท่าทันข้อมูล (อ่านบทความ นี่คือ“ข้อมูล” ประกอบ) ตัวอย่างที่พบเห็นได้ในปัจจุบันขณะคือปัญหาทางสังคม(ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว)ยิ่งสามารถก่อเหตุเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้เท่าเทียมกับธรรมชาติใหม่ของตัวนำสาร เมื่อเกิดสำลักการเปลี่ยนแปลงของธรมชาติการรับข้อมูล ความรู้ไม่เท่าทันบวกกับโครงสร้างทางสังคมที่ปลูกขึ้นอย่างหละหลวมด้วยเปลือกของวัฒนะธรรมจากหลายถิ่น ทำให้โอกาสการเกิดปัญหาสังคมมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นไปได้สูง



ชี้ให้เห็นการปรับตัวของเนื้อหาที่มีผลต่อการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ (นิตยสาร)

-----» ในหมวดของสื่อสิ่งพิมพ์เองเมื่อมีปัญหาสามัญ อย่างเรื่องของคุณภาพของเนื้อเรื่องและกายภาพของเนื้อเรื่องไม่สอดคล้องหรือเอื้ออำนวยกับการออกแบบ เนื้อหาเชิงวิภาคที่เข้มข้นมีน้อย นิตยสารในกลุ่มของเรื่องเบาสมองหรือที่บางคนจำกัดความว่าไร้สาระนั้นมีเยอะ จนกลายเป็นมาตรฐานและความคาดหวังจากผู้อ่าน การมีมากของกลุ่มนิตยสารลักษณะนี้ สะท้อนสภาพสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาแบบสาระและเนื้อหาแบบอ่านทิ้งขว้างต้องมีกลุ่มที่ชัดเจน การปรับตัวเพื่อหนีการจัดระเบียบของเนื้อหาใหม่ หลังจากเนื้อหาลักษณะเล่นๆ เสพแล้วทิ้งทั่วไป กำลังทะยอยย้ายตนเองไปบนสื่อออนไลน์แทน

เนื้อหาแบบที่ต้องการความรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะหมดไปจากแผงหนังสือ เช่นข้อมูลประเภทที่เรียกติดปากว่า“อัพเดท” เพราะเป็นสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่สามารถให้ได้อีกต่อไป สังเกตุได้จากการลดลงของหนังสือพิมพ์ และแทนที่ด้วยพฤติกรรมการรับสารจากช่องทางอื่นๆ ถึงกระนั้นในประเทศไทยยอดพิมพ์หนังสือพิมพ์ยังไม่ได้ลดลง หากแต่มีแนวโน้มว่าจะมียอดคืนสูงขึ้น เพราะบางส่วนปรับเข้าหาการบริโภคข่าวทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากกระทำไปพร้อมๆกับกิจกรรมอื่นๆเช่นการเช็คอีเมลล์

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการลดลงของการส่งจดหมาย ที่ส่วนใหญ่จะเหลือแต่การส่งวัสดุหรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยที่จดหมายหรือโฆษณาแคตตาล็อก (พร้อมลิ้งค์นำไปสู่เวปไซท์) และเรื่องทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการพิมพ์บนกระดาษจะถูกแทนที่ด้วยอีเมลและเอกสารอิเล็คทรอนิค นี่คือโครงสร้างใหม่ของการสื่อสารที่กำลังหยั่งรากลงไปหามาตรฐานใหม่

เราจะเห็นได้ว่านิตยสารไลฟสไตล์ร่วมสมัย ในลักษณะต่างๆ(โมเดินท์ไลฟ์สไตล์) มีมากขึ้น และเริ่มผนวกการออกแบบและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน เพราะนิตยสารมีราคาสูงขึ้นการเลือกซื้อนิตยสารสักฉบับ จึงต้องเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างครอบคลุมความสนใจที่กว้างขึ้น หรือเป็นลักษณะเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่ม ที่มีความเหนียวแน่น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของนิตยสารหรือหนังสือเองก็ตาม ก็จะเดินทางไปสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพราะเนื้อหาที่อยู่บนความเร็ว (ภาษากองบรรณาธิการมักเรียกว่า“ของสด”) จะเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกถ่ายเปลี่ยนไปบนมีเดียใหม่

เราควรถามตนเองว่าพร้อมหรือยังในการเดินทางไปสู่จุดนั้น? การมีเวบเอดิชั่นของนิตยสาร จะไม่ได้เป็นเพียงการมีเพื่อความโก้เก๋ หรือเพื่อให้ไม่ล้าสมัยอีกต่อไป และควรที่จะต้องมองให้เป็นเชิงธุรกิจที่สอดคล้องกันในสองระบบสื่อ สิ่งที่น่าจะได้เห็นในเวลาอันไม่ไกลจากนี้ก็คือการที่นิตยสารต้องปรับให้มีการพิมพ์ที่น้อยลง และต้องเสริมด้วยเวปเอดิชั่น ตัวหนังสือหรือนิตยสารที่พิมพ์จริงจะต้องมีความพิเศษมากพอที่จะต้องซื้อเก็บ

การปรับตัวครั้งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดว่านิตยสารประเภทใดจะอยู่หรือจะไป ลักชวลลี่ไอเทม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ยังคงจะได้รับความนิยมในสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไปเพราะมีส่วนสนับสนุนความเป็นพรีเมี่ยมของนิตยสารกระดาษ ที่มีมากกว่าอีแมกกาซีน ซึ่งยังคลุมเคลือว่าการยืมจริตของนิตยสารกระดาษมาบนสื่อที่ควรใช้วิธีเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่างออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติและข้อเด่นของสื่อชนิดที่มีการตอบโต้ จะเป็นที่นิยมจนเป็นสื่อมาตรฐานในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ ยังคงไม่มีข้อสรุปที่เป็นผลบวก เพราะอาจจะเหมาะสมกับธุรกิจเพียงบางประเภทเท่านั้น

บิทแมบของบิทแมบ

สุธาทิพย์ ทิพย์ดวงรัตน์
ธันวาคม ๒๕๕๐

-----» คนทั่วไปมักจะมองข้ามความสำคัญของตัวอักษรไปที่ความหมายของคำและประโยคที่ตัวอักษรเหล่านั้นนำมาส่งถึงเราด้วยภาษาศาสตร์ ในอีกด้านหนึ่งของปัจจุบัน ตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ถูกใช้เพื่อถ่ายทอดการสื่อสารอย่างกว้างขวางมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้แบบตัวอักษรได้กลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าก่อน จากเดิมที่การใช้ตัวอักษรสัมพันธ์กับดินสอและปากกาเท่านั้น หรือแม้แต่พิมพ์ดีดก็มิได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างทั่วถึงเฉกเช่นคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน



ปัจจุบันนี้หากเราต้องการค้นหาเพลงในเครื่องเล่นเอ็มพีสาม เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับแบบตัวอักษรบนจอภาพหรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า ‘สกรีน’ แบบตัวหนังสือที่ใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องใช้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชิป หรือคอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ที่ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการมาจากไหน? อาจจะเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยกันอยู่

เมื่อพูดถึงไทป์ดีไซน์ เรามักจะนึกถึงเวคเตอร์ (Vector) เอาท์ไลน์ฟอนต์ มากกว่าแรสเตอร์ (Raster)ฟอนต์ประเภทที่หลังนี้เองที่รู้จักและคุ้นเคยในชื่อ‘บิทแมบ’ เหตุที่เราคุ้นชินกับเอาท์ไลน์ฟอนต์มากกว่าบิทแมบ ก็เพราะเอาท์ไลน์ฟอนต์รายล้อมใกล้ตัวเรามากกว่าในสื่อต่างๆ ใกล้ตัวนักออกแบบในการใช้งาน ซึ่งต่างจากบิทแมบที่ต้องอาศัยสื่อหรืออุปกรณ์จำเพาะในการแสดงผล

หากมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ชั่วข้ามคืนบิทแมบฟอนต์กลายมาเป็นรูปแบบที่อยู่ในความสนใจของนักออกแบบ อาจจะเป็นเพราะลักษณะเฉพาะตัวบางประการที่เข้ากับยุคสมัยในขณะนั้น ที่เน้นความรู้สึกสังเคราะห์ จึงเกิดความพยายามที่จะใช้รูปแบบบนสกรีนดังกล่าวมาใช้กับการออกแบบสิ่งพิมพ์ นิยามของดิจิตอลอินเทอเฟสของอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคต้น ๘๐ กลายมาเป็นตัวแทนของความร่วมสมัยของดิจิตอลไลฟ์สไตล์ของต้นศตวรรษที่ ๒๑ จากการเป็นสกรีนฟอนต์ บิทแมบกลายมาเป็นแฟชั่นในกรอบของการเป็นเอาท์ไลน์ฟอนต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฟอนต์บิทแมบที่เราเห็นกันโดยทั่วไปที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ หรือในเวปดีไชน์โปรแกรมอย่างเช่นแฟลช กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นของฟอนต์เหล่านั้นเป็นเอาท์ไลน์ฟอนต์ ที่ถูกทำขึ้นเพื่อให้ใช้งานเลียนแบบบิทแมบเท่านั้น โดยอาศัยการออกแบบเอาท์ไลน์ฟอนต์ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับขนาดของบิทแมบจริง เพื่อให้การแสดงผลในหมวดบิทแมบในขนาดที่กำหนดออกมาตรงหรือใกล้เคียงกับความละเอียดของจอภาพ

โปรเจคการออกแบบตัวอักษรเป็นโจทย์ที่ต้องการบิทแมบฟอนต์จริงๆ(ไม่เกี่ยวกับเอาท์ไลน์) สำหรับการใช้งานเฉพาะทาง ไม่มีให้พบบ่อยนักในบ้านเรา



เมื่อมีความต้องการบิทแมบฟอนต์เพื่อใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วถ้าวิศวกรคอมพิวเตอร์ไม่เลือกไทยบิทแมบฟอนต์ที่มีอยู่แล้วเพราะต้องการความไม่จำเจ ก็มักจะเลือกใช้บิทแมบจากเอาท์ไลน์ฟอนต์ทั่วไป บางครั้งที่จะพบปัญหาเมื่อต้องย่อหรือขยายขนาดของบิทแมบจากเอาท์ไลน์ฟอนต์เพื่อให้ฟิตเข้ากับขนาดของสกรีนหรือหน้าจอของตัวอุปกรณ์นั้นๆ บิทแมบที่ถูกดึงออกมาจากเอาท์ไลน์ฟอนต์จะเกิดปัญหาการรักษาฟอร์มของตัวอักษรที่ถูกต้อง นำมาซึ่งปัญหาในการอ่าน

ช่วงต้นปี ๒๕๔๘ บริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิครายใหญ่ของสิงคโปร์ ครีเอทีฟเทคโนโลยี เจ้าของแบรนด์เครื่องเล่นเอ็มพีสาม ‘ครีเอทีพ เซ็น’ ได้ว่าจ้างให้ พฤติกรรมการออกแบบ/คัดสรรดีมาก พัฒนาตัวหนังสือบิทแมบภาษาไทยเพื่อใช้กับสกรีนของเครื่องเล่นเอ็มพีสาม แต่เรื่องของบิทแมบฟอนต์กับพฤติกรรมการออกแบบ/คัดสรรดีมาก ไม่ได้เริ่มต้นที่ตรงนี้

ฟอนต์ภาษาไทย ‘ธนบุรี’ ที่ขนาด ๑๒ พอทย์ นั้นเป็นที่ชมชอบของ นิรุติ กรุสวนสมบัติ และ อนุทิน วงศ์สรรคกร เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาและเริ่มทำงานร่วมกันภายใต้ชื่อของพฤติกรรมการออกแบบ ธนบุรีในบทบาทของฟอนต์ระบบปฏิบัติการณ์บนเครื่องแมคอินทอชภาษาไทย เป็นที่คุ้นเคยกันดีในแมคโอเอสรุ่นเก่า นิรุติและอนุทินเคยเล่านอกรอบว่า “เราเคยมีความคิดว่าทำอย่างไรเราจะใช้ธนบุรีที่ขนาดอื่นแต่ให้หน้าตาออกมาเป็นแบบบิทแมบที่ ๑๒ พอทย์แบบที่เราเห็น ธนบุรี ๑๒ พอทย์ ในซิมเพิลเท็กซ์” เป็นจุดที่ทำให้นักออกแบบทั้งสองคนจึงเริ่มให้ความสนใจกับพิคเซลสกรีนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสนใจกับ‘เรสเอดิท’ โปรแกรมประดิษฐ์ไอคอนสำหรับเครื่องแมคอินทอช จึงต่อเนื่องมาที่ตัวอักษรภาษาไทยพิคเซลบิทแมบที่พิมพ์เป็นชื่อไฟล์ในแมคอินทอช นิรุติมีความคิดว่าน่าจะมีกราฟิกไอคอนและตัวอักษรที่เป็นพิคเซลเข้าชุดกัน จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความสนใจเกี่ยวกับไอคอนกราฟิก และส่งต่อมายังพิคเจอร์ฟอนต์ในเวลาต่อมา

ในขณะที่เริ่มทดลองกับโปรแกรมสร้างเอาท์ไลน์ฟอนต์เพื่อเลียนแบบบิทแมบ เป็นที่มาของโปรโทไทป์ฟอนต์ ‘พฤติกรรม’ ในช่วงปี ๒๕๔๑ และ ‘ฝั่งธน’ ในปีต่อมา เพื่อตอบโจทย์การใช้ธนบุรี ที่หน้าตาเหมือนบิทแมบ ๑๒ พอทย์ “ฝั่งธน ก็เป็นเหมือนชื่อเล่นของธนบุรี เป็นชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียกธนบุรี เราเห็นว่าเข้าท่าดีที่จะนำมาเป็นชื่อของเอาท์ไลน์บิทแมบของฟอนต์ธนบุรี” อนุทินอธิบายที่มาที่ไป

ฟอนต์ พฤติกรรม ทดลอง กลายเป็นฟอนต์ไทยบิทแมบเอาท์ไลน์ตัวแรกๆ ที่พาตนเองออกจากฮาร์ดไดรฟ์และการทดลองใช้ส่วนตัว มาปรากฏบนสื่อต่างๆในช่วงปี ๒๕๔๒ เริ่มตั้งแต่หนังสือ บันทึกบรรยาย เลขนศิลป์ศึกษาเชิงไปรเวท ไปจนถึงการใช้กับงานออกแบบโดยทั่วไปในนิตยสารเอ็มทีวีแทรค ก่อนที่บิทแมบเอาท์ไลน์ภาษาไทยจะกลายเป็นวิถึและปฐมบทของการสร้างฟอนต์ตัวแรกๆของตนเองสำหรับนักออกแบบตัวอักษรไทยรุ่นต่อๆมา



พฤติกรรมการออกแบบ/คัดสรรดีมาก เคยถูกทาบทามให้ออกแบบบิทแมบฟอนต์ภาษาไทยให้กับโทรศัพท์มือถือ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับพัฒนาโปรเจค เอสเอ็มบี แอดวานซ์ แต่บริษัทนำเข้ามือถือนั้นกลับมองว่างานนี้เป็นเรื่องที่ง่ายๆเหมือนการตีตารางกราฟ คงไม่ต้องพยายามอธิบายต่อว่าประโยคสนทนาลักษณะนี้มีความหมายอย่างไร “ความห่างไกลของผู้คนกับแบบตัวอักษรของภาษาที่เขาใช้กันอยู่ทุกวันนั้น ช่างห่างไกลกันเหลือเกิน”

ครีเอทีฟไทยบิทแมบฟอนต์นั้น มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการออกแบบเอาท์ไลน์ฟอนต์ นอกจากในลักษณะของที่มาที่ไปของตัวโปรเจคเองหรือรูปแบบการออกแบบก็ตาม เนื่องจากเป็นบิทแมบฟอนต์จริงๆ ไม่ใช่การทำเลียนแบบในโปรแกรมทำเอาท์ไลน์ฟอนต์ ฟอร์แมทที่เรียกว่า บีดีเอฟ ไม่ใช่ฟอร์แมทที่จะได้รับโจทย์ในการทำคอสตอมไทป์ดีไซน์ ที่ส่วนใหญ่พัฒนาเพื่อแมคอินทอชหรือเครื่องพีซีที่ใช้วินโดว์

การออกแบบบิทแมบฟอนต์นั้นจะต้องใช้โปรแกรมสร้างฟอนต์อย่างเช่น บิทฟอนเตอร์ หรือรุ่นก่อนๆก็ต้องเป็น ฟอนแทสติก ซึ่งเป็นโปรแกรมเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนักหากเทียบกับ ฟอนต์แลป หรือ ฟอนโตกราเฟอร์

บิทแมบฟอนต์ต้องทำตามข้อจำกัดของขนาดพิกเซลสกรีน หรือที่เรียกว่า Effective Size อย่างเคร่งครัด เพราะทุกอย่างต้องฟิตพอดีกับขนาดของตัวอุปกรณ์ที่ฟอนต์นี้จะไปปรากฏ ในขณะที่นักออกแบบต้องบริหารแบบตัวอักษรให้แต่ละตัวอักษรไม่เสียการอ่าน และไม่เสียความความสวยงามในข้อจำกัดดังกล่าว

ในกรณีของครีเอทีฟเทคโนโลยี พิ้นที่สำหรับการแสดงผลของตัวอักษรมีขนาดเล็กมาก นั่นจึงหมายถึงขนาดของตัวอักษรด้วยเช่นกัน บางตัวอักษรมีเนื้อที่ที่สามารถบรรจุได้แค่ ๕x๕ พิกเซลเท่านั้น บางวรรณยุกต์จำนวนพิคเซลที่วิศวกรกำหนดมาให้เหลือพื้นที่ไม่พอ อย่างเช่นไม้ไต่คู้ ที่เหลือพื้นที่แต่ ๕x๒ จำเป็นต้องจัดให้พิกเซลลงตัวในเนื้อที่ที่มี ทำให้มองให้เห็นเป็นไม้ไต่คู้ให้ได้ในขนาดดังกล่าว มันเกือบเป็นไปไม่ได้เลยบนความสูงแค่ ๒ พิกเซล จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ทุกพิกเซลมีความสำคัญ และมีความหมายในการออกแบบบิทแมบฟอนต์



เนื่องจากอุปกรณ์อีเลคโทรนิคส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นเพื่อจำหน่ายในหลายประเทศ นั่นจึงมีมิติอื่นที่ต้องคำนึงถึง การออกแบบมีความจำเป็นที่จะต้องให้แบบภาษาไทยสามารถไปด้วยกันได้กับภาษาอื่นๆ ที่ใช้ตารางยูนิโคตต่อเนื่องกันมา เช่น ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นต้น ฟอนต์ครีเอทีฟไทยบิทแมบในฟอร์แมทในฟอร์แมทบีดีเอฟนี้ สามารถพบเห็นได้ในเฟิร์มแวร์ของครีเอทีฟเทคโนโลยี

เอาท์ไลน์ฟอนต์ที่ถูกออกแบบด้วยการเทียบเคียงกับขนาดของบิทแมบพิคเซล อาจเริ่มมีบทบาทน้อยลงในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะหน้าจอคอมพิวเตอร์มีความละเอียดมากขึ้น โพรเซสเซอร์เองก็สามารถรองรับกราฟิกที่ความเร็วมากขึ้นเช่นกันการแสดงผลจากเวคเตอร์เอาท์ไลน์จึงทำได้รวดเร็วขึ้น เอาท์ไลน์บิทแมบฟอนต์อย่างที่มีการใช้กันแพร่หลายในโปรแกรมสำหรับเวปดีไซน์อย่างแฟลชก็อาจจะมีความจำเป็นลดน้อยลง ขณะที่บิทแมบฟอนต์เอง ก็มีความจำเป็นต้องเพิ่มความละเอียดและจำนวนของพิคเซลสูงขึ้นตามอุปกรณ์มาตรฐาน ที่ต่างสามารถแสดงผลได้ละเอียดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ที่เดินหน้าสู่ความคมชัดสูง โทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นเพื่อสนองฟังค์ชั่นในอนาคต หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้อิเลคโทรนิคทั่วๆไปอย่างเครื่องเล่นเพลงเอ็มพีสาม สิ่งเหล่านี้ต่างมีผลต่อรูปแบบของแบบตัวอักษรที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นใหม่ หรือถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกันไป แต่อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ของความเป็นอิเลคโทรนิคสไตล์บิทแมบพิคเซลแบบโลว์เรสโซลูชั่นได้ฝังตัวลงไปในวงการออกแบบในบ้านเราเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นปรากฏการเดียวกันที่เกิดขึ้นกับการออกแบบสากล

อีกวิธีในการ Save TCDC

คัดสรรดีมาก
มกราคม ๒๕๕๑

-----» กรณีทีซีดีซีละเมิดสิทธิ์การใช้ฟอนต์ภาษาไทย ทัศนะ ของ คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ ข้อความในจดหมายชี้แจงนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการยุบหรือควบรวมทีซีดีซี กรุณาใช้วุฒิภาวะผนวกกับวิจารณญาณในการอ่าน และโปรดแยกแยะประเด็นบุคคลและองค์กรออกจากกัน บทความนี้ถูกเขียนขึ้นโดยต้องการชี้แจงให้ทราบถึงสิ่งไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น ในรูปแบบที่กระชับตรงประเด็น เพื่อเป็นบันทึกช่วยจำ

เนื่องจากกรณีพิพาทนี้ได้เกิดขึ้นมาระยะเวลาร่วมห้าเดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในกรอบเวลาที่สมควร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจและจริงจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทาง คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะนำกรณีนี้ออกจากการตกลงเป็นการภายใน เพื่อให้สาธารณะทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

• ต้นเหตุของเรื่อง
คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ ได้รับแจ้งเกี่ยวกับการละเมิดใช้ฟอนต์ ‘ทัศนะ’ โดยได้มีการพบหลักฐานการนำไปใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์ของทีซีดีซี จึงได้มีการทำอีเมลล์ ผนวกกับการติดต่อทางโทรศัพท์แจ้งไปยังทีซีดีซี จนสืบความได้ว่าผู้ที่รับผิดชอบคือ คุณพจน์ (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ของทีซีดีซี ในตำแหน่งอาร์ตไดเร็คเตอร์ ฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ซึ่งต่อมาได้ทราบว่าเป็นผู้เดียวกันกับผู้ที่ทำการละเมิดสิทธิ์นำไฟล์ฟอนต์มาทำซ้ำและใช้ในงานออกแบบ

• ก๊อปปี้ของฟอนต์ทัศนะมาจากไหน
จากการสอบถามจึงได้รับทราบว่า เป็นการนำมาจากไฟล์งานที่ทางทีซีดีซีว่าจ้างบริษัทออกแบบภายนอกเพื่อการออกแบบสิ่งพิมพ์ต่างๆขององค์กรแห่งนี้ โดยมีการทำสำเนาไฟล์ออกมาจากซีดีอาร์ตเวิร์คที่ทางบริษัทออกแบบนี้ส่งมอบ จากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวได้ซื้อสิทธิ์การใช้ฟอนต์ทัศนะอย่างถูกต้องและมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการใช้ฟอนต์นี้เพื่อการออกแบบในงานใดก็ได้ ประเด็นจึงอยู่ที่การลักลอบนำฟอนต์ที่มากับส่งมอบงานไปทำซ้ำและใช้ในงานออกแบบอื่นๆของทีซีดีซีเอง

คุณพจน์ได้อ้างว่าไม่ทราบถึงเรื่องสิทธิ์ในการใช้ฟอนต์ดังกล่าว ทาง คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ สืบทราบมาว่า ได้มีการเตือนเป็นการภายในจากบุคคลที่หวังดีภายในทีซีดีซีเองเรื่องการนำฟอนต์ทัศนะไปใช้โดยไม่ได้มีการซื้อสิทธื์ ดังนั้นคุณนันทิพร พุทธรัตน์ ในฐานะผู้ดูแลเรื่องการจำหน่ายสิทธิ์ของฟอนต์ในการดูแลของ บริษัท คัดสรรดีมาก จำกัด ได้แจ้งและชี้แจงให้ทราบถึงการละเมิดดังกล่าว พร้อมกับการเริ่มประสานงานกับทีซีดีซี ผ่านคุณพจน์ เพื่อทำเรื่องที่เกิดขึ้นให้ถูกต้อง

• แต่ปัญหาไม่จบ
นอกจากจะใช้เวลาในการสื่อสาร และตอบกลับเป็นเวลานานเป็นพิเศษแล้ว ยังไม่มีบทสรุปที่น่าพอใจ การประสานงานเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มขึ้นในช่วงประมาณเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ก่อนหน้าเทศกาลบางกอกดีไซน์เฟสติเวล ไม่ปรากฏความคืบหน้าใดๆ จนกระทั้งประมาณสิ้นเดือนกันยายน คุณนันทิพรจึงได้นำเรื่องนี้แจ้งกับคุณอนุทิน วงศ์สรรคกร จากนั้นคุณอนุทินจึงได้ส่งอีเมลล์เป็นบันทึกความเข้าใจสั้นๆ ถึงคุณพจน์เพื่อขอความร่วมมือในการประสานงานกับคุณนันทิพร เรื่องจึงได้รับความร่วมมือ ทำให้คืบหน้ามาบ้างเล็กน้อย

• คนกลาง การไกล่เกลี่ย และ ข้อตกลง
หลังจากได้รับอีเมลล์จากคุณอนุทินเพื่อขอความร่วมมือ ทางทีซีดีซีโดยคุณพจน์เอง ได้ทำการติดต่อเพื่อรบกวนผู้ใหญ่ที่คุณอนุทินนับถือ เพื่อขอความช่วยเหลือในการเป็นคนกลางช่วยเจรจา คุณอนุทินได้เรียนย้ำให้ทราบว่า คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ เพียงแค่ต้องการความร่วมมืออย่างราบรื่นจากทางทีซีดีซีและไม่มีเหตุผลใดที่คุณพจน์จะไม่เจรจากับคุณนันทิพรด้วยตนเอง เพราะทุกอย่างสามารถแก้ไขได้โดยเริ่มจากการพูดคุย อีกทั้งคุณอนุทินยังได้แสดงความเสียใจที่คุณพจน์ดึงบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็น

หลังจากนั้นคุณพจน์จึงได้โทรศัพท์ตรงเข้าหาคุณอนุทินเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ คุณอนุทินได้บอกกับคุณพจน์ว่ากรุณาให้ความร่วมมือกับคุณนันทิพร และติดต่อคุณนันทิพรโดยตรงเนื่องจากเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้

คุณพจน์ได้อ้างว่าทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ทราบว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ทางทีซีดีซีได้แจ้งว่าเนื่องจากเป็นการบริหารระบบราชการ ไม่สามารถเบิกจ่ายย้อนหลังได้ จึงไม่มีงบที่จะนำมาจ่ายเป็นค่าสิทธ์ในการใช้ย้อนหลัง ประกอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากคุณพจน์เอง จึงเกรงว่าอาจจะต้องนำเงินค่าจ้างส่วนตัวให้ทีซีดีซีหักจ่าย

จากปัญหาการเบิกจ่ายและความเห็นใจเรื่องหักเงินเบี้ยเลี้ยงส่วนตัวเพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าสิทธื์ในการใช้ฟอนต์ คุณนันทิพรผ่าทางตันโดยเสนอทางออกให้กับกรณีนี้ โดยการแลกเปลี่ยนกับสมาชิกภาพของทีซีดีซีในมูลค่าเดียวกัน เพื่อเป็นการยุติปัญหา (ทั้งๆที่ส่วนหนึ่งของพนักงานของคัดสรรดีมากเป็นสมาชิกของทีซีดีซีอยู่แล้ว) เนื่องจากเห็นว่าเป็นวิธีที่น่าจะดีที่สุดกับคุณพจน์เอง ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยกับวิธีดังกล่าว

• แต่ปัญหาที่ควรจะจบก็ไม่เป็นไปตามนั้น
ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ถึงแม้การตอบกลับและการสื่อสารกับทางทีซีดีซียังคงเป็นไปด้วยความล่าช้าอย่างเช่นที่ผ่านมา จนจะผ่านเดือนตุลาคมตลอดทั้งเดือน โดยไม่มีวี่แววของการจัดการเรื่องสมาชิกภาพอย่างเป็นรูปธรรม

จนกระทั่งวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ คุณนันทิพรจึงได้บรรลุข้อตกลง และได้รับอีเมลล์จากคุณพจน์เพื่อทำการลงทะเบียนออนไลน์ด้วยตนเอง ทั้งๆที่คุณนันทิพรได้ให้รายละเอียดของบัตรทุกใบที่จะทำการออกเพื่อชดเชยมูลค่าที่ตกลงกันไปก่อนหน้านี้ แต่สุดท้ายก็ต้องจัดการกรอกรายละเอียดทุกอย่างด้วยตนเอง และแล้วเรื่องก็เงียบหายไปเช่นเคย

ร่วมสองสัปดาห์หลังจากนั้น วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน คุณนันทิพรได้รับอีเมลล์จากคุณพจน์ อ้างถึงเรื่องการยุบรวมทีซีดีซีทำให้ไม่สามารถออกสมาชิกภาพให้ได้ ทางทีซีดีซีต้องการให้ทำจดหมายชี้แจงเเหตุผลในขอสมาชิกภาพ คุณนันทิพรเห็นว่าเป็นการย้อนศร จึงได้แจ้งถามกลับไปว่า เหตุใดที่ต้องทำการชี้แจงซ้ำอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ชี้แจงทุกอย่างอย่างละเอียดแล้ว ยังไม่นับการสื่อสารและต่อรองอีกนับครั้งไม่ถ้วน เหลือเพียงการทำเรื่องออกสมาชิกภาพให้เรียบร้อยเท่านั้น ซึ่งน่าจะให้ความร่วมมือในการเร่งรัดการออกสมาชิกภาพเสียด้วยซ้ำ จะมีเหตุผลอีกหรือที่จะต้องร่างหนังสือฉบับแล้วฉบับเล่าเพื่อที่บอกให้ทราบถึงความผิด ทั้งๆที่เนื้อความในเอกสารทุกฉบับได้แจงเหตุที่เกิดขึ้น บวกกับการชี้ตัวไปยังผู้ที่กระทำผิดอยู่อย่างชัดเจน

คุณนันทิพรจึงได้ส่งอีเมลล์ขอความร่วมมือครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน เพื่อแจ้งว่าทางบริษัทคัดสรรดีมากต้องการให้เรื่องนี้ไม่ถูกเตะถ่วงออกไปอีก ในเวลาที่ผ่านมา คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา คุณนันทิพรจึงได้แจ้งในจดหมายขอร้องให้คุณพจน์แสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้โดยการยอมรับต่อผู้บังคับบัญชาของตนเองเพื่อแก้ไขเรื่องนี้ด้วยวิธีอื่น หลังจากนั้นก็ไม่มีการสื่อสารจากทางคุณพจน์อีกเลยจนกระทั้งปัจจุบัน


ภาคผนวก:

คุณอนุทินพูดให้ได้คิด
-----» การเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์จริงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อตำแหน่งที่กำกับ หากแต่นักออกแบบคนนั้นต่างหากที่จะทราบตัวเองว่าตนเองเป็นอาร์ไดเร็คเตอร์จริงหรือไม่ การเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์มืออาชีพ อย่างน้อยเรื่องพื้นฐานอย่างเช่นการไม่ลักลอบใช้ฟอนต์ก็ควรต้องมี กล่าวคือ ไม่ได้เป็นนักออกแบบชั่วโมงบินน้อย ฉะนั้นก็ควรที่จะมีบันทึกไว้ในมโนทัศน์บ้าง

ผมไม่เคยเชื่ออยู่แล้วว่าการศึกษาสอนให้คนมีความคิด หากแต่คนที่เข้าใจการศึกษาต่างหาก จึงจะคิดได้ว่าต้องอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือทำให้ได้คิด

๑) คัดสรรดีมาก/พฤติกรรมการออกแบบ ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องใช้สมาชิกภาพฟรีของทีซีดีซี อยากจะย้ำเตือนความจำอีกครั้งว่า ข้อเสนอเรื่องการแลกเปลี่ยนกับมูลค่าของสมาชิกภาพ เป็นการช่วยเหลือรอมชอมต่อตัวบุคคลที่กระทำความผิดด้วยซ้ำด้วยซ้ำ เราให้ความร่วมมือแล้วด้วยความเห็นใจต่อคู่กรณี แต่กลับถูกปฏิบัติเหมือนว่าเราขอให้ยินยอมรับข้อเสนอนี้

๒) หากจะมองว่าปัญหานี้เกิดจากบุคคลภายในองค์กรก็สามารถเข้าใจได้ แต่ทีซีดีซีมีความเหมาะสมหรือไม่ ที่ปล่อยให้บุคคลที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ และมีความไม่เป็นมืออาชีพในวิชาชีพออกแบบเป็นตัวแทนขององค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกแบบ สิ่งนี้ควรได้รับการสอดส่องดูแล

๓) การแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหามีกรอบเวลาไม่เท่ากันในแต่ละเรื่อง สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น กรอบเวลาห้าเดือนนี้เหมาะสมหรือไม่ที่จะเรียกว่า “มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา”? กลับทำให้ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าปัญหาได้ทำการปกปิดไม่ให้ถึงผู้บังคับบัญชาหรือไม่? ทีซีดีซียังเยาว์วัยนักในการเป็นองค์กรแต่ก็โชว์ความสามารถได้อย่างโดดเด่น แน่นอนความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ ความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดจากความผิดพลาดต่างหากที่ทำให้องค์กรที่โดดเด่นอยู่ได้ในระยะยาว

ผมตัดสินใจแล้วด้วยว่าจะไม่เอาความกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเราไม่ได้ต้องการสมาชิกภาพตั้งแต่ต้นของเรื่อง ผมก็หวังใจว่าการลักลอบใช้นั้นได้ยุติลงแล้ว ผมคิดว่าถ้าให้ผมตามต่อไปอย่างไม่ได้รับความร่วมมือ ผมเสียทั้งเวลาและเสียอารมณ์ สู้ให้เรื่องจบลงแบบนี้ แล้วผมสามารถกล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มปากยังจะดีเสียกว่า ก็คงต้องฟังผมพูดเรื่องนี้ไปอีกหลายปีเลยหละครับ กว่าผมจะคิดว่ามันเข้าไปอยู่ในสามัญสำนึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง

คนอื่นอาจจะพยายาม “Save TCDC” ด้วยรูปแบบต่างกันไป แต่ที่ผมทำอยู่นี้เขาเรียกว่า “Save TCDC from being so Unprofessional” ครับ

๔ ฟอนต์ไทยกับจุดเปลี่ยนในยุคดิจิตอล

อนุทิน วงศ์สรรคกร
ธันวาคม ๒๕๕๐

-----> บทความขนาดสั้นจากนักออกแบบตัวอักษรชั้นนำของเมืองไทย ปริญญา โรจน์อารยานนท์, พัลลพ ทองสุข และ เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช เกี่ยวกับฟอนต์ของพวกเขา ผนวกกับความคิดเห็นส่วนตัวจาก อนุทิน วงศ์สรรคกร ในฐานะกรรมการคัดเลือก ที่มีต่อแบบตัวอักษรที่รับมอบรางวัล Another Design Awards ในหมวด Type Design จากนิตยสาร OOM ฉบับประจำเดือนธันวาคม ๒๕๕๐



FongNam ฟองน้ำ
แบบตัวอักษรไทยสมัยใหม่ที่มีหัวของยุคดิจิตอล
Traditional Thai Typeface of Digital Era


ปริญญา โรจน์อารยานนท์
DB FongNam คือตัวพิมพ์เนื้อยุคแรกๆ ของฟอนต์ตระกูลดีบี ที่ผมได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Tom Light (ทอมไลท์)ตัวเนื้อไทยยุคตัวเรียงคอมพิวกราฟิก ที่รูปทรงเกลี้ยงเกลาทันสมัยที่สุด และ Avant Garde ฟอนต์ฝรั่งที่มีชุดอักษรโรมันเกลี้ยงกลมเป็นเรขาคณิตมากที่สุดในทัศนะของผม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่ยุค DTP (Desktop Publishing) ที่ตัวเรียงคอมพิวกำลังจะถูกแทนที่ด้วยดิจิตอลฟอนต์, ผมจินตนาการไปถึงตัวเนื้อไทยแบบใหม่ที่ดูเกลี้ยงกลมแบบ Avant Garde ในขณะเดียวกันยังสามารถรักษาความโปร่งสบาย อ่านง่ายแบบทอมไลท์ ไว้ได้ครบ. ร่องรอยของลายมือเขียนที่คงอยู่ใน ทอมไลท์ ได้ถูกตัดทอนลง คงเหลือแต่ความเกลี้ยงกลม ดูใสๆ จึงได้ชื่อว่า “ฟองน้ำ”

อนุทิน วงศ์สรรคกร
หลายคนทักผมว่าทำไมไม่เลือกชวนพิมพ์ ของ เชาว์ ศรสงคราม คงเป็นเพราะเห็นว่าผมกล่าวนิยมถึงชวนพิมพ์บ่อย ผมกลับมองที่การใช้งานที่กว้างขวางมากกว่าในการตัดสินเลือก ฟองน้ำมีข้อเด่นตรงที่เติมเต็มความต้องการตรงกลางระหว่างตัวมีหัวแบบมาตรฐานตามประเพณีปฏิบัติ และเส้นสายที่มีความบางเรียบง่ายคล้ายกับจะแนะแนวเป็นทางให้เข้าใจ เพื่อเตรียมเราให้พร้อมกับแบบตัวหนังสือไทยสมัยใหม่ที่ตามกันออกมาหลังจากนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็น ฟองน้ำถูกหยิบขึ้นมาใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงต้น ๙๐ เพราะแบบตัวอักษรที่เป็นแนวร่วมสมัยแต่ยังคงเจตนาของตัวไทยมีหัวไว้ได้อย่างดี อีกทั้งยังถูกที่ถูกเวลา



Kittithaada กิตติธาดา
The Invasion of Sans Serif in Thailand
แบบตัวอักษรไทยสมัยใหม่ไม่มีหัว จุดเปลี่ยนของงานตัวอักษรไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 21


พัลลพ ทองสุข
ฟอนต์กิตติธาดาสร้างประมาณปี ๒๐๐๐ ภายใต้แนวคิดที่อยากให้เป็นฟอนต์ยอดนิยมในวงการโฆษณา ตามความหมายของชื่อฟอนต์ คือ "กิตติ" หมายถึงชื่อเสียงเล่าลือ และ "ธาดา" หมายถึงผู้สร้างชื่อ ซึ่งรวมแล้วหมายความว่าผู้สร้างชื่อเสียงเล่าลือ เพื่อที่เป็นนิยมได้จะต้องออกแบบรูปทรงของฟอนต์ให้สื่อได้ทั้งสองเพศคือ เท่แบบผู้ชายและเก๋แบบผู้หญิง ดังนั้น จะเห็นได้ว่าโครงสร้างตัวอักษรไทยของฟอนต์กิตติธาดามีความเท่ ทันสมัยกึ่งสากล ขณะเดียวกันก็มีความเก๋ ดูสะอาดตา ขนาดเส้นที่ค่อนข้างบางทำให้ดูน่ารัก ความกว้างของแต่ละตัวดูสมดุล กลมกลืน ตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ความโค้งมนช่วยลดความแข็งของเส้นที่เป็น even weight ได้เป็นอย่างดี บริษัทโฆษณามักใช้ฟอนต์นี้กับสินค้าที่ดูเท่ ทันสมัย และเน้นงานโฆษณาที่ดูเก๋ สะอาดตา เฉียบขาด ตั้งแต่เครื่องใช้ของบุรุษจนถึงเครื่องสำอางค์ของสตรี

อนุทิน วงศ์สรรคกร
อันที่จริงแล้วแบบตัวอักษรแนวไร้เชิงมีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมานพติก้าในยุคอักษรลอก หรือแมคมานพในยุคดิจิตอลตอนต้น ผลงานของนักออกแบบชั้นครูอย่าง มานพ ศรีสมพร แต่สิ่งที่กิตติธาดาทำได้แตกต่างจากตัวอักษรแนวไร้เชิงทั่วไปก็ืคือ การสร้างหัวเลี้ยวหัวต่อที่ชัดเจนให้เกิดขึ้นระหว่างตัวพิมพ์ไทยที่มีหัวแบบมาตรฐาน และตัวพิมพ์ไทยสมัยใหม่ที่มีแนวการออกแบบบนโครงสร้างแบบละติน กิตติธาดาสร้างปรากฏการณ์ที่สามารถเชื้อเชิญให้คนมาพยายามอ่านตัวอักษรไทยแนวไร้เชิงมากขึ้น ทั้งที่ความพยายามลักษณะเดียวกันนี้ถูกทดสอบมาหลายต่อหลายครั้งในอดีต ความเหมาะเจาะของเวลาก็อาจจะเป็นอีกเงื่อนไขที่ช่วยทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น กิตติธาดาได้ทำหน้าที่เปิดประตูสู่การจัดวางตัวอักษรไทยในหน้ากระดาษแบบสากล ไม่ว่าใครจะยังค้านการเข้ามามีบทบาทของตัวอักษรแนวไร้เชิงก็ตาม



Display ดิสเพลย์
The Birth of Hybrid and Multi-Purposes at the end of Millennium
การเกิดขึ้นของแบบตัวอักษรลูกผสมในประเทศไทยช่วงปลายสหัสวรรษ


พัลลพ ทองสุข
ฟอนต์ดิสเพลย์สร้างประมาณปี 1995 โดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็นฟอนต์ที่ใช้พิมพ์หัวข้อหรือป้ายที่เน้นตัวใหญ่ เพื่อความชัดเจน, อ่านง่าย และดูทันสมัยตามที่ชื่อฟอนต์บ่งบอกคือ Display ซึ่งหมายถึง "แสดง" จัดเป็นฟอนต์ที่ไม่มีหัวหรืออีกนัยหนึ่งคือหัวแอบแฝง น้ำหนักของเส้นโครงตัวอักษรเป็นแบบ "even weight" หรือเรียกอีกอย่างหนึึ่งว่าน้ำหนักเส้นเท่ากันตลอด ซึ่งเน้นความเป็นกฎระเบียบได้ดี แต่ก็แฝงความเรียบง่ายและนิ่มนวลไว้ด้วย เหมาะสำหรับพิมพ์ข้อความสั้นๆที่ต้องการเน้นความทันสมัยและความเป็นระเบียบ ความสวยจะอยู่ที่ ๒๔ พอยต์ขึ้นไป แต่บางสำนักก็นำไปใช้พิมพ์ข้อความตัวเล็กๆที่ต้องการประหยัดเนื้อที่ เช่น ที่อยู่ในนามบัตร เพราะขนาดตัวอักษรค่อนข้างผอม

อนุทิน วงศ์สรรคกร
มัลติเพอร์เพิสแซน (Multi Purposes Sans) ที่สร้างคะแนนความนิยมจนทำให้ชื่อของพีเอสแอลเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ดิสเพลย์เป็นแบบตัวอักษรที่มีความโดดเด่นตรงที่ ไม่ไร้เชิงฐานเสียทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังจัดอยู่ในประเภทของตัวพิมพ์แบบไร้เชิงได้เช่นกัน ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เราสามารถพบเห็นดิสเพลย์ถูกเลือกใช้เป็นตัวเนื้อความอยู่บ่อยครั้งในช่วงปลาย ๙๐ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกพอสมควร เป็นแบบตัวอักษรคอนเด้นท์ร่วมสมัยที่นึกถึงได้เป็นลำดับต้นๆ การออกแบบที่ลงตัวของความเป็นตัวอักษรเส้นเท่าไม่ค่อยพบมากนักในช่วงปีดังกล่าว ผนวกกับดิสเพลย์ก็ยังมีจริตของสันฐานเป็นเชิงเล็กๆบางๆอยู่บ้างเพื่อนำสายตา ไม่ให้ขัดเขินกับกับผู้อ่านที่มีอคติกับตัวไร้ฐานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์



Know โนว์
The United letters of Latin and Thai Hand Script
แบบตัวอักษรไทยกับความเป็นไปได้ใหม่


เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช
Know (โนว์) แบบตัวอักษรที่ดูเป็นการเขียนด้วยปากกาแต่ก็ยังเป็นการเขียนที่เป็นระบบ แบบตัวอักษรไทยชุดนี้ได้แรงบันดาลใจจาก แบบตัวอักษรละติน Sauna ของ Underware ที่เป็นการเขียนที่เป็นลักษณะคล้ายลายมือ แต่ก็อยู่ในระบบที่มีความอ่านได้ง่ายตามระบบการออกแบบตัวอักษรแบบตัวเนื้อความ จากระบบความคิดนี้ จึงได้ออกแบบตัวอักษรละติน ขึ้นมา ๑ ชุด ที่มีแนวความคิดตามที่ว่าแต่มีความแตกต่างจาก Sauna แล้วจึงทำการถอดโครงสร้างออกมาเป็นแบบตัวอักษรไทย เพื่อให้ได้แบบตัวอักษรไทยที่ดูทันสมัย ตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นวิธีการเฉพาะตัวที่ผมทำกับทุกๆแบบตัวอักษรไทยของผม จึงคิดว่าผลที่ได้ในแบบตัวอักษร (โนว์) นี้ ให้ความรู้สึกแบบการเขียนที่เป็นธรรมชาติแต่ดูแล้วมีความทันสมัยอยู่ในตัวของมันเอง เหมือนกับที่ว่า ความรู้ อยู่ในธรรมชาติรอบๆตัวเราและมันไม่เคยที่จะล้าสมัย

อนุทิน วงศ์สรรคกร
หลังจากที่ตัวละติน และตัวไทยมาพบกันครึ่งทาง ในช่วงหกถึงเจ็ดปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็นส่วนผสมที่วางแนวทางใหม่ของแบบอักษรไทยร่วมสมัย เราได้เห็นพัฒนาการในการนำเสนอฟอร์มของตัวอักษรไทยที่ท้าทายการอ่านมากมาย ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวได้อนุญาติให้แบบตัวอักษรอย่างโนว์มีที่ยืนได้เอย่างไม่ยากเย็นนัก เอกลักษณ์มองเห็นพื้นที่ใหม่นี้สำหรับแบบตัวอักษรไทยแนวกึ่งสคริป โนว์เป็นตัวอักษรอีกชุดที่รู้จักหยิบจับประเด็นของการทดลอง และความโดดเด่นจากการจัดระเบียบสคริปตัวเขียนลายมือมาเป็นตัวพิมพ์โดยศึกษาการเข้าทำจากตัวละติน ทำให้นึกย้อนได้ถึงจริตของการเขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษในวันที่ยังไม่มีตัวเรียงพิมพ์ ที่ทั้งคู่ต่างก็ต้องผ่านจริตของการเขียนมือด้วยกันทั้งสิ้น โนว์จึงเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของภาษาทางการออกแบบที่นับวันจะนำให้ทุกๆคนมายืนอยู่บนวัฒนธรรมเดียวกัน

เอกสารย่อยชุดที่ ๓ -โลโก้-

อนุทิน วงศ์สรรคกร และ พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
เมษายน ๒๕๕๐

บันทึกช่วยจำ เอกสารย่อยเกี่ยวกับการออกแบบจากโปรเจคต่างๆภายในบริษัท





เจลาเต้
-----> เริ่มแรกเราค่อข้างปวดหัวและเป็นกังวลกับชื่อร้านไอศครีมนี้เป็นอันมาก เนื่องจากร้าน “เจลาเต้” ซึ่งมีที่มาจากการที่แบรนด์และร้านบริหารงานโดยคุณเต้ เจลาเต้เป็นร้านขายไอศครีม "เจลาโต้" ลูกค้ายังยืนยันที่จะใช้ชื่อนี้ โดยขอมีข้อความกำกับพ่วงด้วยว่า “Authentic taste of Gelato” ซึ่งภายหลังทางทีมออกแบบของเราได้ตัดสินใจเชิงการตลาดว่าควรตัดทอนให้สั้นลง เพื่อให้จดจำได้ง่าย โดยยังได้ความหมายดังเดิม ไม่ยืดยาวจนเกินจำเป็น จึงเรียกได้ว่าถูกตัดออกไปโดยพลการเหลือเพียง “Authentic Gelato” ซึ่งได้รับการยอมรับในภายหลังจากลูกค้าเมื่อเริ่มเปิดกิจการ

คุณเต้วางแนวทางของทางร้านว่าเป็น “Italian Homemade Ice Cream” ที่มีความร่วมสมัย ไม่ต้องการความรู้สึกที่ทำให้สื่อถึงความเป็นแฟชั่นฉาบฉวยแบบสมัครเล่น เพราะแบรนด์นี้ได้มีการแพลนสำหรับการเติบโต ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่ารูปแบบของโลโก้ควรจะเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เข้าใจได้ง่ายและทำให้คนสามารถจำรูปแบบของสัญลักษณ์ไปเลยจะดีกว่า อีกทั้งจะได้ไม่มาพะวงและสับสนกับคำว่า‘เต้’ หรือ ‘โต้’ วิธีการแก้ปัญหาในการออกแบบสัญลักษณ์ด้วยวิธีพื้นๆการใช้รูปทรงเรขาคณิตจัดวางเป็นก้อนไอศครีมซ้อนกันสามลูกซึ่งเข้าใจได้ไม่ยาก และสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ทั่วไปของการวาดรูปไอศครีมที่เราๆเห็นมาก่อน

เราหาทางที่จะเพิ่มมิติที่แปลกใหม่ลงไปโดยได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายของงาน Optical Motif ของญี่ปุ่น ซึ่งใช้การเพิ่มลวดลายแบบง่ายๆ อาศัยเพียงแค่การจัดวางทิศทางจังหวะ การสลับ ความต่อเนื่องของลวดลายในแต่ละลูก อนุญาติให้โพสสิทีฟและเนคทีฟทำงาน

สุดท้ายใช้สีที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ได้ผลลัพธ์ที่เรียบง่าย และยังสามารถสื่อได้ถึง ความนุ่มนวลของของเนื้อไอศครีมเจลาโต้ซึ่งมีความเฉพาะตัว อ่อนนุ่ม และ เป็นลอนคลื่นได้อีกด้วย

หลายครั้งที่ลูกค้าของร้านคิดว่าเป็นแบรนด์ไอศครีมเฟรนไชน์จากต่างประเทศ เป็นเสียงสะท้อนที่ลูกค้าของเราได้รับบ่อยครั้ง ทีมออกแบบของเราออกแบบทุกอย่างในการเริ่มต้นของร้าน ตั้งแต่นามบัตร ตู้แช่ไปจนถึงถ้วยไอศครีม ถึงแม้เราจะไม่ได้ดูแลแบรนด์นี้แล้วในวันนี้ เราก็เชื่อว่าพื้นฐานของการออกแบบที่เราวางไว้จะสามารถทำเพิ่มค่าให้แบรนด์นี้ได้อย่างดี
• ออกแบบโดย พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์






วิงค์เอเชีย
-----> หลังจากโลโก้ของโปรเจคเฮลิพอร์ตซึ่งเป็นกิจการเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศ ทำให้เราได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับ สายการบินเอกชนแบบเช่าเหมาลำ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ไพรเวทเจท

แนวทางการออกแบบสำหรับ วิงค์เอเชีย นั้นมีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เราได้นำเสนอแนวทางที่สวนทางกับการออกแบบที่เกี่ยวกับอากาศยาน ที่มักจะใช้รูปแบบของการพุ่งหรือการเคลื่อนไหว ประกอบกับตัวของแบรนด์เองมีความเป็นเอกเทศในลักษณะของบริการ ต้องการความร่วมสมัยที่สามารถถ่ายทอดบริการมาตรฐาน บวกกับความร่วมสมัยของเอเชีย เราพยายามที่จะไม่ใช้ลวดลายที่มักถูกนำมาใช้เพื่อสื่อสารถึงความเป็นเอเชียแบบสำเร็จรูป โดยตั้งเป้าหมายว่าความจำเป็นต้องแตกต่างจากรูปแบบโลโก้ของสายการบินทั่วไป

แบบร่างมาลงตัวที่นกกระดาษพับที่สามารถบรรจุความหมายเชิงบวกหลายประการ เช่น ศิลปะการพับกระดาษ เสรีภาพ สันติภาพ ความปราณีต นกกับความเป็นสัตว์ปีก เกี่ยวข้องกับการบิน ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย เมื่อนกกระดาษพับถูกออกแบบเพื่อสื่อให้เห็นถึงตัวอักษร W และ A ซึ่งเป็นชื่อย่อของ วิงค์เอเชีย จึงเป็นจุดที่ทำให้โลโก้นี้สมบูรณ์โดยตัวเองอย่างไม่ต้องอธิบายมาก

เนื่องจากไม่ได้เป็นการออกแบบในแนวทางที่คุ้นเคยของโลโก้อากาศยานทั่วไป ทำให้ภายหลังทางสายการบิน วิงค์เอเชีย จึงกลับไปเลือกใช้ลัญลักษณ์ที่ออกแบบในแนวทางแบบสายการบินทั่วไป
• ออกแบบโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร และ ชูเกียรติ ผงทอง






เอเบิลทู
-----> จากข้อมูลทั่วไปในการเริ่มงานวิจัยเพื่อออกแบบโลโก้ใหม่ให้กับ บริษัท เอเบิลทู จำกัด ทีมออกแบบของเรามีความเห็นพ้องกันว่ามีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่ ๒ ประการที่สามารถหยิบจับมาเพื่อเป็นข้อมูลทางการออกแบบ กล่าวคือ ๑) การที่ เอเบิลทู เป็นบริษัทที่รับ “แจกใบปลิว” ที่มีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาด ๒) ความหมายของคำว่า Able to

เราพยายามที่จะเสนอสัญลักษณ์ซึ่งสามารถสื่อสารถึงลักษณะของกิจการที่มีความเฉพาะตัว สูงมาก บวกกับความหมายในแง่ของความรู้สึกของคำว่า “ทำได้” ซึ่งต้องได้ใจความครอบคลุมไปถึง “ทำได้ดี”

แบบของตัวอักษร a ซึ่งเป็นตัวอักษรย่อของบริษัท ถูกเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ทำงานในสองมิติของความหมาย ทั้งเป็นชื่อย่อ และทำหน้าที่สื่อสารเล่าเรื่องราวแทนความขึงขังของพนักงานแจกใบปลิวที่หอบเอกสารด้วยมือขวา และแจกออกด้วยมือซ้าย บวกกับการเติมวงกลมสีแดงเป็นส่วนหัว คงจะไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรมากไปกว่านี้
• ออกแบบโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร, พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ และ ชูเกียรติ ผงทอง