Showing posts with label นันทิพร พุทธรัตน์. Show all posts
Showing posts with label นันทิพร พุทธรัตน์. Show all posts

SME Design Business (Part 2)

นันทิพร พุทธรัตน์
สิงหาคม ๒๕๕๒

(ตอนที่ ๒)
บันทึกบรรยายพิเศษ โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร สรุปใจความโดย นันทิพร พุทธรัตน์ จากงานสัมมนาจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ การบรรยายจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ กรมส่งเสริมการส่งออก ห้องสัมมานา ๑ ชั้น ๑ อาคารฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ



...... กำไรมาจากไหน เท่าไหร่จึงจะกำไร นักออกแบบควรคิดกำไรจากไหน?

ราคาไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆจากก้อนเมฆ กำไรไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป ในอุตสาหกรรมการออกแบบ การ guesstimate เป็นหลักการที่นิยมใช้กัน เพราะเราใช้ความรู้สึกยากหรือง่ายในการกลั่นออกมาเป็นตัวเลข และความรู้สึกที่เป็นตัวเลขถูกผูกกับตารางราคา กลายมาเป็นราคาของงานออกแบบแต่ละชิ้น นักออกแบบส่วนใหญ่ชินและสะดวกใจกับการใช้วิธีนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องมีคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นสมการที่ซับซ้อน แต่ guesstimate จะดูเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ผลเลยเมื่อเราเข้าใจเรื่องของการคิดต้นทุนจากเวลา จงใช้หลักการของ การ guesstimate (คิดราคาแบบใช้ความรู้สึก) เข้ามาประเมินกำไรหลังจากที่เราทราบต้นทุนที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าเป็นหลักการที่ใช้ไม่ได้ การ guesstimate จะช่วยเราคิดราคาได้เมื่อเราได้ต้นทุนที่แท้จริงแล้ว กล่าวคือ การใช้ความรู้สึกในการประเมินราคาคือขั้นตอนของการคิดกำไรนั่นเอง การใช้ความรู้สึกจะช่วยได้มากในขบวนการนี้

เมื่อเราได้ต้นทุนที่คิดจากการให้เวลาเป็นสำคัญแล้ว จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรก็ตามที่นอกเหนือจากต้นทุนคือกำไรที่เราต้องบวกลงไป แต่ขอให้นึกเสมอว่ากำไรยังส่งผลกับความรู้สึกเป็นธรรม ซึ่งจุดเหมาะสมหรือที่เรียกกันติดปากว่าราคาเกรงใจนั้นสมควรที่จะอยู่ตรงไหน

การสร้างทัศนคติของตนเองต่องานที่ทำ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ต้องเชื่อให้ได้ก่อนว่างานเรามีมูลค่าแค่ไหน และสมเหตุสมผล เพราะถ้าเรายังไม่เชื่อในราคาของตนเอง ในขั้นตอนของการต่อรองราคาจะทำให้เรายอมถอยราคามากกว่าที่ควร อย่างไรก็ดีถ้าเราทราบตัวเลขต้นทุนอย่างชัดเจนแล้ว พื้นที่การต่อรองจะชัดเจนว่าเราสามารถลดได้เท่าไหร่ คุ้มกับการลงทุนทางด้านเวลาหรือไม่

การประเมินค่าของตนเองนั้นต้องใช้ความรู้สึก ต้องพิจารณาจากความสามารถของเราเอง จึงจำเป็นต้องมองภาพสะท้อนตนเองที่ถูกต้อง ภาพสะท้อนนี้ก็จะนำมาซึ่งราคาที่เหมาะสม และสมเหตุผล พูดง่ายๆคือการตีราคาชื่อของเราเองเป็นเครดิตทางการออกแบบ นักออกแบบที่มีชื่อเสียงจึงมีความชอบธรรมในสายตาลูกค้า และราคาที่สูงมีแนวโน้มจะมีเหตุผลของราคา นักออกแบบแต่ละคนจึงมีค่าวิชาชีพที่ไม่เท่ากัน

ความรู้สึกที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มกับสิ่งที่จ่าย ต้นทุนทางการจัดการอาจเท่ากันในบางกรณี แต่ความรู้สึกถึงค่าของการออกแบบแต่ละคนมีไม่เท่ากัน จึงเป็นปัจจัยให้งานออกแบบของแต่ละที่ราคาไม่เท่าก้น ไม่นับรวมตัวแปรอื่นๆของการเกิดขึ้นของต้นทุน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงค่าของการออกแบบ



...... สร้างความแตกต่างในธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ

ธุรกิจที่ผูกขาดคือธุรกิจที่ดีที่สุด เพราะคู่แข่งไม่มี และจะดีขึ้นไปอีกคือ สิ่งที่เราทำไม่สามารถมีคู่แข่งได้ หรือลอกเลียนแบบได้น้อย ในอุตสาหกรรมการออกแบบที่ทุกคนเป็นนักออกแบบกันหมด สิ่งที่กล่าวมาคือการมีสไตล์เป็นของตนเองนั่นเอง หากภาษาทางการออกแบบสามารถพัฒนาจนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จะสามารถส่งผลเกี่ยวพันกับเครดิตของผู้ออกแบบ สร้างราคาให้นักออกแบบ เป็นการเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึกให้กับงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความชอบธรรมในเพิ่มราคา

ที่กล่าวมานั้นเป็นหลักการเดียวกันกับการสร้างมูลค่าให้สินค้าด้วยการออกแบบ หากแต่เราที่เป็นนักออกแบบกลับไม่สร้าง (หรือไม่สามารถสร้าง) มูลค่าให้ตนเอง และแบรนด์(บริษัท)ของตนเอง เหตุนี้น่ามาจากการที่นักออกแบบไม่มีเหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ผู้ว่าจ้างก็สามารถพิจารณาเบื้องต้น ถึงความสามารถของนักออกแบบแต่ละคนหรือบริษัทได้จากการสร้างมูลค่าเพิ่มของบริษัทออกแบบนั้นๆ เราสามารถอนุมานได้ว่า หากเขารู้วิธีสร้างแบรนด์ตนเองได้ดี แนวโน้มที่การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจเราเช่นกัน อย่างน้อยบริษัททางการออกแบบนั้นเข้าใจการตลาด และ การทำธุรกิจ



...... การออกแบบเป็นธุรกิจที่มีมิติที่ผูกพันกับการทำสัญญา

นักออกแบบที่ทำงานเป็นกลุ่ม เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งควรพิจารณาเรื่องการตั้งบริษัท และเข้ามาสู่ระบบทางพาณิชย์กรรม การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่คิด ควรใช้ข้อได้เปรียบที่ได้จากการเข้าสู่ระบบให้เป็นประโยชน์ เช่นการได้รับข้อลดหย่อนทางภาษีอากร การคุ้มครองทางกฏหมาย การมีนิติบุคคลเพื่อเจรจากับนิติบุคคลอื่น การใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โครงการออกแบบที่มีราคาค่าตอบแทนสูง มีความจำเป็นต้องการได้รับประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่าย หรือที่เรียกว่าภาษีซื้อเพื่อหักภาษีขาย ฉะนั้นหากกิจการไม่สามารถสนองสิทธิประโยชน์เช่นนี้ได้ ก็ทำให้เป็นปัจจัยในการเลือกใช้บริการทางการออกแบบได้เช่นกัน

งานออกแบบขนาดเล็กทั่วไป มักทำธุรกิจอยู่บนความเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ธุรกิจการออกแบบในหลายกรณีเช่นที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องการทำสัญญาเป็นการกำหนดระยะเวลาและกรอบการทำงานที่ชัดเจน ในกรณีที่ไม่ซับซ้อนมากนัก รูปแบบของการทำสัญญาก็สามารถทำให้สอดคล้องไปกับการประเมินราคาได้เช่นกัน เพื่อเป็นการประหยัดเวลา สามารถระบุรายละเอียด ข้อตกลงพื้นฐาน กรอบเวลาการทำงาน เงื่อนไขการชำระเงิน ขอบเขตและภาระผูกพันต้องชัดเจน ระบุที่สิ้นสุด สำคัญคือรายละเอียดเงื่อนไขการยกเลิก และค่าปรับ เป็นต้น สามารถรวมอยู่ในส่วนเซ็นรับรองราคาของใบเสนอราคา การเซ็นรับรองราคาก็หรือการรับพีโอ (Purchase Order) เป็นการทำสัญญาในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังกับการเสนอราคาแบบปากเปล่า

ยิ่งมีรายละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ควรที่มีความเห็นชอบของคู่สัญญามากเท่านั้น จึงต้องมีการเซ็นรับรองจากทั้งสองฝ่าย หากธุรกิจดำเนินการกับต่างประเทศ ความสำคัญและความรัดกุมของหนังสือสัญญาข้อตกลงยิ่งมีความจำเป็นต้องละเอียด มิติของค่าเงิน และ การกำหนดอัตตราการแลกเปลี่ยนคงที่ จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นอกจากนั้นควรศึกษาค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการสื่อสาร หรือแม้แต่การโอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้การคำนวณต้นทุนเป็นไปอย่างใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่สุด

การมองเห็นภาพอนาคตชัดเจนเป็นเรื่องที่ใครๆก็ต้องการ ไม่มีใครไม่ชอบความแน่นอน สำหรับการดำเนินธุรกิจก็เช่นกัน ธุรกิจต้องการความมั่นคง จึงเกิดการทำสัญญา สัญญาเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และยังสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เกี่ยวกับการเงิน เป็นหลักประกันให้ธุรกิจเดินได้เรียบ ซึ่งจะเกี่ยวพันภาพรวมของบริษัทในที่สุด นักออกแบบมักจะกลัวการทำสัญญา ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะยังไม่แน่ใจในข้อผูกมัด และมองว่าข้อบังคับ หรือการทำสัญญาเป็นเรื่องใกลตัว

ไม่มีสัญญาไหนที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย มีแต่สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งการเสียเปรียบแต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ในเงื่อนไขใด เราต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการทำสัญญา การทำสัญญาไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความปลอดภัย แน่นอนที่เราต้องมีความรอบคอบ การศึกษาข้อความระบุในสัญญานั้นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างอยู่แล้ว ก่อนที่จะทำการตกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง

-----» เป็นเรื่องไม่บ่อยนักที่ อนุทิน วงศ์สรรคกร จะพูดถึงงานออกแบบในภาคของธุรกิจ สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับมุมมองทางธุรกิจการออกแบบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทสัมภาษณ์ อนุทิน วงศ์สรรคกร เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป และ ข้อคิดที่มีต่อการทำงานออกแบบ รวมถึงทัศนคติในการประกอบธุรกิจการออกแบบ จากนิตยสาร Lexus คอลัมน์ Inspiration ฉบับประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๒ หรืออ่านจาก รู้จักกันภายใน ๘ คำถาม

SME Design Business (Part 1)

นันทิพร พุทธรัตน์
สิงหาคม ๒๕๕๒

บันทึกบรรยายพิเศษ โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร สรุปใจความโดย นันทิพร พุทธรัตน์ จากงานสัมมนาจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ การบรรยายจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ กรมส่งเสริมการส่งออก ห้องสัมมานา ๑ ชั้น ๑ อาคารฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ



-----» “การบรรยายครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษมากมาย ผมต้องการให้มีความเป็นกันเองสูง เพราะเป็นการสัมมนากลุ่มเล็กประมาณ ๓๐ คน อยากให้ได้บรรยากาศเหมือนในห้องเรียนอุดมศึกษา เรียนจากปัญหาหาของกันและกัน โดยเราเองเป็นผู้เสริมและชี้แนะจากประสบการณ์ในการทำธุรกิจ” อนุทินกล่าวในช่วงก่อนเริ่มการบรรยาย พร้อมกับย้ำว่า “จดสิ่งที่ตนเองเข้าใจ อย่าจดสิ่งที่ผมพูด เพราะถึงจุดๆนีงคุณจะพบว่าไม่มีถูกและไม่มีผิด มีแต่ว่าถูกในสถาณะการณ์ไหน ผิดในสถานการณ์ไหน”

...... ทำไมนักออกแบบจึงมีความห่างไกลกับเรื่องธุรกิจ?

เมื่อตรองเรื่องนี้แล้ว เราจะเห็นว่าแปลกมากที่นักออกแบบเราไม่ได้มองตนเองเป็นนักธุรกิจไปพร้อมๆกันกับช่วงชีวิตในกระบวนการศึกษา ซึ่งผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้นจึงทราบดี เรามีความรู้สึกด้านลบด้วยซ้ำไปว่าการทำการออกแบบที่เป็นฮาร์ดเซลเป็นอวิชา ในขณะที่โรงเรียนสอนการออกแบบมักมองการออกแบบเป็นการออกแบบ ขาดมิติของธุรกิจ หรือหากจะให้น้ำหนักเชิงธุรกิจนั้นก็ดูจะน้อยมาก ซึ่งจากที่ได้สัมผัสในภาคอุดมศึกษาเมื่อบทบาทเปลี่ยนมาเป็นผู้สอนเองแล้วจึงพบว่า ลำพังการสร้างให้นักศึกษาเข้าใจการออกแบบนั้นก็ยากมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังเห็นว่าการผสานเรื่องของเศรษฐศาสตร์และการตลาดเข้าไปด้วยเป็นสิ่งที่ท้าทายมากในการจัดการเรียนการสอน

ด้วยความที่นักศึกษาออกแบบเหล่านี้ไม่พร้อมในด้านวุฒิภาวะในการรับศาสตร์ประกอบ (ในที่นี้หมายถึง เศรษฐศาสตร์) ก็ทำให้ไม่มีความสนใจเรื่องของภาคธุรกิจมหาภาค จึงไม่แปลกเลยที่นักออกแบบที่จบจากสถาบันอุดมศึกษาจะไม่สนใจความรู้รอบตัว ไม่ตามเศรษฐกิจ ถึงแม้จะผ่านวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และการตลาด แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจ จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใดเราจึงไม่มีวุฒิภาวะในขณะนั้นที่จะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การออกแบบและการออกแบบเท่านั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด การศึกษาการออกแบบกำลังให้ภาพที่ผิดเพี้ยนของสังคมต่อนักศึกษาในขณะที่อยู่ในโลกอุดมศึกษาหรือไม่?

สังเกตได้จากลักษณะของโจทย์และการให้ข้อแม้ทางการออกแบบในระดับอุดมศึกษา ที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสามัญสำนึกและตรรกทางเศรษฐศาสตร์ เป็นข้อกั้นไม่ให้นักออกแบบทำงานร่วมกับระบบอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะถูกกันออกไปด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเป็นเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่เข้าใจการดำเนินธุรกิจ



...... บทบาทอะไรกันแน่ที่นักออกแบบต้องเป็นเมื่อประกอบธุรกิจ?

เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนใครๆก็ต้องการความสบายใจ ฉะนั้นการติดต่อกับนักออกแบบ นั่นคือการหาคนช่วยแก้ปัญหา เมื่อพบคนที่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ สิ่งที่เขาต้องการจากนักออกแบบคือความสบายใจ อย่าคิดกับลูกค้าเป็นผู้จ้าง

คิดแบบเป็นพาร์ทเนอร์ชิพ คือการคิดในลักษณะที่เราเป็นหุ้นส่วนทางการค้า นักออกแบบจึงต้องปรับความเข้าใจและทัศนคติเสียใหม่ การเข้ามาของนักออกแบบนั้นเพื่อทำให้กิจการมีภาพพจน์ที่ดีสื่อสารได้ชัดเจน ทำให้เป็นเกิดปัจจัยในช่วยในการขับเคลือนธุรกิจ เราในฐานะนักออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ใช่คู่ค้ากับลูกค้า เพียงแค่เราใช้คำว่า“หุ้นส่วนทางธุรกิจ” แทนคำว่า “ลูกจ้างทางการออกแบบ” นั่นก็เป็นการตั้งทัศนคติใหม่ที่มีต่องานที่ทำ ลูกค้าก็จะไม่คิดกับเราในลักษณะของคู่ค้าหรือลูกจ้าง เป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีอีกด้วย

ฉะนั้นการที่นักออกแบบเข้าใจการตลาดและเศษฐศาสตร์ก็สามารถใช้สิ่งนี้เป็นภาษากลางในการทำความเข้าใจกัน นักออกแบบจะสามารถสร้างความอุ่นใจให้เกิดเป็นความเชื่อมั่นได้ เราต้องไม่ลืมว่าลูกค้าต้องการความเชื่อมั่นกับกิจการที่ลงทุนลงแรงไป การบริการทางด้านการออกแบบจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวงานออกแบบเพียงอย่างเดียว นักออกแบบจึงต้องมองใหม่ว่า การออกแบบไม่ใช่การจ้างทำของ หากแต่เป็นกระบวนการทางการพัฒนาธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆกัน งานออกแบบเป็นงานบริการที่กระบวนการมีความสำคัญไม่ต่างจากหน้าตาของงานออกแบบที่สำเร็จปลายทาง

เมื่อมองเช่นนี้แล้วงานออกแบบจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อขายให้ลูกค้า มูลค่าทางการออกแบบนั้นผูกพันอยู่กับ เวลาและกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ว่าจ้าง ดังนั้น งานออกแบบมีเวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด



...... อะไรคือปัจจัยในการประเมินราคา ต้นทุนคิดจากไหน?

คงเคยได้ยินการเปรียบเปรยว่า “รู้อย่างนี้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ไหม? คนเรารู้สึกคุ้มหรือไม่คุ้มกับรายได้ที่หามาก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับอะไรสักอย่าง สักอย่างนั้นคือเวลาที่ใช้ไปในการสร้างรายได้นั่นเอง ในหลักจิตวิทยา การสร้างรายได้เท่ากันนั้นไม่มีใครคิดอยากที่จะทำงานที่ใช้เวลาเยอะกว่า นอกเสียจากว่าสมัครใจ

เมื่อพูดถึงการประเมินราคา ด้วยความที่นักออกแบบมีความลึกเพียงด้านการออกแบบ เมื่อจะต้องเสนอราคาจึงไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาเป็นการอ้างอิง เราจะรู้สึกเสมอว่าการประเมินนั้น เราต้องมีของที่จะต้องนำมาประเมิน เราจึงมักหยิบที่ตัวงานสำเร็จปลายทางมาใช้เป็นสิ่งยึดเพื่อหาตัวเลข แต่ในความเป็นจริงนั้น หนังสือที่มีจำนวนหน้าเท่ากัน มิได้หมายความว่าความยากง่ายในการทำงานนั้นเท่าเทียมกัน

งานสำเร็จปลายทางเป็นตัวแปรที่แปรผัน แต่กลับถูกนำมาเป็นปัจจัยหลักคำนวณเป็นตัวเลข (ทั้งๆที่เป็นปัจจัยเสริม) ในความเป็นจริงแล้วระยะเวลาเป็นตัวแปรที่คงที่ที่สุด การออกแบบทุกชนิดมีความยากง่าย เช่น จำนวนหน้า หรือ จำนวนชิ้นงาน ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ราคาที่แน่นอนเที่ยงตรง ต่างจากเวลาที่สามารถระบุความเกี่ยวข้องกับความยากง่ายในการทำงาน ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นสมการในการคิดต้นทุนของการออกแบบได้ดีกว่า

สิ่งที่ตามมาคือราคาของการออกแบบที่แท้จริงของเรา ตัวเลขที่คิดต้นทุนจากเวลาเป็นปัจจัยหลัก เมื่อมองเช่นนี้แล้วงานออกแบบจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อขายให้ลูกค้า มูลค่าทางการออกแบบนั้นผูกพันอยู่กับเวลาและกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ว่าจ้าง ดังนั้น งานออกแบบมีเวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด

เมื่อนักออกแบบต้องประเมินราคา เราจึงต้องทำความเข้าใจกับสินค้าที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นให้มากที่สุด ใช้เวลากับการสร้างจินตภาพขั้นตอนการทำงาน และความเป็นไปได้ที่จะทำให้งานดำเนินการไม่ตรงตารางที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงใส่ปัจจัยต่างๆทางกายภาพของงานออกแบบสำเร็จปลายทาง ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัท และค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องเกิดขึ้น เหล่านี้คือความรัดกุมในการคิดราคาต้นทุน ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับเวลาทั้งสิ้น

การแบกรับความเสื่ยงเพื่อแลกกับผลตอบแทนในอนาคต ก็คือการลงทุนนั่นเอง ความเสี่ยงจึงกลับมาในรูปของกำไร ทุกครั้งที่เราทำงานออกแบบก็จะเกิดความเสี่ยง แต่เรามักจะใช้มาตรวัดความเสี่ยงที่การลงทุนที่เห็นเป็นเม็ดเงิน เรามักลืมนึกถึงการลงทุนในรูปแบบของเวลา และ การลงทุนทางสมอง เราจึงต้องตีค่าเวลา และค่าการใช้งานสมองให้เป็น และใช้ประเมินเป็นต้นทุน

กรุณาติดตามอ่านต่อได้จากตอนที่ ๒ SME Design Business (Part 2)