Showing posts with label จิม ริชาร์ดสัน. Show all posts
Showing posts with label จิม ริชาร์ดสัน. Show all posts

๔ คำถามสั้นๆ จาก จิม ริชาร์ดสัน

จิม ริชาร์ดสัน
มีนาคม ๒๕๔๘

แปลและเรียบเรียงจากนิตยสาร ‘บิวดิ้งเลตเตอร์’ อนุทิน วงศ์สรรคกร ตอบคำถาม จิม ริชาร์ดสัน ผู้ก่อตั้ง ยูเนี่ยนฟอนต์ และ ซูโม่ดีไซน์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษเกี่ยวกับความเป็นมาของกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ

ทั้งคุณและนิรุติผ่านการศึกษาในรูปแบบของอเมริกัน ผมมองว่าตรงนี้น่าจะส่งผลอย่างมากต่องานออกแบบที่ทำอยู่ กลุ่มของพวกคุณมารู้จักกันเมื่อไร รวมตัวกันตั้งแต่ตอนไหน และอย่างไร?

----->นิรุติ พงศ์ธร และ ผมเอง เป็นเพื่อนกันมานานแล้วกว่าสิบปี เราล้วนเป็นศิษย์เก่าของคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เริ่มสนิทกับนิรุติก็เพราะเราศึกษาในภาควิชาเดียวกันก็คือนิเทศศิลป์ เพียงแต่นิรุติเขาเบนเอกของเขาไปที่ภาพประกอบ ในขณะที่ผมเองมุ่งตรงไปที่เลขนศิลป์ตั้งแต่ต้น เราอยู่ภาควิชาเดียวกัน ลงวิชาพื้นฐานเหมือนๆกัน แล้วก็ร่วมกิจกรรมภายในสาขาวิชา จึงทำให้สนิทกัน ส่วนพงศ์ธรนี่เขาสอบย้ายภาควิชามาจากออกแบบผลิตภัณฑ์ตอนขึ้นปีที่สอง เรามารู้จักสนิทสนมกับพงศ์ธรก็ด้วยการแนะนำผ่านเพื่อนในภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์อีกคนหนึ่ง ที่เขารู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การได้ศึกษาการออกแบบจากสังคมและโรงเรียนอเมริกัน มีผลมากทีเดียวต่อลักษณะงานในด้านของวิธีคิด แต่เนื่องจากว่าเราเติบโตมาแบบไทย แล้วใช้เวลาอีกช่วงในการต่อยอดการศึกษา และทำงานกับอเมริกัน เราจึงมีโอกาสเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อย ของทั้งสองกระบวนการ

อันที่จริงแล้ว เราเลือกสถานที่ที่จะศึกษาต่อ โดยเลือกจากเมือง ไม่ได้เลือกจากโรงเรียน แม้กระทั่งในเวลานั้นเราก็เห็นแจ้งแล้วว่าการศึกษามันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่า บุคคลากรหรือชื่อเสียงของโรงเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งแต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เราเลือกนิวยอร์คเพราะเราคิดว่ามันจะช่วยให้เราเติบโตได้ดี ผมกับนิรุติเข้าเรียนที่แพรทอินสติทิวส์เมื่อปี 1996 ส่วนพงศ์ธรเขาช้ากว่าเราสักประมาณปีกว่าเกือบสองปีเห็นจะได้


เป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย แล้วทีนี้มาประกอบเป็นกิจการได้อย่างไร สรุปว่าสตูดิโอนี้ประกอบไปด้วยหุ้นส่วนเพียงสามคน หรือมีใครที่เรายังไม่เคยรับทราบข้อมูลอีกบ้างไหม

----->แรกเริ่มนั้นมันเกิดจากเมื่อครั้งที่เราเพิ่งเข้าเรียนในนิวยอร์ค นิรุติเขาเป็นคนที่รู้จักคนเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยที่ทำงานในหน่วยงานของประเทศไทยในนครนิวยอร์ค มันเริ่มจาก กรมส่งเสริมการส่งออกไทยในนครนิวยอร์คมีความต้องการที่จะทำสิ่งพิมพ์ และบอร์ดตกแต่งบูธที่จะนำไปจัดแสดงที่ชิกคาโก นิรุติเขาก็รับงานนี้มาแบบไม่ได้คิดอะไรมาก ทำกันสนุกๆ

ยังจำได้ว่าเงินที่ได้มาเอามาหักลบได้พอดีกับค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ใหม่มาเพื่อทำงาน ก็เป็นอันว่าทำงานแลกอุปกรณ์พ่วงต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่นแสกนเนอร์ และซิปไดร์ฟ ที่เราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนอยู่แล้ว หลังจากนั้นมันก็มีงานเข้ามาเรื่อยจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยบ้าง จากศูนย์วัฒนธรรมไทยในนิวยอร์คบ้าง

เราก็ทำงานกันในห้องอาร์พาทเม้นท์หนึ่งห้องนอนที่แชร์กันในระแวกแบทเตอร์รี่พาร์คซิตี้ ซึ่งอยู่อีกข้างของเวสไซด์ไฮเวย์ตรงข้ามกับตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว สมัยนั้นนับว่าสะดวกมากเพราะหน่วยงานต่างๆที่กล่าวมาของประเทศไทยเราก็เช่าสำนักงานอยู่บนตึกเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์

หลังจากที่ผมและนิรุติเรียนจบ ผมเองก็ยังวนเวียนอยู่ในนิวยอร์คพยายามที่จะเข้าไปในวงการการออกแบบตัวอักษร ขณะเดียวกันนิรุติก็ได้งานหลายที่ย้ายรัฐออกไปอยู่คลีฟแลนด์ โอไฮโอ แล้วก็มาลงเอยที่ แอตแลนด์ต้า จอร์เจีย กับซีเอนเอนอินเตอร์แอคทีฟ ช่วงนั้นเราก็ยังมีงานติดต่อกันเป็นระยะโดยเริ่มทำทุกอย่างผ่านอินเตอร์เนท แล้วก็เยี่ยมเยียนข้ามรัฐเป็นครั้งคราว

จนกระทั่งผมกลับมาประเทศไทยตอนปี 2000 หลังจากเริ่มขายผลงานออกแบบตัวอักษรอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พงศ์ธรก็จบกลับมาในช่วงใกล้เคียงกัน เราจึงได้มาร่วมงานกัน หลายๆอย่างก็เริ่มจะไปได้ดี กรอปกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจก็เริ่มผ่านพ้นไปบ้างแล้ว จังหวะที่นิรุติย้ายกลับมาเมืองไทยในปี 2002 อะไรหลายๆอย่างในรูปแบบดีไซน์สตูดิโอจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ทุกวันนี้เรามีนักออกแบบประจำสองคนที่เข้าทางกันได้ดี ทั้งคู่ก็เป็นอดีตลูกศิษย์ของพวกเราที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพนั่นเอง มีผู้จัดการทั่วไปอีกคนเข้ามาที่ดูแลเรื่องโน่นนี่ให้กับทั้งลูกค้าการออกแบบ และเอกสารของ คัดสรรดีมาก บริษัทในเครือที่ทำออกแบบสิ่งพิมพ์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นแล้วก็มีนักออกแบบที่เราจ้างชั่วคราวภายนอกที่ทำงานเข้ากันได้อีกคนสองคนแต่ไม่บ่อยนัก


คุณมีโอกาสได้เรียนอักรศิลป์ และการออกแบบตัวอักษร กับ โทนี่ เดสปัณญ่า นับว่าโชคดีจริงๆ เขามีอิทธิพลกับคุณแค่ไหน หรือไม่ อย่างไร

----->ที่จริงแล้วนักศึกษาภาควิชาออกแบบเพื่อการสื่อสารชั้นปริญญาโทเกือบทุกคนที่แพรท ก็คงต้องผ่านการสอนวิธีจัดวางตัวอักษรของโทนี่ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่บ่อยนักที่นักศึกษาจะเห็นเขาในด้านของนักออกแบบตัวอักษร เพราะจริงๆแล้วเขาเป็นนักออกแบบตัวอักษรที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในยุคนิวยอร์คสคูลเลยก็ว่าได้ แต่คนส่วนใหญ่จดจำเขาในฐานะนักจัดวางตัวอักษรมากกว่านักออกแบบตัวอักษร ผมได้สัมผัสกับโทนี่ในด้านดังกล่าว ซึ่งก็นับว่าโชคดีอย่างที่คุณว่า นอกจากการเรียนปกติแล้ว นอกห้องเรียนผมก็ได้มีโอกาสฝึกฝีมือทางด้านการออกแบบตัวอักษรจากการวิจารณ์และความคิดเห็นส่วนตัวของเขา ผมได้โทนี่ช่วยแนะนำหลายอย่าง รวมทั้งแนะช่องทางต่างๆในการจัดการกับฟอนต์ของเราในเชิงธุรกิจ

อย่าเรียกว่ามีอิทธิพลดีกว่า เพราะผมไม่ได้ออกแบบตัวอักษรในสไตล์ของเขาเลย งานตัวอักษรของผมไม่ค่อยได้อิทธิพลจากงานยุคนิวยอร์คสคูลเท่าไหร่นัก ซึ่งต่างจากงานออกแบบเลขนศิลป์ที่ได้รับมาค่อนข้างมาก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโทนี่ ผมได้ในเรื่องของการมองกลับมาเพื่อเช็คงานออกแบบของตัวเอง แล้วก็ได้ในเรื่องความพอดี

ตอนที่ผมเริ่มออกแบบตัวอักษรใหม่ๆ ตอนนั้นหลงไปกับรูปแบบของแนวไม่มีกฏเกณฑ์ของช่วงปฏิวัติดิจิตอลฟอนต์ ช่วงกลางทศวรรษที่เก้าสิบ ตามประสาเด็กที่ยังสักนิดขอติดสไตล์ ตอนนั้นประสบการณ์น้อย ยังมองอะไรไม่ขาดไม่ทะลุ ออกแบบโดยไม่ได้คำนึงถึงภาพรวมของชุดอักษร เอาสวยเป็นตัวๆเข้าว่า คือเรามองงานในระยะ และมิติเดียว ผมว่าสิ่งที่ผมได้จากโทนี่มันน่าจะถูกเรียกว่าเป็นการสร้างอุปนิสัยที่ดีทางการออกแบบมากกว่าอิทธิพลทางการออกแบบ อีกอย่างหนึ่งที่ได้มา คือการทำงานอย่างรวดเร็ว โทนี่เป็นคนทำงานเร็ว คิดเร็ว ฉึบฉับมาก

ดูเหมือนว่าคุณได้ออกแบบตัวอักษรออกมาหลายชุดทีเดียว ทั้งหมดมีกี่มากน้อยในเวลากี่ปี ช่วยพูดถึงงานของคุณสักหน่อยได้ไหม ทั้งตัวละติน(อังกฤษ) และตัวภาษาไทย มีเรื่องน่าสนใจมาแชร์กันไหม เอาทั้งที่รู้สึกดีและที่คิดว่าอยากจะปรับปรุง

----->หากคุณสังเกตุจะเห็นว่างานของผมมันมีพัฒนาการ จากแบบตัวอักษรแรกๆมาจนถึงตัวหลังๆ ล้วนแต่เป็นการทดลองและเรียนรู้บนความผิดพลาดของแต่ละชุด เพราะฉะนั้นคุณจะสามารถเห็นโครงสร้างบางประการที่บางชุดใช้ร่วมกัน

เวลาผมเองมองกลับไปบางครั้งยังรู้สึกเกลียดตัวเอง ตั้งคำถามว่าเราออกแบบไปได้อย่างไร เรามักจะโตออกจากห้วงนั้นๆ และเมื่อมองกลับไปจึงเห็นข้อผิดพลาดต่างๆมากมายที่เราไม่สามารถมองเห็นมาก่อน ทำให้ผมคิดได้ว่าไม่มีฟอนต์ชุดไหนดีไม่มีที่ติหรอก มันดีที่สุดก็ในห้วงเวลานั้นๆ

เนื่องจากเราพยายามที่จะคุมสไตล์การออกแบบ ด้วยส่วนประกอบทางด้านแบบตัวอักษรและวิธีการจัดวาง มันเป็นวิธีที่นิรุติ พงศ์ธร และผมเห็นพ้องกันว่า จะสามารถทำให้คนจดจำสิ่งที่เราทำได้ดี และตัวอักษรก็สามารถทำงานได้ดีบนพื้นที่ของงานในแบบที่เราชอบ พอข้อแม้เป็นเช่นนี้ บ่อยครั้งเราจึงต้องออกแบบแบบตัวอักษรใหม่ มาสนองงานเพื่อสนองงานออกแบบเลขนศิลป์ที่เราทำ ตรงนี้ก็เป็นแรงขับให้เกิดฟอนต์ใหม่ๆอีกทางหนึ่ง กล่าวคือถ้าหาไม่ได้เราก็ทำมันขึ้นมาใหม่ เพราะเราทำเองใช้เองได้ ตรงนี้ก็ทำให้เราต่างจากคนอื่น ส่วนใหญ่คนจะจำงานได้จากแบบตัวอักษร แต่เดี๋ยวนี้มีคนใช้ฟอนต์เรามากขึ้น จะเหมาว่าเราออกแบบทุกงานที่ใช้ฟอนต์ของเราก็คงจะไม่ได้

ครั้งแรกที่เริ่มทดลองนั้นจำได้ว่ายังหัดเขียนเส้นขึ้นโครงในโปรแกรมวาดภาพทั่วไป โชคดีหน่อยที่ที่บ้านใช้แมคอินทอชอยู่แล้ว ตอนนั้นก็ประมาณสักปี 1994 ยังศึกษาอยู่ที่คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ออกแบบเองไปเรื่อยไม่มีกฏเกณฑ์อะไรเลย ที่คณะก็ไม่มีบุคลากรด้านนี้โดยตรง ก็คงเหมือนกับนักออกแบบตัวอักษรอีกหลายคนที่เป็นลักษณะเรียนรู้ด้วยตนเอง

แบบตัวอักษรภาษาไทยนั้นมาเริ่มอย่างจริงจังตอนหลังจากที่ฝึกหัดทำภาษาอังกฤษมาแล้ว วิธีการมองแบบตัวอักษร และการขึ้นรูปของผมจึงไม่ได้อยู่บนกฏเกณฑ์ที่นิยมปฏิบัติกัน ตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาของการนำเสนอรูปทรงตัวอักษรภาษาไทยที่อาจจะดูต่างออกไปจากทั่วไปอยู่บ้าง เหตุนี้กระมังที่ทำให้คนจำแบบตัวอักษรของเราได้เพราะรูปทรง และการเลือกวิธีแก้ไขปัญหาของรูปทรงที่แปลกออกไป อีกทั้งเราเริ่มทำตัวภาษาไทยไปพร้อมๆกับตัวภาษาอังกฤษซึ่งวิธีการนี้ก็เริ่มมีนักออกแบบตัวอักษรไทยคนอื่นๆนำไปพัฒนาต่อในแนวทางของเขา

ภาษาไทยนี่เราเริ่มจากการทดลองตัวบิตแมบ ผมนั่งศึกษาวิธีการพัฒนาภาพรวมของการออกแบบจากอิมมิเกรย์ ก็ได้พบว่าเขาก็เริ่มต้นด้วยสัดส่วนคร่าวๆจากตัวบิตแมบ แล้วก็พัฒนาบนสัดส่วนนั้นมาเป็นฟอนต์อื่นๆ ตามออกมา กรอปกับเมื่อมองไปรอบๆแล้ว ภาษาไทยเรายังไม่มีเอาท์ไลน์ฟอนต์ที่เป็นแบบบิตแมบ จะมีก็แต่บิตแมบฟอนต์ไปเลย เราจึงทดลองทำฟอนต์ พฤติกรรม ออกมาในปีช่วงกลางปี 1998

ไม่แน่ใจว่าจะเรียกได้ว่าเป็นเอาท์ไลน์ฟอนต์ไทย แบบบิตแมบตัวแรกได้หรือไม่ เพราะการบันทึกข้อมูลประเภทนี้ในเมืองไทยยังไม่เป็นระบบ จากนั้นชุดที่ตามมาอย่าง วงจรปิด ระบบ หรือแม้แต่ พันธมิตร ก็ล้วนเป็นการพัฒนารูปทรงบน พฤติกรรม ทั้งสิ้น อีกทั้งยังทำควบคู่ไปกับแบบภาษาอังกฤษที่สามารถพิพพ์คู่กันไปกับภาษาไทยได้อย่างแนบเนียน ซึ่งเราแยกขายเฉพาะแบบภาษาอังกฤษต่างหากภายใต้ชื่ออื่นในต่างประเทศ

Questioned by Jim Richardson

จิม ริชาร์ดสัน
ธันวาคม ๒๕๔๗

-----» 3 quick questions on Behaviour Group Inc. by Jim Richardson (Union Fonts UK) December 2004

Both of you studied in the US, that must have had a big impact on your work, was it where the two of you met? how did you guys link up and then how did Pongtorn get involved?

Anuthin :: Nirut, Pongtorn & I are a long time friend. We have know each other for more than 10 years. We all graduated from Rangsit University in Thailand. Nirut and I met in school, Nirut was studying to be an illustrator while I was narrowing for graphic design. We happened to take number of same required classes. That was how we get to know each other. Plus our houses happen to be about 15 minutes apart by car. Both of us were introduced to Pongtorn by one of my friends. He was going for Product Design degree at that time. In junior year Pongtorn decided to switch his major from product design to graphic design. That was how we all became close friends.

Nirut :: Yes, study in the states had a tons of impact on our work. Personally, it was a design liberation because we can do stuffs that will not get a good recognition in Bangkok. We actually picked the city over school. Anuthin and I enrolled Pratt Institute in '96 Pongtorn in late '97 for our graduate degree.
Is the studio made up of the three partners, or are there also other people there too?

Anuthin :: Originally Nirut and I started the first operation in NYC during our school years. We happened to know a person who worked at Board Of Investment of Thailand in New York. They were looking for graphic designer to do stuffs for BOI road show in Chicago. We got the job and went out to buy all new equipments other than what we already bought for school. We did not even have scanner then. The the word spread to Thai Cultural Center and Tourism Authority of Thailand in New York.

Nirut :: We operated out of our one bedroom apartment in Battery Park City just across westside highway from WTC. We did not try to make a living out of it. We looked at it as a sidekick but it was the sidekick that started it all.

Anuthin :: I carried the firm back and put it to the test in Bangkok. I teamed up with Pongtorn in Bangkok in 2000. Nirut took a job offer and moved to Ohio and then Atlanta with an offer from CNN interactive. He returned to Bangkok in 2002 to work with us. During that gap we kept things flow by doing all the work and communication via internet.We moved in this current office in downtown Bangkok almost three years ago. At this office, we have two full time designers and a few of regular freelancers.

You studied under Tony Dispigna (lucky you!) where was that? how did he influence your work?

Anuthin :: I had a chance to study with Tony at Pratt. I worked closely with him on my type design project, typography and off course my thesis which was about "Reading Ability In Digital Era; What is the face of postmodern type design?". I learned many things from him and they became my foundation on building letter form. Tony was "New York School Graphic Design" kind of a guy. He always hit me from that point of view. He was very open though, he can accept stuff from his days to Carson(at that time).

When I first started, I was crazy about individual letter. It must be the side effect and influence from digital type out bust in the mid 90s. Tony was the one that help me cool it down and made me more concern about unity of the whole set. Above all, he is a fast designer... he works fast!

You seem to have created a number of fonts, how many? over how many years?

Anuthin :: Actually, not a lot. Most of stuff out there from the early years of trial and error are embarrassing. First attempt was in 1994 at Rangsit University. I just designed with no rule. It kinda force me to become a self-though type designer. From the day I first generated a font to today, roughly about 9 years. It is so funny. Every time I look back at my old design I hate half of my work!

Nirut :: We often designed a new font to work for client projects. It is a fun thing to do for us. When we can not find one we make one. We like this idea because it helps us building our style. Instead of having fonts sit in the office, we decided to put them for end user sale.

Anuthin :: In the late 90s, I started to design Thai bitmap font (Prutt Ti Gumm). Seeing Emigre's bitmap faces like "Oakland & Emperor" made me realize what have been missing in Thai font. I also see limited number of modern Thai typeface. We think this could be a key to a new face of Thai typography. I start building my new thai font on that bitmap proportion.I also go out of my way when i draw Latin. I always have an urge to draw Thai to match with the Latin. Example pairs such as; Harbinger/PhanThaMitt, Datum/WongJonPidd and Labelo/RaBobb.

No portion of this interview text could be published in any media without direct permission from Behaviour Group Inc.

©2005 Graphic Behaviour (A member of Alternate Bangkok Council of Design.Type Behaviour is a trademark of Graphic Behaviour, a part of Behaviour Group, Thailand.