อนุทิน วงศ์สรรคกร
กันยายน ๒๕๕๒
-----» ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่การออกแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อที่น่าสังเกตุคือ จำนวนของนักออกแบบตัวอักษรก็เพิ่มมากขึ้นด้วยในอัตตราที่มีนัยสำคัญ เป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึง จำนวนผู้ที่ใช้โปรแกรมการออกแบบตัวอักษรเป็น และในจำนวนแฝงของผู้ที่ใช้โปรแกรมเป็นนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่เป็นนักออกแบบตัวอักษรจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งคือผู้ใช้โปรแกรมออกแบบตัวอักษร
เหตุใดที่นักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์สับสนบทบาทหน้าที่ของตนเองกับการออกแบบตัวอักษร น่าจะเป็นข้อสรุปที่ว่า การเรียนการสอนไทป์พอกราฟฟี่ในขั้นอุดมศึกษาสร้างความสับสนให้กับนักออกแบบรุ่นเยาว์ ด้วยความที่ไม่ชัดเจนในขอบเขตของการสอน และความสับสนในเนื้อหาวิชาของการนำตัวอักษรไปใช้ กับการสร้างแบบตัวอักษรใหม่
ทั้งนี้มิได้กำลังจะกล่าวว่าสองข้อศึกษาไม่สามารถคาบทับซ้อนกันได้ หากแต่ควรมีการแจกแจงและให้ข้อมูลที่ชัดเจน หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องคือ การที่นักออกแบบจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าวิชาไทป์พอกราฟฟี่หรือในชื่อภาษาไทยที่ไม่ค่อยนิยมเรียกใช้นักว่า การออกแบบการจัดวางตัวอักษร สับสนว่าเป็นวิชาไทป์ดีไซน์ หรือวิชาที่ว่าด้วยการออกแบบตัวอักษร ในกรณีนี้ภาษาไทยของเรากลับสนองการสื่อความหมายได้ดีกว่าชื่อวิชาภาษาอังกฤษ
ความไม่ชัดเจนในงานจำพวกเล็ตเทอร์ลิ่ง ซึ่งนำมาสู่ความสับสนบทบาทของนักออกแบบที่เรียนกราฟิกดีไซน์ นักออกแบบกราฟิกหลายคนสามารถทำงานเล็ตเทอร์ลิ่งได้ดีด้วยเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะเกิดจากความสนใจส่วนตัว บางคนใช้เป็นพื้นฐานในการก้าวข้ามมาในงานออกแบบตัวอักษรและเป็นมืออาชีพในเวลาต่อมา ในขณะที่บางคนใช้อ้างเป็นประสบการณ์ในการสร้างความชอบธรรมว่าตนเองเข้าใจเรื่องการออกแบบตัวอักษร อย่างหลังนั้นเป็นลักษณะของการคิดเลยไปจากความเป็นจริง
ในปัจจุบันการเกิดขึ้นของฟอนต์ก็ได้ทำลายความสามารถลักษณะนี้ของนักออกแบบกราฟิกไปแทบจะหมดสิ้น กล่าวคือการใช้ฟอนต์สำเร็จรูปทำให้ไม่มีแรงส่งให้เกิดงานเล็ตเทอร์ลิ่งนั่นเอง เป็นปรากฎการณ์รอยแยกบนความทับซ้อนระหว่างคนจัดตัวอักษรและคนสร้างตัวอักษร บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่บางคนมองว่าเป็นการสูญเสียความสามารถพื้นฐานที่พึงมีสำหรับศิลปบัณฑิต
อีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้บางคนเกิดความสับสนคือ การเกิดขึ้นของนักออกแบบกราฟิกสิ่งพิมพ์ที่มีความสามารถในการออกแบบตัวอักษร (เนื่องจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม) จากในอดีตที่นักออกแบบตัวอักษร เป็นคนละบทบาทแยกจากกันค่อนข้างชัดเจนกับนักออกแบบสิ่งพิมพ์ เมื่อการเกิดขึ้นของการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้สองพื้นที่นี้เชื่อมถึงกันในเชิงของเครื่องมือและการปฏิบัติ จึงทำให้นักออกแบบสิ่งพิมพ์บางคนหรือส่วนหนึ่ง สามารถเข้าถึงความสามารถทางการออกแบบตัวอักษร ทำให้ทุกวันนี้ความเข้าใจต่อบทบาทของทั้งสองวิชาชีพนั้นเกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งๆที่เกิดเป็นทางแยกแล้วดังที่กล่าวมา แต่หากยังคงมีความระลึกที่เกิดขึ้นไปเองจากภาพประทับของหลักสูตรอยู่
เหล่านี้จึงนำมาสู่ปัญหาทางการสร้างสำนึกในความเป็นมืออาชีพทางด้านการออกแบบตัวอักษร นักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบันจึงมักจะประสบกับปัญหาที่เกิดจากการสับสนบทบาทของการทำงานร่วมกัน ทัศนะคติของนักออกแบบทั่วไปที่มองเรื่องนี้ด้วยทักษะของการออกแบบกราฟิก(ที่ทำหน้าที่ใช้งานตัวอักษร) เพียงด้านเดียว เกิดเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่า ตนเองเข้าใจศาสตร์นี้พอที่จะตรวจงานในเชิงวิพากษ์ และวิภาค ทั้งๆที่ความคิดที่ว่าตนเองมีความสามารถพอนั้นมาจากกระบวนการความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนข้างต้นดังที่กล่าวมา
สิ่งนี้ส่งผลต่อเนื่องอย่างมากต่อการทำงาน และเป็นข้อขวางกั้นให้นักออกแบบตัวอักษรทำงานได้อย่างยากลำบาก เพราะนักออกแบบด้วยกันเองจำนวนไม่น้อย มีความเข้าใจในเรื่องนี้ผิดจากความเป็นจริงอยู่มาก ไม่ทราบสถานภาพความเข้าใจของตนเองว่าเป็นเช่นนั้น จะเนื่องด้วยความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ที่ได้จากการเรียนไทป์พอกราฟฟี่ในระดับอุดมศึกษาก็ตามแต่ อย่างไรก็สุดแท้ ก็ยังดีกว่านักออกแบบในอีกภพนี่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าที่ควร ไม่แม้แต่จะยอมเข้าใจแบบคลาดเคลื่อน การทำงานหรือปรับทัศนคติให้เข้าใจถึงเหตุและผลของงานออกแบบตัวอักษรจึงเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก
ในขณะเดียวกัน นิยามในหมู่นักออกแบบตัวอักษรก็ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน บางคนมองเป็นเรื่องของโปรแกรมและการทำให้พิมพ์แสดงผลได้ถูกต้อง ในขณะที่บางคนจับประเด็นตรงที่ทักษะการออกแบบรูปทรง อย่างไรก็ตามการที่จะเกิดความสะดวกใจในการใช้ชื่อเรียกว่า“นักออกแบบตัวอักษร” จะเกิดขึ้นเองจากสิ่งที่ทำ และบทบาทที่เกิดขึ้นจริง
อะไรที่แยก นักออกแบบที่สนใจทางด้านการออกแบบตัวอักษร ออกจากนักออกแบบที่ทำงานออกแบบตัวอักษรเป็นอาชีพ เรื่องของการใช้โปรแกรมทางการออกแบบได้ดีนั้นเป็นทักษะที่หลายสถาบันการศึกษา ทั้งในระบบ และนอกระบบ กำลังทำให้เกิดความสับสนในบทบาทของนักออกแบบทั้งปวง แนวคิดนี้ยังลุกลามออกมาในสังคมภายนอกรั้วอุดมศึกษาอีกด้วย การออกแบบอะไรก็ตาม มิได้เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้เครื่องมือเป็นหลัก จะว่าไปแล้วไม่มีแก่นของศาสตร์ทางวิชาการใดในโลกนี้เน้นเรื่องของการใช้เครื่องมือ
การออกแบบก็เช่นกัน แต่เกินกึ่งหนึ่งของคนในสังคมปัจจุบันเข้าใจการออกแบบโดยมีภาพของเครื่องมือ (คอมพิวเตอร์) เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่น่ากลัวอย่างมากคือแม้แต่นักออกแบบบางจำนวนเองก็ยังหลงกับภาพเช่นนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วหากนักออกแบบด้วยกัน หรือผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นนักออกแบบ และมีทัศนคติเกี่ยวกับการออกแบบเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเครื่องมือนั้น เรากำลังตอกย้ำให้ศาสตร์แขนงนี้กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในโครงสร้างสังคม ฉะนั้นคงไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะมาเสียเวลาทำให้สังคมเข้าใจการออกแบบ
Showing posts with label ปกิณกะ. Show all posts
Showing posts with label ปกิณกะ. Show all posts
11/09/2009
1/15/2009
ความสุขของกะทิ
พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
มกราคม ๒๕๕๒
ภาพยนตร์ผลงงานการออกแบบของผู้กำกับ เจนไวยย์ ทองดีนอก แห่ง ภาพยนตร์ชูใจ ดัดแปลงจากจากบทประพันธ์รางวัลซีไรท์ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ

-----» วรวุฒิ ลีวัฒนะ ผู้ดูแลอาร์ตไดเร็คชั่นสื่อสิ่งพิมพ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ในขณะนั้น ส่งต่องานเกี่ยวกับไทป์ทรีทเม้นท์ให้ บริษัท คัดสรรดีมาก จำกัด ในฐานะผู้ชำนาญการทางด้านตัวอักษร ผลงานการออกแบบเล็ตเทอร์ลิ่งของ สุพิสา วัฒนะศันสนีย ภายใต้การดูแลของ อนุทิน วงศ์สรรคกร
สุพิสา วัฒนะศันสนีย กล่าวถึงงานเล็ตเทอร์ลิ่งชิ้นนี้ “จากเรื่องราวที่แสดงถึงความรัก ความผูกผัน ความอบอุ่น ถูกนำมาเป็นคอนเซปต์หลักทางด้านนามธรรม เพื่อต่อยอดให้เกิดภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด จึงเลือกแสดงออกผ่านการออกแบบฟอร์มตัวอักษรภาษาไทย ที่มีลักษณะของลายเส้นเชื่อมโยง สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความเป็นองค์ประกอบกลุ่มก้อน ซึ่งน่าจะได้ความรู้สึกมากกว่า การเขียนในลักษณะให้อ่านตามแนวขวางตามปกติ การตัดทอนฟอร์มของตัวอักษร และใช้ความสอดคล้องของลายเส้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
“พยายามนำเสนอเรื่องความผูกพันในเชิงของนามธรรม เชื่อมต่อกันเป็นลักษณะคล้ายๆกับรูปหัวใจสอดแทรกลงไปด้วย เพื่อให้เกิดความหมายลึกซ้อนชั้นขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ออกมาดูเป็นหนังสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ต้อนรับทุกวัย เล็ตเทอร์ลิ่งที่ได้ออกมาจึงต้องให้ความรู้สึกเป็นมิตรต่อผู้อ่าน มีความร่วมสมัยและไม่เป็นตัวหนังสือนิ่งๆ เพียงอย่างเดียว แบบที่คุ้นกันบนปกหนังสือ เราพยายามปฎิเสธแนวทางการออกแบบเล็ตเทอร์ลิ่งแบบชื่อภาพยนตร์แบบทั่วไปเพราะมันทำให้ดูเหมือนๆกันไปหมดทุกเรื่อง”
งานสำเร็จที่เราเห็นตามสื่อต่างจากดั่งเดิมที่ วรวุฒิ ลีวัฒนะ วางไว้อย่างสิ้นเชิง ซึ่ง อนุทิน วงศ์สรรคกร เองได้กล่าวอย่างเสียดายว่า “คุณวรวุฒิและผม ค่อนข้างมองเป็นนามธรรมที่ลึกซึ้งมากกว่านี้” พร้อมกับเสริมด้วยคำถามทิ้งท้ายที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการนำงานออกแบบชิ้นนี้ไปใช้จริง, ความเคารพต่อแบบ, วงกลมที่ถูกบรรจงใส่ไว้หายไปได้อย่างไร, และเอ้าท์ไลน์ที่วิ่งรอบตัวอักษรมาจากไหน ฯลฯ ความสุขของกะทิ จึงเป็น ความทุกข์เล็กๆของนักออกแบบ
มกราคม ๒๕๕๒
ภาพยนตร์ผลงงานการออกแบบของผู้กำกับ เจนไวยย์ ทองดีนอก แห่ง ภาพยนตร์ชูใจ ดัดแปลงจากจากบทประพันธ์รางวัลซีไรท์ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ

-----» วรวุฒิ ลีวัฒนะ ผู้ดูแลอาร์ตไดเร็คชั่นสื่อสิ่งพิมพ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ในขณะนั้น ส่งต่องานเกี่ยวกับไทป์ทรีทเม้นท์ให้ บริษัท คัดสรรดีมาก จำกัด ในฐานะผู้ชำนาญการทางด้านตัวอักษร ผลงานการออกแบบเล็ตเทอร์ลิ่งของ สุพิสา วัฒนะศันสนีย ภายใต้การดูแลของ อนุทิน วงศ์สรรคกร
สุพิสา วัฒนะศันสนีย กล่าวถึงงานเล็ตเทอร์ลิ่งชิ้นนี้ “จากเรื่องราวที่แสดงถึงความรัก ความผูกผัน ความอบอุ่น ถูกนำมาเป็นคอนเซปต์หลักทางด้านนามธรรม เพื่อต่อยอดให้เกิดภาพเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด จึงเลือกแสดงออกผ่านการออกแบบฟอร์มตัวอักษรภาษาไทย ที่มีลักษณะของลายเส้นเชื่อมโยง สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความเป็นองค์ประกอบกลุ่มก้อน ซึ่งน่าจะได้ความรู้สึกมากกว่า การเขียนในลักษณะให้อ่านตามแนวขวางตามปกติ การตัดทอนฟอร์มของตัวอักษร และใช้ความสอดคล้องของลายเส้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
“พยายามนำเสนอเรื่องความผูกพันในเชิงของนามธรรม เชื่อมต่อกันเป็นลักษณะคล้ายๆกับรูปหัวใจสอดแทรกลงไปด้วย เพื่อให้เกิดความหมายลึกซ้อนชั้นขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ออกมาดูเป็นหนังสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ต้อนรับทุกวัย เล็ตเทอร์ลิ่งที่ได้ออกมาจึงต้องให้ความรู้สึกเป็นมิตรต่อผู้อ่าน มีความร่วมสมัยและไม่เป็นตัวหนังสือนิ่งๆ เพียงอย่างเดียว แบบที่คุ้นกันบนปกหนังสือ เราพยายามปฎิเสธแนวทางการออกแบบเล็ตเทอร์ลิ่งแบบชื่อภาพยนตร์แบบทั่วไปเพราะมันทำให้ดูเหมือนๆกันไปหมดทุกเรื่อง”
งานสำเร็จที่เราเห็นตามสื่อต่างจากดั่งเดิมที่ วรวุฒิ ลีวัฒนะ วางไว้อย่างสิ้นเชิง ซึ่ง อนุทิน วงศ์สรรคกร เองได้กล่าวอย่างเสียดายว่า “คุณวรวุฒิและผม ค่อนข้างมองเป็นนามธรรมที่ลึกซึ้งมากกว่านี้” พร้อมกับเสริมด้วยคำถามทิ้งท้ายที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการนำงานออกแบบชิ้นนี้ไปใช้จริง, ความเคารพต่อแบบ, วงกลมที่ถูกบรรจงใส่ไว้หายไปได้อย่างไร, และเอ้าท์ไลน์ที่วิ่งรอบตัวอักษรมาจากไหน ฯลฯ ความสุขของกะทิ จึงเป็น ความทุกข์เล็กๆของนักออกแบบ
Labels:
ข่าวสาร,
ปกิณกะ,
พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์,
วิดิทัศน์,
อักขรศิลป์,
เอกสารย่อย
1/01/2009
ใกล้เข้า เข้าใกล้
อนุทิน วงศ์สรรคกร
พฤศจิกายน ๒๕๕๑

-----» ด้วยการประกอบขึ้นของวัสดุ โครงเหล็ก กรุด้านบนด้วยไม้อัดหนา ๑๕ มิลลิเมตร หุ้มทั้งหมดด้วยกระดาษอัด พ้นด้วยสีพลาสติก งานออกแบบตัวอักษรได้รับการขยายทั้งความและขยายทั้งขนาดในขณะเดียวกัน เรียบเรียงและตัดตอนบางส่วนจากข้อเขียนอธิบายงานจัดทำสำหรับสื่อ และสูจิบัติของนิทรรศการ

"ไม่ใช่แค่เพราะตัวอักษรคืองานที่ทำเป็นอาชีพ หากเป็นเพราะความคิดที่ว่า เราอยู่ใกล้ตัวอักษรและแบบตัวอักษรจนเราละเลยทั้งที่เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากในชีวิตประจำวัน คิดให้ดีแล้วจะเห็นว่าแม้แต่ภาษาพูด ก็ยังต้องถูกบันทึกด้วยตัวอักษร สิ่งนี้แทรกอยู่ในการดำเนินกิจวัตรของเราทุกคน เพียงหยุดพิจารณาจะพบว่า เรามักมองเลยรูปแบบของตัวอักษรไปที่ใจความของคำและประโยค นั่นเป็นเพราะเราไม่มีสำนึกขึ้นได้กับการแยกแบบตัวอักษรออกจากการใช้ตัวอักษร สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัย และความพิถีพิถันของการเลือกใช้ฟอนต์ในชีวิตประจำวัน”

“ตลอดเวลาเราเหมาคิดกับตัวอักษรเป็นแค่ระนาบสองมิติ การทำให้เกิดขนาดและมีระนาบมิติที่เกินความจริงมากๆ ผนวกกับระยะที่ใกล้ ทำให้เรารับรู้เรื่องรูปทรงของตัวอักษรได้มากกว่าการอ่านจากหนังสือสิ่งพิมพ์ ทำให้ได้เห็นรายละเอียดของรูปทรงและสัดส่วน หรือแม้แต่พื้นที่ภายในตัวอักษรและภายนอกที่โอบรูปทรง พื้นที่ที่ช่วยชี้แนะให้เข้าใจว่าเป็นตัวอักษรใด"

"ไม่ได้มีโอกาสบ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอักษรระยะประชิดในขนาดที่เราสามารถมีปฎิสัมพันธ์ได้ ในความเป็นจริงนั้นเรารายล้อมด้วยป้ายขนาดเฉกเช่นงานชิ้นนี้ หากแต่ทั้งหมดอยู่บนระนาบสูง เราเห็นจากระยะห่างอยู่เป็นนิจ แทบคิดไม่ออกว่าสัดส่วนในความเป็นจริงนั้นเป็นเช่นไร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรจากการสัมผัสงานชิ้นนี้ ที่เราจะพบว่า เราสามารถเข้าไปยืนในหยักของ ก ไก่ ได้ หรือ นอนในโอบของ ว แหวน บ ใบไม้ ต้องการพื้นที่โดยรอบเพียงใดในการมีอยู่ของรูปทรง เพื่อให้การสะกดคำทำงานได้อย่างถูกต้อง เมื่อสำรวจงานชิ้นนี้แล้วเราอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการมองตัวอักษรเวลาเราอ่านหนังสือ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเราจะพบว่าเราใช้ชีวิตอยู่กับตัวอักษรอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"

“Closer & Close up”, an installation by Anuthin Wongsunkakon. This work has been designed using Amplitude THAI by Anuthin Wongsunkakon and Christian Schwartz in oversize scale. An exclusive production for the art exhibition ‘Positive Living’. Organized by he Association of Siamese Architects under the Royal Patronage of His Majesty the King (ASA) and Bangkok University Art Gallery. The show is now officially open for public after limited viewing. Free admission and will be opened until the end of January 2009.

งานชิ้นนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการ สามารถใช้เป็นที่นั่งพักเพื่อชมงานแสดงชิ้นอื่นๆได้ โครงสร้างถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุที่ต้องการให้ผู้ชมงานสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับชิ้นงานได้โดยตรง เพื่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่กับตัวอักษรที่มักเป็นที่คุ้นชินในชีวิตประจำวัน

All the images, production and installation of this project directed by Suksom Ruenghiran at Cadson Demak Co.,Ltd. Also a special thanks to Sansern Mirinthasut at Bangkok University and Santi Lawrachawee for a encouragement and support.
พฤศจิกายน ๒๕๕๑

-----» ด้วยการประกอบขึ้นของวัสดุ โครงเหล็ก กรุด้านบนด้วยไม้อัดหนา ๑๕ มิลลิเมตร หุ้มทั้งหมดด้วยกระดาษอัด พ้นด้วยสีพลาสติก งานออกแบบตัวอักษรได้รับการขยายทั้งความและขยายทั้งขนาดในขณะเดียวกัน เรียบเรียงและตัดตอนบางส่วนจากข้อเขียนอธิบายงานจัดทำสำหรับสื่อ และสูจิบัติของนิทรรศการ

"ไม่ใช่แค่เพราะตัวอักษรคืองานที่ทำเป็นอาชีพ หากเป็นเพราะความคิดที่ว่า เราอยู่ใกล้ตัวอักษรและแบบตัวอักษรจนเราละเลยทั้งที่เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากในชีวิตประจำวัน คิดให้ดีแล้วจะเห็นว่าแม้แต่ภาษาพูด ก็ยังต้องถูกบันทึกด้วยตัวอักษร สิ่งนี้แทรกอยู่ในการดำเนินกิจวัตรของเราทุกคน เพียงหยุดพิจารณาจะพบว่า เรามักมองเลยรูปแบบของตัวอักษรไปที่ใจความของคำและประโยค นั่นเป็นเพราะเราไม่มีสำนึกขึ้นได้กับการแยกแบบตัวอักษรออกจากการใช้ตัวอักษร สะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัย และความพิถีพิถันของการเลือกใช้ฟอนต์ในชีวิตประจำวัน”

“ตลอดเวลาเราเหมาคิดกับตัวอักษรเป็นแค่ระนาบสองมิติ การทำให้เกิดขนาดและมีระนาบมิติที่เกินความจริงมากๆ ผนวกกับระยะที่ใกล้ ทำให้เรารับรู้เรื่องรูปทรงของตัวอักษรได้มากกว่าการอ่านจากหนังสือสิ่งพิมพ์ ทำให้ได้เห็นรายละเอียดของรูปทรงและสัดส่วน หรือแม้แต่พื้นที่ภายในตัวอักษรและภายนอกที่โอบรูปทรง พื้นที่ที่ช่วยชี้แนะให้เข้าใจว่าเป็นตัวอักษรใด"

"ไม่ได้มีโอกาสบ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอักษรระยะประชิดในขนาดที่เราสามารถมีปฎิสัมพันธ์ได้ ในความเป็นจริงนั้นเรารายล้อมด้วยป้ายขนาดเฉกเช่นงานชิ้นนี้ หากแต่ทั้งหมดอยู่บนระนาบสูง เราเห็นจากระยะห่างอยู่เป็นนิจ แทบคิดไม่ออกว่าสัดส่วนในความเป็นจริงนั้นเป็นเช่นไร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรจากการสัมผัสงานชิ้นนี้ ที่เราจะพบว่า เราสามารถเข้าไปยืนในหยักของ ก ไก่ ได้ หรือ นอนในโอบของ ว แหวน บ ใบไม้ ต้องการพื้นที่โดยรอบเพียงใดในการมีอยู่ของรูปทรง เพื่อให้การสะกดคำทำงานได้อย่างถูกต้อง เมื่อสำรวจงานชิ้นนี้แล้วเราอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการมองตัวอักษรเวลาเราอ่านหนังสือ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเราจะพบว่าเราใช้ชีวิตอยู่กับตัวอักษรอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"

“Closer & Close up”, an installation by Anuthin Wongsunkakon. This work has been designed using Amplitude THAI by Anuthin Wongsunkakon and Christian Schwartz in oversize scale. An exclusive production for the art exhibition ‘Positive Living’. Organized by he Association of Siamese Architects under the Royal Patronage of His Majesty the King (ASA) and Bangkok University Art Gallery. The show is now officially open for public after limited viewing. Free admission and will be opened until the end of January 2009.

งานชิ้นนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้ที่เข้าชมนิทรรศการ สามารถใช้เป็นที่นั่งพักเพื่อชมงานแสดงชิ้นอื่นๆได้ โครงสร้างถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุที่ต้องการให้ผู้ชมงานสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับชิ้นงานได้โดยตรง เพื่อให้เกิดประสบการณ์ใหม่กับตัวอักษรที่มักเป็นที่คุ้นชินในชีวิตประจำวัน

All the images, production and installation of this project directed by Suksom Ruenghiran at Cadson Demak Co.,Ltd. Also a special thanks to Sansern Mirinthasut at Bangkok University and Santi Lawrachawee for a encouragement and support.
Labels:
ข่าวสาร,
ปกิณกะ,
อนุทิน วงศ์สรรคกร
8/16/2008
ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของสื่อ
นิรุติ กรุสวนสมบัติ
กรกฎาคม ๒๕๕๑
สรุปบทสนทนาและใจความบางส่วนของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ สองผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ เกี่ยวกับการทำความเข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสื่อ บันทึกจากการบรรยายพิเศษที่ บริษัท อมรินทร์ แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บทสรุปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบรรยายกึ่งสนทนาร่วม ๓ ชั่วโมง ซึ่งกินความถึงภาคของเทรนด์(เปลือก)ทางการออกแบบซึ่งได้ถูกละออกไปจากบทสรุปนี้

เมื่อพูดถึงสื่อที่อิงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต
-----» ในขณะที่จำนวนผู้ใช้และความใกล้ชิดกับสังคมออนไลน์ มีแนวโน้มสูงมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อัตตราการมีส่วนร่วม เป็นตัวเลขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง การเข้าถึงอุปกรณ์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อทักษะและการปรับตัวเพื่อรับสื่อสมัยใหม่ เนื่องด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ต้องใช้ความรู้ทางอุปกรณ์เข้ามามากกว่า สื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพิมพ์ (Primitive Media) ฉะนั้นนอกจากทักษะการรับและเข้าถึงแล้ว การสร้างฐานข้อมูลของสื่อก็ต้องถูกพัฒนาตามกัน เช่นทักษะของการสร้างเวปไซท์ และระบบนำทาง (Navigation) การจัดการลำดับของเนื้อหาให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดใหม่
การเสพสื่อที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเป็นอีกอุปสรรคหลักของของพัฒนาการทางด้านเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เกิดซ้ำซ้อนบนปัญหาการขาดแคลนเนื้อหาที่ยังไม่ได้รับการสนองเท่าที่ควรอยู่ก่อนหน้าแล้วในสื่อหมวดสิ่งพิมพ์ ปัญหาคุณภาพของเนื้อหานี้เอง ทำให้เวบไซท์ของประเทศไทยอุดมไปด้วยเว็บบอร์ด และการออกความคิดเห็นด้วยอารมณ์มากกว่าการแสดงความคิดเห็นเชิงวิภาค และเชิงวิชาการที่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อการค้นคว้า เนื้อหาในลักษณะเชิงข้อมูล (Content based website)กลับมีผู้สร้างน้อยมาก เพราะเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการสร้างเนื้อหา และการสร้างบุคลากรเพื่อผลิตเนื้อหา ในยุคของสื่อสิ่งพิมพ์จึงยังคงวนเวียนอยู่และสะท้อนปัญหาเดิม
ลักษณะนิสัยของการใช้สื่อและทักษะการสื่อสาร
-----» การที่สังคมการสื่อสารไทยไม่ได้เติบโตจากเนื้อในออกมาสู่วิธีการจัดการภายนอก แต่เป็นการคัดลองวิธีการสื่อสารโดยมีรูปแบบสื่อ (เทคโนโลยี) เป็นตัวกำกับ การสื่อสารในภาพที่เห็นกันจึงเป็นเพียงแค่รูปแบบของการสื่อสาร โดยที่คุณภาพของสารที่ผ่านมาในสื่อนั้นมีมวลที่เบาบาง
เห็นได้ว่าเราสามารถซื้อหาเทคโนโลยีการสื่อสารเท่าเคียงกับนานาประเทศ แต่ทักษะการสื่อสารเป็นตัวเชื่อมสู่คลังข้อมูลที่ต้องการ และกลับมีพัฒนาการที่ความเร็วต่างกันมาก การโตด้วยรูปลักษณ์ของการสื่อสารไม่เพียงพอในการปรับตัวให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ลักษณะการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป
-----» พฤติกรรมการเสพสื่อแบบผิวๆ (ในการบรรยายใช้คำว่า ‘จิบ’ ข้อมูล ) เกิดขึ้นเพราะมีช่องทางให้เรื่องต่างๆ(ที่อาจจะพอจะอยู่ในความสนใจเพียงแค่เล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง) เข้าถึงเราได้เร็วและง่ายขึ้น เราสามารถรับรู้หลายลักษณะข่าวในเวลาเดียวกัน สังเกตุได้จากการสลับหมวดไปมาของประเภทข้อมูลที่เราสามารถเลือกเสพผ่านจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เวลาในการรับข้อมูลจากสื่อสั้นลงจนทำให้เกิดธรรมชาติใหม่
การสื่อสารแบบฉับพลัน และการที่เราได้รับการสนองในรูปแบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยงมากขึ้น (multi) นี่เองทำให้เกิดผลกระทบในเชิงที่ผู้ใช้รู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของสื่อ มีเวลาได้คิดเชิงปะทะกับข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือที่เรียกว่าไม่เท่าทันข้อมูล (อ่านบทความ นี่คือ“ข้อมูล” ประกอบ) ตัวอย่างที่พบเห็นได้ในปัจจุบันขณะคือปัญหาทางสังคม(ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว)ยิ่งสามารถก่อเหตุเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้เท่าเทียมกับธรรมชาติใหม่ของตัวนำสาร เมื่อเกิดสำลักการเปลี่ยนแปลงของธรมชาติการรับข้อมูล ความรู้ไม่เท่าทันบวกกับโครงสร้างทางสังคมที่ปลูกขึ้นอย่างหละหลวมด้วยเปลือกของวัฒนะธรรมจากหลายถิ่น ทำให้โอกาสการเกิดปัญหาสังคมมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นไปได้สูง

ชี้ให้เห็นการปรับตัวของเนื้อหาที่มีผลต่อการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ (นิตยสาร)
-----» ในหมวดของสื่อสิ่งพิมพ์เองเมื่อมีปัญหาสามัญ อย่างเรื่องของคุณภาพของเนื้อเรื่องและกายภาพของเนื้อเรื่องไม่สอดคล้องหรือเอื้ออำนวยกับการออกแบบ เนื้อหาเชิงวิภาคที่เข้มข้นมีน้อย นิตยสารในกลุ่มของเรื่องเบาสมองหรือที่บางคนจำกัดความว่าไร้สาระนั้นมีเยอะ จนกลายเป็นมาตรฐานและความคาดหวังจากผู้อ่าน การมีมากของกลุ่มนิตยสารลักษณะนี้ สะท้อนสภาพสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาแบบสาระและเนื้อหาแบบอ่านทิ้งขว้างต้องมีกลุ่มที่ชัดเจน การปรับตัวเพื่อหนีการจัดระเบียบของเนื้อหาใหม่ หลังจากเนื้อหาลักษณะเล่นๆ เสพแล้วทิ้งทั่วไป กำลังทะยอยย้ายตนเองไปบนสื่อออนไลน์แทน
เนื้อหาแบบที่ต้องการความรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะหมดไปจากแผงหนังสือ เช่นข้อมูลประเภทที่เรียกติดปากว่า“อัพเดท” เพราะเป็นสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่สามารถให้ได้อีกต่อไป สังเกตุได้จากการลดลงของหนังสือพิมพ์ และแทนที่ด้วยพฤติกรรมการรับสารจากช่องทางอื่นๆ ถึงกระนั้นในประเทศไทยยอดพิมพ์หนังสือพิมพ์ยังไม่ได้ลดลง หากแต่มีแนวโน้มว่าจะมียอดคืนสูงขึ้น เพราะบางส่วนปรับเข้าหาการบริโภคข่าวทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากกระทำไปพร้อมๆกับกิจกรรมอื่นๆเช่นการเช็คอีเมลล์
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการลดลงของการส่งจดหมาย ที่ส่วนใหญ่จะเหลือแต่การส่งวัสดุหรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยที่จดหมายหรือโฆษณาแคตตาล็อก (พร้อมลิ้งค์นำไปสู่เวปไซท์) และเรื่องทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการพิมพ์บนกระดาษจะถูกแทนที่ด้วยอีเมลและเอกสารอิเล็คทรอนิค นี่คือโครงสร้างใหม่ของการสื่อสารที่กำลังหยั่งรากลงไปหามาตรฐานใหม่
เราจะเห็นได้ว่านิตยสารไลฟสไตล์ร่วมสมัย ในลักษณะต่างๆ(โมเดินท์ไลฟ์สไตล์) มีมากขึ้น และเริ่มผนวกการออกแบบและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน เพราะนิตยสารมีราคาสูงขึ้นการเลือกซื้อนิตยสารสักฉบับ จึงต้องเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างครอบคลุมความสนใจที่กว้างขึ้น หรือเป็นลักษณะเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่ม ที่มีความเหนียวแน่น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของนิตยสารหรือหนังสือเองก็ตาม ก็จะเดินทางไปสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพราะเนื้อหาที่อยู่บนความเร็ว (ภาษากองบรรณาธิการมักเรียกว่า“ของสด”) จะเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกถ่ายเปลี่ยนไปบนมีเดียใหม่
เราควรถามตนเองว่าพร้อมหรือยังในการเดินทางไปสู่จุดนั้น? การมีเวบเอดิชั่นของนิตยสาร จะไม่ได้เป็นเพียงการมีเพื่อความโก้เก๋ หรือเพื่อให้ไม่ล้าสมัยอีกต่อไป และควรที่จะต้องมองให้เป็นเชิงธุรกิจที่สอดคล้องกันในสองระบบสื่อ สิ่งที่น่าจะได้เห็นในเวลาอันไม่ไกลจากนี้ก็คือการที่นิตยสารต้องปรับให้มีการพิมพ์ที่น้อยลง และต้องเสริมด้วยเวปเอดิชั่น ตัวหนังสือหรือนิตยสารที่พิมพ์จริงจะต้องมีความพิเศษมากพอที่จะต้องซื้อเก็บ
การปรับตัวครั้งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดว่านิตยสารประเภทใดจะอยู่หรือจะไป ลักชวลลี่ไอเทม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ยังคงจะได้รับความนิยมในสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไปเพราะมีส่วนสนับสนุนความเป็นพรีเมี่ยมของนิตยสารกระดาษ ที่มีมากกว่าอีแมกกาซีน ซึ่งยังคลุมเคลือว่าการยืมจริตของนิตยสารกระดาษมาบนสื่อที่ควรใช้วิธีเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่างออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติและข้อเด่นของสื่อชนิดที่มีการตอบโต้ จะเป็นที่นิยมจนเป็นสื่อมาตรฐานในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ ยังคงไม่มีข้อสรุปที่เป็นผลบวก เพราะอาจจะเหมาะสมกับธุรกิจเพียงบางประเภทเท่านั้น
กรกฎาคม ๒๕๕๑
สรุปบทสนทนาและใจความบางส่วนของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ สองผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ เกี่ยวกับการทำความเข้าใจ และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสื่อ บันทึกจากการบรรยายพิเศษที่ บริษัท อมรินทร์ แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ บทสรุปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบรรยายกึ่งสนทนาร่วม ๓ ชั่วโมง ซึ่งกินความถึงภาคของเทรนด์(เปลือก)ทางการออกแบบซึ่งได้ถูกละออกไปจากบทสรุปนี้
เมื่อพูดถึงสื่อที่อิงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต
-----» ในขณะที่จำนวนผู้ใช้และความใกล้ชิดกับสังคมออนไลน์ มีแนวโน้มสูงมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อัตตราการมีส่วนร่วม เป็นตัวเลขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง การเข้าถึงอุปกรณ์มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อทักษะและการปรับตัวเพื่อรับสื่อสมัยใหม่ เนื่องด้วยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ต้องใช้ความรู้ทางอุปกรณ์เข้ามามากกว่า สื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการพิมพ์ (Primitive Media) ฉะนั้นนอกจากทักษะการรับและเข้าถึงแล้ว การสร้างฐานข้อมูลของสื่อก็ต้องถูกพัฒนาตามกัน เช่นทักษะของการสร้างเวปไซท์ และระบบนำทาง (Navigation) การจัดการลำดับของเนื้อหาให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดใหม่
การเสพสื่อที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงเป็นอีกอุปสรรคหลักของของพัฒนาการทางด้านเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เกิดซ้ำซ้อนบนปัญหาการขาดแคลนเนื้อหาที่ยังไม่ได้รับการสนองเท่าที่ควรอยู่ก่อนหน้าแล้วในสื่อหมวดสิ่งพิมพ์ ปัญหาคุณภาพของเนื้อหานี้เอง ทำให้เวบไซท์ของประเทศไทยอุดมไปด้วยเว็บบอร์ด และการออกความคิดเห็นด้วยอารมณ์มากกว่าการแสดงความคิดเห็นเชิงวิภาค และเชิงวิชาการที่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเพื่อการค้นคว้า เนื้อหาในลักษณะเชิงข้อมูล (Content based website)กลับมีผู้สร้างน้อยมาก เพราะเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการสร้างเนื้อหา และการสร้างบุคลากรเพื่อผลิตเนื้อหา ในยุคของสื่อสิ่งพิมพ์จึงยังคงวนเวียนอยู่และสะท้อนปัญหาเดิม
ลักษณะนิสัยของการใช้สื่อและทักษะการสื่อสาร
-----» การที่สังคมการสื่อสารไทยไม่ได้เติบโตจากเนื้อในออกมาสู่วิธีการจัดการภายนอก แต่เป็นการคัดลองวิธีการสื่อสารโดยมีรูปแบบสื่อ (เทคโนโลยี) เป็นตัวกำกับ การสื่อสารในภาพที่เห็นกันจึงเป็นเพียงแค่รูปแบบของการสื่อสาร โดยที่คุณภาพของสารที่ผ่านมาในสื่อนั้นมีมวลที่เบาบาง
เห็นได้ว่าเราสามารถซื้อหาเทคโนโลยีการสื่อสารเท่าเคียงกับนานาประเทศ แต่ทักษะการสื่อสารเป็นตัวเชื่อมสู่คลังข้อมูลที่ต้องการ และกลับมีพัฒนาการที่ความเร็วต่างกันมาก การโตด้วยรูปลักษณ์ของการสื่อสารไม่เพียงพอในการปรับตัวให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ลักษณะการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป
-----» พฤติกรรมการเสพสื่อแบบผิวๆ (ในการบรรยายใช้คำว่า ‘จิบ’ ข้อมูล ) เกิดขึ้นเพราะมีช่องทางให้เรื่องต่างๆ(ที่อาจจะพอจะอยู่ในความสนใจเพียงแค่เล็กน้อยในช่วงเวลาหนึ่ง) เข้าถึงเราได้เร็วและง่ายขึ้น เราสามารถรับรู้หลายลักษณะข่าวในเวลาเดียวกัน สังเกตุได้จากการสลับหมวดไปมาของประเภทข้อมูลที่เราสามารถเลือกเสพผ่านจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เวลาในการรับข้อมูลจากสื่อสั้นลงจนทำให้เกิดธรรมชาติใหม่
การสื่อสารแบบฉับพลัน และการที่เราได้รับการสนองในรูปแบบที่ซับซ้อน เชื่อมโยงมากขึ้น (multi) นี่เองทำให้เกิดผลกระทบในเชิงที่ผู้ใช้รู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของสื่อ มีเวลาได้คิดเชิงปะทะกับข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือที่เรียกว่าไม่เท่าทันข้อมูล (อ่านบทความ นี่คือ“ข้อมูล” ประกอบ) ตัวอย่างที่พบเห็นได้ในปัจจุบันขณะคือปัญหาทางสังคม(ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว)ยิ่งสามารถก่อเหตุเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้เท่าเทียมกับธรรมชาติใหม่ของตัวนำสาร เมื่อเกิดสำลักการเปลี่ยนแปลงของธรมชาติการรับข้อมูล ความรู้ไม่เท่าทันบวกกับโครงสร้างทางสังคมที่ปลูกขึ้นอย่างหละหลวมด้วยเปลือกของวัฒนะธรรมจากหลายถิ่น ทำให้โอกาสการเกิดปัญหาสังคมมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นไปได้สูง

ชี้ให้เห็นการปรับตัวของเนื้อหาที่มีผลต่อการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ (นิตยสาร)
-----» ในหมวดของสื่อสิ่งพิมพ์เองเมื่อมีปัญหาสามัญ อย่างเรื่องของคุณภาพของเนื้อเรื่องและกายภาพของเนื้อเรื่องไม่สอดคล้องหรือเอื้ออำนวยกับการออกแบบ เนื้อหาเชิงวิภาคที่เข้มข้นมีน้อย นิตยสารในกลุ่มของเรื่องเบาสมองหรือที่บางคนจำกัดความว่าไร้สาระนั้นมีเยอะ จนกลายเป็นมาตรฐานและความคาดหวังจากผู้อ่าน การมีมากของกลุ่มนิตยสารลักษณะนี้ สะท้อนสภาพสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาแบบสาระและเนื้อหาแบบอ่านทิ้งขว้างต้องมีกลุ่มที่ชัดเจน การปรับตัวเพื่อหนีการจัดระเบียบของเนื้อหาใหม่ หลังจากเนื้อหาลักษณะเล่นๆ เสพแล้วทิ้งทั่วไป กำลังทะยอยย้ายตนเองไปบนสื่อออนไลน์แทน
เนื้อหาแบบที่ต้องการความรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะหมดไปจากแผงหนังสือ เช่นข้อมูลประเภทที่เรียกติดปากว่า“อัพเดท” เพราะเป็นสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่สามารถให้ได้อีกต่อไป สังเกตุได้จากการลดลงของหนังสือพิมพ์ และแทนที่ด้วยพฤติกรรมการรับสารจากช่องทางอื่นๆ ถึงกระนั้นในประเทศไทยยอดพิมพ์หนังสือพิมพ์ยังไม่ได้ลดลง หากแต่มีแนวโน้มว่าจะมียอดคืนสูงขึ้น เพราะบางส่วนปรับเข้าหาการบริโภคข่าวทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากกระทำไปพร้อมๆกับกิจกรรมอื่นๆเช่นการเช็คอีเมลล์
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการลดลงของการส่งจดหมาย ที่ส่วนใหญ่จะเหลือแต่การส่งวัสดุหรือสิ่งตีพิมพ์ที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยที่จดหมายหรือโฆษณาแคตตาล็อก (พร้อมลิ้งค์นำไปสู่เวปไซท์) และเรื่องทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการพิมพ์บนกระดาษจะถูกแทนที่ด้วยอีเมลและเอกสารอิเล็คทรอนิค นี่คือโครงสร้างใหม่ของการสื่อสารที่กำลังหยั่งรากลงไปหามาตรฐานใหม่
เราจะเห็นได้ว่านิตยสารไลฟสไตล์ร่วมสมัย ในลักษณะต่างๆ(โมเดินท์ไลฟ์สไตล์) มีมากขึ้น และเริ่มผนวกการออกแบบและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน เพราะนิตยสารมีราคาสูงขึ้นการเลือกซื้อนิตยสารสักฉบับ จึงต้องเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างครอบคลุมความสนใจที่กว้างขึ้น หรือเป็นลักษณะเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่ม ที่มีความเหนียวแน่น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มของนิตยสารหรือหนังสือเองก็ตาม ก็จะเดินทางไปสู่ความเป็นพรีเมียมมากขึ้น เพราะเนื้อหาที่อยู่บนความเร็ว (ภาษากองบรรณาธิการมักเรียกว่า“ของสด”) จะเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกถ่ายเปลี่ยนไปบนมีเดียใหม่
เราควรถามตนเองว่าพร้อมหรือยังในการเดินทางไปสู่จุดนั้น? การมีเวบเอดิชั่นของนิตยสาร จะไม่ได้เป็นเพียงการมีเพื่อความโก้เก๋ หรือเพื่อให้ไม่ล้าสมัยอีกต่อไป และควรที่จะต้องมองให้เป็นเชิงธุรกิจที่สอดคล้องกันในสองระบบสื่อ สิ่งที่น่าจะได้เห็นในเวลาอันไม่ไกลจากนี้ก็คือการที่นิตยสารต้องปรับให้มีการพิมพ์ที่น้อยลง และต้องเสริมด้วยเวปเอดิชั่น ตัวหนังสือหรือนิตยสารที่พิมพ์จริงจะต้องมีความพิเศษมากพอที่จะต้องซื้อเก็บ
การปรับตัวครั้งนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดว่านิตยสารประเภทใดจะอยู่หรือจะไป ลักชวลลี่ไอเทม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ยังคงจะได้รับความนิยมในสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไปเพราะมีส่วนสนับสนุนความเป็นพรีเมี่ยมของนิตยสารกระดาษ ที่มีมากกว่าอีแมกกาซีน ซึ่งยังคลุมเคลือว่าการยืมจริตของนิตยสารกระดาษมาบนสื่อที่ควรใช้วิธีเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่างออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติและข้อเด่นของสื่อชนิดที่มีการตอบโต้ จะเป็นที่นิยมจนเป็นสื่อมาตรฐานในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ ยังคงไม่มีข้อสรุปที่เป็นผลบวก เพราะอาจจะเหมาะสมกับธุรกิจเพียงบางประเภทเท่านั้น
Labels:
การศึกษา,
นิรุติ กรุสวนสมบัติ,
ปกิณกะ,
เอกสารย่อย
4/04/2008
ถามมาตอบไป
อนุทิน วงศ์สรรคกร
มีนาคม ๒๕๕๑
-----» กว่าครึ่งปีที่ผ่านมาผมได้รับอีเมลล์หลายต่อหลายฉบับจากผู้อ่านเว็บล็อค แต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย จึงไม่เคยได้ทยอยตอบเสียที ช่วงนี้พอจะหลวมๆหน่อยจึงได้โอกาสมานั่งดูคำถามต่างๆ จึงพบว่าสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆประมาณสามกลุ่มความสนใจ
กลุ่มแรกนั้นเป็นคำถามแนวแสดงความคิดเห็น เป็นเชิงประโยคบอกเล่าแต่แนบคำถามลงไปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นแนวคิดเชิงบวก กลุ่มถัดมาจะเป็นกลุ่มของคำถามล้วนๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปในแนวเรื่องของการควบคุมสิทธิ์มากกว่าปัญหาทางการออกแบบ กลุ่มสุดท้ายออกไปในแนวต่อว่าไปในทางลบ จะเน้นหนักทางการแสดงทัศนคติส่วนตัว กลุ่มนี้จะออกไปในแนวของเรื่องธุรกิจและตัวเลข แต่ทั้งสามกลุ่มคำถามนั้นมีสิ่งที่ร่วมกันคือการก่อให้เกิดการบริหารความคิดในเรื่องของอักขรศิลป์และธุรกิจเกี่ยวข้อง

การเกิดขึ้นของคำถามนั้นหมายถึงการเกิดขึ้นของปัญหาหรือความไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าเรามาทำความเข้าใจกันเพื่อขจัดเครื่องหมายคำถามที่มีอยู่ ผมจึงขออนุญาติตอบแบบรวบและรวมกันไปเลยนะครับจากกลุ่มคำถามที่กล่าวมา
ในรอบปีที่ผ่านมาการลักลอบใช้ฟอนต์กลับมาขยายวงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มของคอสตอม หลังจากที่ดูจะเริ่มเดินทางเข้ามาอยู่ในระเบียบและระบบที่ควรเป็น ผมได้พบว่าพัฒนาการในเรื่องนี้ไปติดอยู่ที่เอเจนซีและบริษัทออกแบบ (ที่ได้รับฟอนต์พิเศษเหล่านี้จากลูกค้าไปใช้ในงานที่ซับออก) เสียเอง เพราะบริษัทที่ละเมิดมักจะอ้างกลับมาว่ามอบหมายให้เอเจนซีทำงานออกแบบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาได้มอบหมายความไว้วางใจให้ไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นการตอบแบบปัดความรับผิดชอบก็ตาม แต่มันก็เป็นเหตุผลที่ดูจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงธนาคารใหญ่โตหลายแห่งก็อยู่ในวงโคจรของปัญหาลักษณะนี้ ทั้งๆมีความสามารถที่จะมีฟอนต์ของตัวเองเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่ง
เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่หน้าเสียใจและผิดหวังที่สุดก็คือ การที่คนทำงานออกแบบด้วยกันเอง เป็นคนส่วนใหญ่ที่ละเมิดสิทธิ์และลักลอบใช้ฟอนต์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เขาไม่สนใจ เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน มันก็ไม่ต่างจากการทำร้ายกันเอง การที่เรายิ่งเราทำละเลยกันแบบนี้ ในระยะยาวนั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อวงการการออกแบบเลย เพราะฟอนต์ใหม่ก็จะน้อยลง เนื่องจากไม่มีใครกล้าหรืออยากจะลงทุนเพื่อที่จะจ้างออกแบบขึ้นมาใหม่ ปัญหาก็จะกลับไปคล้ายกับสถานการณ์ฟอนต์ไทยเมื่อทศวรรษที่แล้วในช่วงก่อนพีเอสแอล ที่นักออกแบบเองไม่มีฟอนต์ใหม่ๆใช้ในงาน
ความไม่รู้ไม่มี ที่มีคือความไม่อยากจะรู้ ผมเองก็ไม่ใช่คนรู้ไปเสียทุกอย่าง แต่อย่างน้อยผมก็มีความจำเป็นที่ต้องรู้ในเรื่องที่ผมให้ความสนใจ ในที่นี้ก็คือฐานะนักออกแบบคนหนึ่ง ฟอนต์ใดก็ตามที่มาอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยการติดตั้งลงไปเองหรือใครอุตริใส่มาให้ก็ตาม นับว่าไม่ได้มาจากระบบปฎิบัติการของเครื่อง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นฟอนต์จากบุคคลที่สาม นั่นหมายความว่าต้องมีใครสักคนที่เป็นเจ้าของ การเป็นเจ้าของนั้นร้อยทั้งร้อยกินความไปถึงผู้ออกแบบ ฉะนั้นไม่ได้เป็นการยากเลยที่จะแยกแยะ การกล่าวอ้างว่าไม่รู้ว่าฟอนต์นี้มีลิขสิทธิ์ดูจะฟังไม่ขึ้นเลยถ้าอธิบายแบบนี้
หลายคนมักถามว่าจะพยายามไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นขึ้น แต่เป็นไปไม่ได้ ผมกลับมองว่าทางที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าใช้ ถ้าจะใช้ สืบให้แน่ใจก่อน ง่ายๆที่ทำได้เลยด้วยตนเองคือ ดูรายละเอียดของไฟล์ (Get Info) ก็จะเห็นว่าใครเป็นเจ้าของใครเป็นคนออกแบบ ผมเองเข้าใจว่าบางคนก็ชอบสะสมฟอนต์ ครั้นจะซื้อทุกฟอนต์ก็คงเป็นไปไม่ได้ การมีไว้ครอบครองแต่ไม่ได้ใช้งานเชิงพาณิชย์ หารายได้เข้ากระเป๋าตนเอง ผมเองก็รับได้ แต่การตอบแบบนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุน
บางคนตั้งคำถามต่อเรื่องจดลิขสิทธิ์ฟอนต์ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเลี่ยงบาลีให้ปวดหัว ผมอยากให้ทำความเข้าใจเสียทีว่า ฟอนต์ก็เหมือนกันกับความคิดสร้างสรรค์อื่นๆที่ได้รับการคุ้มครองเบื้องต้นเมื่อกำเนิด (Birth Right) ซึ่งตรงนี้ผู้อื่นไม่สามารถละเมิดได้อยู่แล้ว ผมเองได้คุยกับคุณพัลลพหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับจุดยืนในเรื่องของการปกป้องงานและความคิดสร้างสรรค์ หลายคนเข้าใจว่าผมเข้าข้างพีเอสแอล ผมมักจะตอบว่าผมไม่ได้เข้าข้างพีเอสแอล ผมอยู่ข้างเดียวกับพีเอสแอลต่างหาก แต่เนื่องด้วยเราอยู่ในคนละตลาดกัน แน่นอนวิธีที่เราจัดการกับปัญหาก็ย่อมต่างกันไป พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกนี้ก็คือเรื่องจริยธรรมระดับพื้นๆ พูดกันก็เข้าใจ ทำไมต้องให้เอาเรื่องลิขสิทธิ์มาพูด
ก็เลยลามมาเรื่องราคาของสิทธิ์การใช้ เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากถามกันมาก ผมก็เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมที่ได้คำถามแนวนี้บ่อยๆ แต่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอยากตอบหรือถกประเด็น ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจกันว่า ที่เรียกกันติดปากว่าซื้อฟอนต์นั้น หมายความว่าซื้อสิทธิ์ในการครอบครองไฟล์ จึงหมายความว่ามีสิทธื์ในการใช้ไฟล์แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของงานออกแบบ ผมว่าคำอธิบายนี้ก็ค่อนข้างเคลียร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเพลงที่คุณไม่ได้ซื้อเพลงนั้นจริงๆ

ทีนี้กลับมาที่เรื่องราคาของการซื้อสิทธิ์ แต่ละค่ายก็มีนโยบายแตกต่างกันไป สิ่งที่ได้รับแนบมาในประโยคบอกเล่ามากที่สุดคือคำถามในลักษณะที่ว่าถ้าราคาถูกลงกว่านี้จะทำให้คนซื้อสิทธิ์ใช้อย่างถูกต้องมากขึ้น แต่ตลาดบ้านเราในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น ที่ผ่านมาตามประสบการณ์แล้วราคาถูกการละเมิดกลับยิ่งสูงเพราะฟอนต์ตกไปอยู่ในการครอบครองของนักออกแบบในวงกว้าง และไม่ได้รับความร่วมมือในการดูแลจากผู้ซื้อสิทธิ์ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ถ้าเลือกได้ไม่มีใครอยากไปตามเรื่องการละเมิดใช้หรอกครับ ค่าใช้จ่าย เวลา และความน่าเบื่อ เป็นเหตุผลหลักสำหรับคัดสรรดีมากเลยทีเดียว ที่ทุกวันนี้เราขายไลเซ้นท์ในแบบ ๑๐ อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือมากกว่าเท่านั้น เพื่อเป็นการลดจำนวนปัญหา ลดนะครับไม่ได้ทำให้หายไป
ท้ายสุด ผมเจอคำถามแบบนี้แล้วผมก็อ่อนใจ ทำให้เขาไปแล้ว รับเงินแล้ว จะมาหวงอะไร? เป็นการตัดกำลังใจอย่างมากในการทำงาน เสียดายพลังงานของตัวเองที่ต้องเอาสมองมาย่อยคำถามลักษณะนี้ ในขณะเดียวกันผู้ถามก็สู้เอาเวลาเอาความแรงแบบนี้ไปเรียนต่อ หรือทำอะไรให้เกิดประโยชน์เสียจะดีกว่า จริงอยู่ที่ไม่มีใครเสียชีวิตทันทีจากการละเมิดแต่ละครั้งครับ มันคงคล้ายๆกับการโดดเรียน ที่ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร จะมีก็แต่ทำให้ผู้กระทำเขลาลงก็เท่านั้น
ถูกต้องอยู่ครับที่งานออกแบบในลักษณะเพื่อองค์กรนั้นเป็นการขายขาด ในความเป็นจริงแล้วคำว่าขายขาดนั้นหมายถึง บริษัทหรือองค์กรนั้นๆเป็นเจ้าของไฟล์ฟอนต์อย่างถูกต้อง ซึ่งไม่เกี่ยวกันกับแบบร่างและไฟล์วาดเส้นเวคเตอร์และไฟล์ที่ใช้เจนเนอเรตฟอนต์ชุดนั้นๆ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นสิทธิ์ของผู้ออกแบบ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงต่อว่าจากทางองค์กร หรือแม้แต่จากทางผู้ออกแบบ ก็ควรจะฟังให้ได้ยิน แต่โดยปกติแล้วผู้ที่ละเมิดในลักษณะนี้เขาตั้งใจที่จะไม่ได้ยินอยู่แล้วครับ การต่อว่าจึงใช้การกระซิบบอกไม่ได้ ต้องตะโกนดังๆ
จริงอยู่ที่บริษัทหรือองค์กรนั้นๆจะนำไฟล์ฟอนต์ไปแจกจ่ายอย่างไรก็ได้ เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวในการป้องกันของผู้ว่าจ้างเอง ผู้ว่าจ้างจะทำซ้ำกี่ครั้งก็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทหรือองค์กรนั้นๆมีสิทธิ์ในการดัดแปลงเพื่อทำซ้ำ) สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือฟอนต์ที่ทำขึ้นเพื่อบริษัทหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งตกไปอยู่ในการใช้งานของบริษัทหรือองค์กรอื่น หากเกิดปัญหานี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันก็จะวนมาที่มีแต่คนรอจะใช้ แต่ไม่มีใครลงทุน ทุกอย่างก็จะถอยหลังเข้าคลองในแบบไทยๆอีกเช่นเคย
ขอบคุณสำหรับทุกคำถามและอีเมลล์ทักทายติชม ในรอบห้าถึงหกเดือนที่ผ่านมาครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อยในการรวบมาตอบ อันนี้ก็ต้องขออภัยจริงๆ การติเพื่อก่อ เป็นการต่อเพื่อให้ยาวขึ้น(ในทางบวก) ผมยังเชื่อแบบนั้น จึงยินดีอย่างยิ่งที่เวบล็อคนี้เดินหน้าเพื่อเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ท้ายนี้ผมไม่อยากให้เรามองกันว่าเรื่องอักขรศิลป์ไม่ใช่เรื่องเลขนศิลป์ ผมเคยใช้คำพูดว่า “เป็นคนละเรื่องกันแต่แยกออกจากกันไม่ได้” ฉะนั้นคำถามก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดวงอยู่แต่เรื่องไทป์ดีไซน์นะครับ
มีนาคม ๒๕๕๑
-----» กว่าครึ่งปีที่ผ่านมาผมได้รับอีเมลล์หลายต่อหลายฉบับจากผู้อ่านเว็บล็อค แต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย จึงไม่เคยได้ทยอยตอบเสียที ช่วงนี้พอจะหลวมๆหน่อยจึงได้โอกาสมานั่งดูคำถามต่างๆ จึงพบว่าสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆประมาณสามกลุ่มความสนใจ
กลุ่มแรกนั้นเป็นคำถามแนวแสดงความคิดเห็น เป็นเชิงประโยคบอกเล่าแต่แนบคำถามลงไปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นแนวคิดเชิงบวก กลุ่มถัดมาจะเป็นกลุ่มของคำถามล้วนๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปในแนวเรื่องของการควบคุมสิทธิ์มากกว่าปัญหาทางการออกแบบ กลุ่มสุดท้ายออกไปในแนวต่อว่าไปในทางลบ จะเน้นหนักทางการแสดงทัศนคติส่วนตัว กลุ่มนี้จะออกไปในแนวของเรื่องธุรกิจและตัวเลข แต่ทั้งสามกลุ่มคำถามนั้นมีสิ่งที่ร่วมกันคือการก่อให้เกิดการบริหารความคิดในเรื่องของอักขรศิลป์และธุรกิจเกี่ยวข้อง

การเกิดขึ้นของคำถามนั้นหมายถึงการเกิดขึ้นของปัญหาหรือความไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าเรามาทำความเข้าใจกันเพื่อขจัดเครื่องหมายคำถามที่มีอยู่ ผมจึงขออนุญาติตอบแบบรวบและรวมกันไปเลยนะครับจากกลุ่มคำถามที่กล่าวมา
ในรอบปีที่ผ่านมาการลักลอบใช้ฟอนต์กลับมาขยายวงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มของคอสตอม หลังจากที่ดูจะเริ่มเดินทางเข้ามาอยู่ในระเบียบและระบบที่ควรเป็น ผมได้พบว่าพัฒนาการในเรื่องนี้ไปติดอยู่ที่เอเจนซีและบริษัทออกแบบ (ที่ได้รับฟอนต์พิเศษเหล่านี้จากลูกค้าไปใช้ในงานที่ซับออก) เสียเอง เพราะบริษัทที่ละเมิดมักจะอ้างกลับมาว่ามอบหมายให้เอเจนซีทำงานออกแบบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาได้มอบหมายความไว้วางใจให้ไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นการตอบแบบปัดความรับผิดชอบก็ตาม แต่มันก็เป็นเหตุผลที่ดูจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงธนาคารใหญ่โตหลายแห่งก็อยู่ในวงโคจรของปัญหาลักษณะนี้ ทั้งๆมีความสามารถที่จะมีฟอนต์ของตัวเองเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่ง
เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่หน้าเสียใจและผิดหวังที่สุดก็คือ การที่คนทำงานออกแบบด้วยกันเอง เป็นคนส่วนใหญ่ที่ละเมิดสิทธิ์และลักลอบใช้ฟอนต์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เขาไม่สนใจ เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน มันก็ไม่ต่างจากการทำร้ายกันเอง การที่เรายิ่งเราทำละเลยกันแบบนี้ ในระยะยาวนั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อวงการการออกแบบเลย เพราะฟอนต์ใหม่ก็จะน้อยลง เนื่องจากไม่มีใครกล้าหรืออยากจะลงทุนเพื่อที่จะจ้างออกแบบขึ้นมาใหม่ ปัญหาก็จะกลับไปคล้ายกับสถานการณ์ฟอนต์ไทยเมื่อทศวรรษที่แล้วในช่วงก่อนพีเอสแอล ที่นักออกแบบเองไม่มีฟอนต์ใหม่ๆใช้ในงาน
ความไม่รู้ไม่มี ที่มีคือความไม่อยากจะรู้ ผมเองก็ไม่ใช่คนรู้ไปเสียทุกอย่าง แต่อย่างน้อยผมก็มีความจำเป็นที่ต้องรู้ในเรื่องที่ผมให้ความสนใจ ในที่นี้ก็คือฐานะนักออกแบบคนหนึ่ง ฟอนต์ใดก็ตามที่มาอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยการติดตั้งลงไปเองหรือใครอุตริใส่มาให้ก็ตาม นับว่าไม่ได้มาจากระบบปฎิบัติการของเครื่อง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นฟอนต์จากบุคคลที่สาม นั่นหมายความว่าต้องมีใครสักคนที่เป็นเจ้าของ การเป็นเจ้าของนั้นร้อยทั้งร้อยกินความไปถึงผู้ออกแบบ ฉะนั้นไม่ได้เป็นการยากเลยที่จะแยกแยะ การกล่าวอ้างว่าไม่รู้ว่าฟอนต์นี้มีลิขสิทธิ์ดูจะฟังไม่ขึ้นเลยถ้าอธิบายแบบนี้
หลายคนมักถามว่าจะพยายามไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นขึ้น แต่เป็นไปไม่ได้ ผมกลับมองว่าทางที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าใช้ ถ้าจะใช้ สืบให้แน่ใจก่อน ง่ายๆที่ทำได้เลยด้วยตนเองคือ ดูรายละเอียดของไฟล์ (Get Info) ก็จะเห็นว่าใครเป็นเจ้าของใครเป็นคนออกแบบ ผมเองเข้าใจว่าบางคนก็ชอบสะสมฟอนต์ ครั้นจะซื้อทุกฟอนต์ก็คงเป็นไปไม่ได้ การมีไว้ครอบครองแต่ไม่ได้ใช้งานเชิงพาณิชย์ หารายได้เข้ากระเป๋าตนเอง ผมเองก็รับได้ แต่การตอบแบบนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุน
บางคนตั้งคำถามต่อเรื่องจดลิขสิทธิ์ฟอนต์ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเลี่ยงบาลีให้ปวดหัว ผมอยากให้ทำความเข้าใจเสียทีว่า ฟอนต์ก็เหมือนกันกับความคิดสร้างสรรค์อื่นๆที่ได้รับการคุ้มครองเบื้องต้นเมื่อกำเนิด (Birth Right) ซึ่งตรงนี้ผู้อื่นไม่สามารถละเมิดได้อยู่แล้ว ผมเองได้คุยกับคุณพัลลพหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับจุดยืนในเรื่องของการปกป้องงานและความคิดสร้างสรรค์ หลายคนเข้าใจว่าผมเข้าข้างพีเอสแอล ผมมักจะตอบว่าผมไม่ได้เข้าข้างพีเอสแอล ผมอยู่ข้างเดียวกับพีเอสแอลต่างหาก แต่เนื่องด้วยเราอยู่ในคนละตลาดกัน แน่นอนวิธีที่เราจัดการกับปัญหาก็ย่อมต่างกันไป พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกนี้ก็คือเรื่องจริยธรรมระดับพื้นๆ พูดกันก็เข้าใจ ทำไมต้องให้เอาเรื่องลิขสิทธิ์มาพูด
ก็เลยลามมาเรื่องราคาของสิทธิ์การใช้ เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากถามกันมาก ผมก็เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมที่ได้คำถามแนวนี้บ่อยๆ แต่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอยากตอบหรือถกประเด็น ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจกันว่า ที่เรียกกันติดปากว่าซื้อฟอนต์นั้น หมายความว่าซื้อสิทธิ์ในการครอบครองไฟล์ จึงหมายความว่ามีสิทธื์ในการใช้ไฟล์แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของงานออกแบบ ผมว่าคำอธิบายนี้ก็ค่อนข้างเคลียร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเพลงที่คุณไม่ได้ซื้อเพลงนั้นจริงๆ
ทีนี้กลับมาที่เรื่องราคาของการซื้อสิทธิ์ แต่ละค่ายก็มีนโยบายแตกต่างกันไป สิ่งที่ได้รับแนบมาในประโยคบอกเล่ามากที่สุดคือคำถามในลักษณะที่ว่าถ้าราคาถูกลงกว่านี้จะทำให้คนซื้อสิทธิ์ใช้อย่างถูกต้องมากขึ้น แต่ตลาดบ้านเราในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น ที่ผ่านมาตามประสบการณ์แล้วราคาถูกการละเมิดกลับยิ่งสูงเพราะฟอนต์ตกไปอยู่ในการครอบครองของนักออกแบบในวงกว้าง และไม่ได้รับความร่วมมือในการดูแลจากผู้ซื้อสิทธิ์ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ถ้าเลือกได้ไม่มีใครอยากไปตามเรื่องการละเมิดใช้หรอกครับ ค่าใช้จ่าย เวลา และความน่าเบื่อ เป็นเหตุผลหลักสำหรับคัดสรรดีมากเลยทีเดียว ที่ทุกวันนี้เราขายไลเซ้นท์ในแบบ ๑๐ อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือมากกว่าเท่านั้น เพื่อเป็นการลดจำนวนปัญหา ลดนะครับไม่ได้ทำให้หายไป
ท้ายสุด ผมเจอคำถามแบบนี้แล้วผมก็อ่อนใจ ทำให้เขาไปแล้ว รับเงินแล้ว จะมาหวงอะไร? เป็นการตัดกำลังใจอย่างมากในการทำงาน เสียดายพลังงานของตัวเองที่ต้องเอาสมองมาย่อยคำถามลักษณะนี้ ในขณะเดียวกันผู้ถามก็สู้เอาเวลาเอาความแรงแบบนี้ไปเรียนต่อ หรือทำอะไรให้เกิดประโยชน์เสียจะดีกว่า จริงอยู่ที่ไม่มีใครเสียชีวิตทันทีจากการละเมิดแต่ละครั้งครับ มันคงคล้ายๆกับการโดดเรียน ที่ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร จะมีก็แต่ทำให้ผู้กระทำเขลาลงก็เท่านั้น
ถูกต้องอยู่ครับที่งานออกแบบในลักษณะเพื่อองค์กรนั้นเป็นการขายขาด ในความเป็นจริงแล้วคำว่าขายขาดนั้นหมายถึง บริษัทหรือองค์กรนั้นๆเป็นเจ้าของไฟล์ฟอนต์อย่างถูกต้อง ซึ่งไม่เกี่ยวกันกับแบบร่างและไฟล์วาดเส้นเวคเตอร์และไฟล์ที่ใช้เจนเนอเรตฟอนต์ชุดนั้นๆ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นสิทธิ์ของผู้ออกแบบ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงต่อว่าจากทางองค์กร หรือแม้แต่จากทางผู้ออกแบบ ก็ควรจะฟังให้ได้ยิน แต่โดยปกติแล้วผู้ที่ละเมิดในลักษณะนี้เขาตั้งใจที่จะไม่ได้ยินอยู่แล้วครับ การต่อว่าจึงใช้การกระซิบบอกไม่ได้ ต้องตะโกนดังๆ
จริงอยู่ที่บริษัทหรือองค์กรนั้นๆจะนำไฟล์ฟอนต์ไปแจกจ่ายอย่างไรก็ได้ เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวในการป้องกันของผู้ว่าจ้างเอง ผู้ว่าจ้างจะทำซ้ำกี่ครั้งก็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทหรือองค์กรนั้นๆมีสิทธิ์ในการดัดแปลงเพื่อทำซ้ำ) สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือฟอนต์ที่ทำขึ้นเพื่อบริษัทหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งตกไปอยู่ในการใช้งานของบริษัทหรือองค์กรอื่น หากเกิดปัญหานี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันก็จะวนมาที่มีแต่คนรอจะใช้ แต่ไม่มีใครลงทุน ทุกอย่างก็จะถอยหลังเข้าคลองในแบบไทยๆอีกเช่นเคย
ขอบคุณสำหรับทุกคำถามและอีเมลล์ทักทายติชม ในรอบห้าถึงหกเดือนที่ผ่านมาครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อยในการรวบมาตอบ อันนี้ก็ต้องขออภัยจริงๆ การติเพื่อก่อ เป็นการต่อเพื่อให้ยาวขึ้น(ในทางบวก) ผมยังเชื่อแบบนั้น จึงยินดีอย่างยิ่งที่เวบล็อคนี้เดินหน้าเพื่อเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ท้ายนี้ผมไม่อยากให้เรามองกันว่าเรื่องอักขรศิลป์ไม่ใช่เรื่องเลขนศิลป์ ผมเคยใช้คำพูดว่า “เป็นคนละเรื่องกันแต่แยกออกจากกันไม่ได้” ฉะนั้นคำถามก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดวงอยู่แต่เรื่องไทป์ดีไซน์นะครับ
Labels:
ปกิณกะ,
อนุทิน วงศ์สรรคกร
3/10/2008
จากบทความสู่โปสเตอร์
คัดสรรดีมาก และ พฤติกรรมการออกแบบ
มีนาคม ๒๕๕๑

-----» โปสเตอร์จากคัดสรรดีมากเพื่อการโปรโมทเวบล็อคอนุทิน.คอม ออกแบบโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร และ ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ โดยใช้แนวคิดจากการดึงไฮท์ไลท์บางส่วนจากเนื้อหาของบทความ ปฏิรูปการเรียนการสอนการออกแบบ(เถอะ…ได้โปรด) ที่เขียนขึ้นในปี ๒๕๔๒ ตีพิมพ์ครั้งแรกในการรวมเล่มของ Corporation 4d บันทึกบรรยาย ๑๐ บทความเลขนศิลป์ศึกษาเชิงไปรเวท พิมพ์สองสีหน้าหลังบนกระดาษปอนด์ แบบตัวอักษรภาษาไทยบนโปสเตอร์นี้ถูกออกแบบเพื่อ ร้านบุษบาอีทไทย ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อให้เข้ากับ AG Book Rounded โดยไทป์ไดเร็คเตอร์ของคัดสรรดีมาก เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช


แจกฟรีในจำนวนจำกัด สามารถแจ้งความต้องการโปสเตอร์นี้ได้สำหรับผู้อ่านเวบล็อค โปสเตอร์นี้จะถูกจัดส่งถึงท่านทางไปรษณีย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถแจ้งความจำนงได้ทางอีเมลล์นี้ กรุณาพิมพ์หัวเรื่องอีเมลล์ของท่านว่า “Essay Poster” โปสเตอร์มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ ๑๐๐ แผ่นเท่านั้น และจะดำเนินการจัดส่งในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๕๑
มีนาคม ๒๕๕๑

-----» โปสเตอร์จากคัดสรรดีมากเพื่อการโปรโมทเวบล็อคอนุทิน.คอม ออกแบบโดย อนุทิน วงศ์สรรคกร และ ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ โดยใช้แนวคิดจากการดึงไฮท์ไลท์บางส่วนจากเนื้อหาของบทความ ปฏิรูปการเรียนการสอนการออกแบบ(เถอะ…ได้โปรด) ที่เขียนขึ้นในปี ๒๕๔๒ ตีพิมพ์ครั้งแรกในการรวมเล่มของ Corporation 4d บันทึกบรรยาย ๑๐ บทความเลขนศิลป์ศึกษาเชิงไปรเวท พิมพ์สองสีหน้าหลังบนกระดาษปอนด์ แบบตัวอักษรภาษาไทยบนโปสเตอร์นี้ถูกออกแบบเพื่อ ร้านบุษบาอีทไทย ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อให้เข้ากับ AG Book Rounded โดยไทป์ไดเร็คเตอร์ของคัดสรรดีมาก เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช


แจกฟรีในจำนวนจำกัด สามารถแจ้งความต้องการโปสเตอร์นี้ได้สำหรับผู้อ่านเวบล็อค โปสเตอร์นี้จะถูกจัดส่งถึงท่านทางไปรษณีย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถแจ้งความจำนงได้ทางอีเมลล์นี้ กรุณาพิมพ์หัวเรื่องอีเมลล์ของท่านว่า “Essay Poster” โปสเตอร์มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ ๑๐๐ แผ่นเท่านั้น และจะดำเนินการจัดส่งในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๕๑
Labels:
คัดสรรดีมาก,
ปกิณกะ
12/25/2007
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๑
โปรโมชั่นโปสเตอร์แจกในช่วงปีใหม่
จาก กลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ

-----> ห่างหายจากการทำโปสเตอร์เพื่อโปรโมทฟอนต์ของบริษัทมาหลายปี มาปีนี้จึงอยากจะนำกิจกรรมดั่งเดิมของบริษัทกลับมาอีกครั้ง บวกกับเป็นช่วงสิ้นปี จึงขอรวบยอดเป็นการสวัสดีปีใหม่ไปด้วยในตัว
โปสเตอร์เพื่อโปรโมทคอเลคชั่นไลน์ใหม่ของกลุ่มพฤติกรรม และ คัดสรรดีมาก ที่ใช้ชื่อว่า ‘คัดสรรดีมาก พีไอ’ (หรือ ‘ไพ’ ก็แล้วแต่สะดวก) ซึ่งเป็นชื่อสากลที่ใช้เรียกพิคเจอร์ฟอนต์ โปสเตอร์ชิ้นนี้เป็นการรวมพิคเจอร์ฟอนต์ชุดแรกโดยทีมนักออกแบบของคัดสรรดีมาก ประกอบไปด้วยฟอนต์จากการออกแบบของ สุพิสา วัฒนะศันสนีย, พงศธร สมิตินันทน์ และ ปิยะพงษ์ มีแก้ว ภายใต้การควบคุมและคัดเลือกของ อนุทิน วงศ์สรรคกร, พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ รายละเอียดเกี่ยวกับคอเลคชั่นนี้สามารถหาอ่านได้จากบทความย้อนหลังของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
สำหรับบางท่านอาจได้รับโปสเตอร์นี้แล้วทางไปรษณีย์ ซึ่งได้มีการทยอยส่งออกไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคม หากระหว่างการดำเนินการจัดส่งมีเหตุให้เกิดตกหล่น รายนามลูกค้า หรือ ผู้ที่ดำเนินธุรกิจกับเราบางท่าน ก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ สวัสดีปีใหม่ จากกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ; คัดสรรดีมาก, สมรรถภาพ และ ไตรแซท

ในส่วนของผู้อ่านเวปล็อค หากห้องการได้โปสเตอร์นี้ส่งถึงท่านทางไปรษณีย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถแจ้งความจำนงได้ทางอีเมลล์นี้ กรุณาพิมพ์หัวเรื่องอีเมลล์ของท่านว่า “Cadson Demak Pi” โปสเตอร์มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ ๑๐๐ แผ่นเท่านั้น และจะดำเนินการจัดส่งในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๕๑
จาก กลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ

-----> ห่างหายจากการทำโปสเตอร์เพื่อโปรโมทฟอนต์ของบริษัทมาหลายปี มาปีนี้จึงอยากจะนำกิจกรรมดั่งเดิมของบริษัทกลับมาอีกครั้ง บวกกับเป็นช่วงสิ้นปี จึงขอรวบยอดเป็นการสวัสดีปีใหม่ไปด้วยในตัว
โปสเตอร์เพื่อโปรโมทคอเลคชั่นไลน์ใหม่ของกลุ่มพฤติกรรม และ คัดสรรดีมาก ที่ใช้ชื่อว่า ‘คัดสรรดีมาก พีไอ’ (หรือ ‘ไพ’ ก็แล้วแต่สะดวก) ซึ่งเป็นชื่อสากลที่ใช้เรียกพิคเจอร์ฟอนต์ โปสเตอร์ชิ้นนี้เป็นการรวมพิคเจอร์ฟอนต์ชุดแรกโดยทีมนักออกแบบของคัดสรรดีมาก ประกอบไปด้วยฟอนต์จากการออกแบบของ สุพิสา วัฒนะศันสนีย, พงศธร สมิตินันทน์ และ ปิยะพงษ์ มีแก้ว ภายใต้การควบคุมและคัดเลือกของ อนุทิน วงศ์สรรคกร, พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ รายละเอียดเกี่ยวกับคอเลคชั่นนี้สามารถหาอ่านได้จากบทความย้อนหลังของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
สำหรับบางท่านอาจได้รับโปสเตอร์นี้แล้วทางไปรษณีย์ ซึ่งได้มีการทยอยส่งออกไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคม หากระหว่างการดำเนินการจัดส่งมีเหตุให้เกิดตกหล่น รายนามลูกค้า หรือ ผู้ที่ดำเนินธุรกิจกับเราบางท่าน ก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ สวัสดีปีใหม่ จากกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ; คัดสรรดีมาก, สมรรถภาพ และ ไตรแซท

ในส่วนของผู้อ่านเวปล็อค หากห้องการได้โปสเตอร์นี้ส่งถึงท่านทางไปรษณีย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถแจ้งความจำนงได้ทางอีเมลล์นี้ กรุณาพิมพ์หัวเรื่องอีเมลล์ของท่านว่า “Cadson Demak Pi” โปสเตอร์มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ ๑๐๐ แผ่นเท่านั้น และจะดำเนินการจัดส่งในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๕๑
Labels:
คัดสรรดีมาก,
ปกิณกะ
10/18/2007
Talk after Talk : Helvetica Film in Bangkok
ภูมิ รัตตวิศิษฐ์
ตุลาคม ๒๕๕๐
Helvetica Film in Bangkok and post-screening discussion with Stefan Sagmeister, Anuthin Wongsunkakon and Pracha Suveeranont. SF Cinema Central World 13 October 2007. Organized by art4d as a part of Bangkok Design Festival 2007.

-----> It is almost unnecessary to talk about Helvetica after an 80 min. screening of the film since pretty much every aspect of the type face has been covered. Nevertheless, a fine meal is always followed by a dessert.
When one speaks of Helvetica, one speaks of neutrality. It defines a well-designed sans-serif that had been stripped down to the bone and one could go as far as considering it the most 'naked' typeface. Moreover, it is extremely versatile. Take Helvetica World for example, because of its neutrality, it made it possible to base almost every written language, even Arabic, on this typeface.
Of course, one typeface can not rule it all. Helvetica does not serve well in every design project. If, however, designers can only choose a single typeface, Helvetica would obviously be one of the more popular choices. This only illustrates how people react to the typeface and confirms its neutrality and versatility.

Not everyone look at Helvetica from the same perspective and this mostly depends on where and when one was first introduced to it. People in the post-digital era would probably see Helvetica like any other ordinary typefaces since most computer come installed with this font. With such immediate access, it is not surprising that many would take it for granted. On the other hand, looking at Helvetica from an academic point of view, one would learn to appreciate (or possibly hate) its history and eventually the type itself.
Certainly, Helvetica is not the only ‘classic’ typeface out there. Many typefaces in the past still shine even today. When asked whether there would be a typeface that would fall into the 'classics' in the same category as helvetica, Anuthin Wongsunkakon believed there would, however, such typeface would have to deliver the message quickly efficiently, and modestly.
“The storyline is very Helveitca as well as the soundtrack,” Anuthin Wongsunkakon commented on the film. Even though the “soundtrack” part was a bit unexpected and was intended to be a comic relief, he seriously meant it. “If Helvetica - The Movie is like a straight shot of tequila, we would have the right to loosen up a bit and talk about something odd like the soundtrack.”

Some foreign audience commented that the discussion was a car-wreck and the content was somewhat pointless. We should, however, take into account that this particular discussion is held in Thailand; therefore, talking about Helvetica in Thai context is rather typical. “By the way, we were generous enough to conduct it in English instead of Thai,” added Anuthin.
Unluckily, the movie does not have Thai subtitle. It could certainly give a better understanding and appreciation to the Thai audience. Thai people, including some professional designers, are usually ignorant of typography. The screening of Helvetica - The Movie in Thailand can be considered a milestone in its field and even though Helvetica is not a Thai typeface, it has a universal aesthetic and would continue to inspired countless designers.
Text: Poom Rattavisit
Special thanks to Piyapong Bhumichitra and Wee Viraporn for the photos.
ตุลาคม ๒๕๕๐
Helvetica Film in Bangkok and post-screening discussion with Stefan Sagmeister, Anuthin Wongsunkakon and Pracha Suveeranont. SF Cinema Central World 13 October 2007. Organized by art4d as a part of Bangkok Design Festival 2007.

-----> It is almost unnecessary to talk about Helvetica after an 80 min. screening of the film since pretty much every aspect of the type face has been covered. Nevertheless, a fine meal is always followed by a dessert.
When one speaks of Helvetica, one speaks of neutrality. It defines a well-designed sans-serif that had been stripped down to the bone and one could go as far as considering it the most 'naked' typeface. Moreover, it is extremely versatile. Take Helvetica World for example, because of its neutrality, it made it possible to base almost every written language, even Arabic, on this typeface.
Of course, one typeface can not rule it all. Helvetica does not serve well in every design project. If, however, designers can only choose a single typeface, Helvetica would obviously be one of the more popular choices. This only illustrates how people react to the typeface and confirms its neutrality and versatility.

Not everyone look at Helvetica from the same perspective and this mostly depends on where and when one was first introduced to it. People in the post-digital era would probably see Helvetica like any other ordinary typefaces since most computer come installed with this font. With such immediate access, it is not surprising that many would take it for granted. On the other hand, looking at Helvetica from an academic point of view, one would learn to appreciate (or possibly hate) its history and eventually the type itself.
Certainly, Helvetica is not the only ‘classic’ typeface out there. Many typefaces in the past still shine even today. When asked whether there would be a typeface that would fall into the 'classics' in the same category as helvetica, Anuthin Wongsunkakon believed there would, however, such typeface would have to deliver the message quickly efficiently, and modestly.
“The storyline is very Helveitca as well as the soundtrack,” Anuthin Wongsunkakon commented on the film. Even though the “soundtrack” part was a bit unexpected and was intended to be a comic relief, he seriously meant it. “If Helvetica - The Movie is like a straight shot of tequila, we would have the right to loosen up a bit and talk about something odd like the soundtrack.”

Some foreign audience commented that the discussion was a car-wreck and the content was somewhat pointless. We should, however, take into account that this particular discussion is held in Thailand; therefore, talking about Helvetica in Thai context is rather typical. “By the way, we were generous enough to conduct it in English instead of Thai,” added Anuthin.
Unluckily, the movie does not have Thai subtitle. It could certainly give a better understanding and appreciation to the Thai audience. Thai people, including some professional designers, are usually ignorant of typography. The screening of Helvetica - The Movie in Thailand can be considered a milestone in its field and even though Helvetica is not a Thai typeface, it has a universal aesthetic and would continue to inspired countless designers.
Text: Poom Rattavisit
Special thanks to Piyapong Bhumichitra and Wee Viraporn for the photos.
Labels:
English Article,
ปกิณกะ,
ภูมิ รัตตวิศิษฐ์,
อักขรศิลป์
9/10/2007
ตัวอักษรเปล่งเสียง
สุพิสา วัฒนะศันสนีย
กันยายน ๒๕๕๐
-----» ดนตรีประกอบตัวอักษร, ตัวอักษรประกอบดนตรี หรือการประกอบซึ่งกันและกันเพื่อให้ผลที่ได้ออกมามีรสชาติที่น่าลิ้มลอง ดนตรีที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางหู และตัวอักษรที่เรารับรู้จากทางตา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาพลักษณ์ที่เราเห็นหรือรับรู้จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดสิ่งใหม่ และสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราสามารถรับรู้กลิ่นอายของสิ่งเดิมหรือเข้าใจภาพของสิ่งเดิมชัดเจนยิ่งขึ้น

ใครจะคิดว่าจุดเชื่อมต่อระหว่างตัวอักษรและดนตรีจะกลายเป็นจุดเดียวกันได้โดยมีส่วนคาบเกี่ยวเล็กๆ จากที่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองจากทั้ง ๒ ฝ่าย ระหว่างด้านการออกแบบตัวอักษรในมุมมองของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และด้านดนตรีจากมุมมองของ สุดกมล เอกกุล (อดีตสมาชิกวงเคหสถาน) แห่ง โพล่าแฟคเทอรี่
แน่นอนว่าระบบการทำงานในมุมมองของนักออกแบบและด้านดนตรีย่อมแตกต่างกันถ้าจะให้เปรียบก็คงเป็นเหมือนให้นักฟุตบอลมาเล่นบาส หรือ เอาเชฟอาหารฝรั่งมาทำอาหารไทย สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่ในเรื่องส่วนผสมของการทำ แต่เป็นเรื่องวิธีการและระบบของการทำงาน
เมื่ออนุทินได้เข้าไปมีความคิดเห็นกับการทำงานในด้านดนตรี จึงมีความคิดเห็นจากมุมมองของนักออกแบบเลขนศิลป์เกืดขึ้น ต่อดนตรีที่สร้างจากนักดนตรีนักแต่งเพลงที่มีภูมิหลังของการเป็นสถาปนิกอย่างสุดกมล

ดนตรีกับการออกแบบสามารถผสมผสานกันได้ แต่จะเป็นส่วนใดที่สร้าง ๒ สิ่งนี้ให้เชื่อมโยงต่อกันอย่างเหนียวแน่น ดนตรีเกิดขึ้นมาจากเสียงหลายเสียงของเครื่องดนตรีหลากชนิดมาประกอบรวมกัน เช่นเดียวกับการออกแบบที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์ประกอบต่างๆ แต่ละชิ้นส่วนแบ่งออกเป็นเลเยอร์ ธรรมดาที่อนุทินจึงมองเรื่องดนตรีโดยใช้ระนาบจากประสบการณ์การออกแบบเลขนศิลป์เป็นบรรทัดฐาน จึงเกิดเงื่อนไขของดนตรีให้มีเลเยอร์สัมพันธ์กับเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ การออกแบบดนตรีให้มีวิธีการเดียวกับการออกแบบเลขนศิลป์และอักขรศิลป์จึงเกิดขึ้น
ขณะที่เดโม่เพลงเป็นส่วนๆที่สุดกมลทดลองและจำลองขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากตัวอักษรของอนุทิน สามารถสะท้อนการแสดงออกของตัวอักษรที่เรามักรับรู้แบบรูปธรรม ให้เห็นในด้านนามธรรมชัดเจนขึ้นโดยผ่านการสื่อสารทางเสียง เป็นการยากที่จะอธิบายให้เข้าใจว่าเสียงหน่ึงเสียงสามารถบรรยายลักษณะทางกายภาพของฟอนต์ได้อย่างไร แต่ดนตรีจำลองที่สุดกมลออกแบบมาจากการรวมของเสียงที่หลากหลาย ทำให้เกิดภาพรวมและความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันถึงบุคคลิก และภาพรวมทั้งหมดของแบบตัวอักษรได้อย่างน่าประหลาดใจ

คงไม่ต่างจากที่เรารู้จักคนจากการเห็นหน้าตาแต่ไม่ได้เกิด‘บทสนทนาส่วนตัว’ ที่นอกเหนือจากเรื่องที่แบบตัวอักษรนั้นพยายามบอกโดยผ่านการสะกดและสุนทรียะทางอักษรศาสตร์ เมื่อผ่านการพูดคุยแบบส่วนตัวแล้ว ก็น่าจะทำให้เราเห็นบุคลิกของบุคคลนั้นชัดเจนขึ้น
คงต้องรอเวลากันสักหน่อยเพราะโปรเจคนี้เป็นการร่วมงานเชิงทดลองแบบรายสะดวก และไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเชิงพาณิชย์ หากโชคดีปีใหม่ที่จะถึงนี้นี้บรรดาเพื่อนฝูงและลูกค้าของ พฤติกรรมการออกแบบ / คัดสรรดีมาก อาจจะได้รับการ์ดปีใหม่เป็นเพลงไปพร้อมกับฟอนต์ที่เข้าชุดกัน
กันยายน ๒๕๕๐
-----» ดนตรีประกอบตัวอักษร, ตัวอักษรประกอบดนตรี หรือการประกอบซึ่งกันและกันเพื่อให้ผลที่ได้ออกมามีรสชาติที่น่าลิ้มลอง ดนตรีที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางหู และตัวอักษรที่เรารับรู้จากทางตา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาพลักษณ์ที่เราเห็นหรือรับรู้จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดสิ่งใหม่ และสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราสามารถรับรู้กลิ่นอายของสิ่งเดิมหรือเข้าใจภาพของสิ่งเดิมชัดเจนยิ่งขึ้น
ใครจะคิดว่าจุดเชื่อมต่อระหว่างตัวอักษรและดนตรีจะกลายเป็นจุดเดียวกันได้โดยมีส่วนคาบเกี่ยวเล็กๆ จากที่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองจากทั้ง ๒ ฝ่าย ระหว่างด้านการออกแบบตัวอักษรในมุมมองของ อนุทิน วงศ์สรรคกร และด้านดนตรีจากมุมมองของ สุดกมล เอกกุล (อดีตสมาชิกวงเคหสถาน) แห่ง โพล่าแฟคเทอรี่
แน่นอนว่าระบบการทำงานในมุมมองของนักออกแบบและด้านดนตรีย่อมแตกต่างกันถ้าจะให้เปรียบก็คงเป็นเหมือนให้นักฟุตบอลมาเล่นบาส หรือ เอาเชฟอาหารฝรั่งมาทำอาหารไทย สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่ในเรื่องส่วนผสมของการทำ แต่เป็นเรื่องวิธีการและระบบของการทำงาน
เมื่ออนุทินได้เข้าไปมีความคิดเห็นกับการทำงานในด้านดนตรี จึงมีความคิดเห็นจากมุมมองของนักออกแบบเลขนศิลป์เกืดขึ้น ต่อดนตรีที่สร้างจากนักดนตรีนักแต่งเพลงที่มีภูมิหลังของการเป็นสถาปนิกอย่างสุดกมล

ดนตรีกับการออกแบบสามารถผสมผสานกันได้ แต่จะเป็นส่วนใดที่สร้าง ๒ สิ่งนี้ให้เชื่อมโยงต่อกันอย่างเหนียวแน่น ดนตรีเกิดขึ้นมาจากเสียงหลายเสียงของเครื่องดนตรีหลากชนิดมาประกอบรวมกัน เช่นเดียวกับการออกแบบที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์ประกอบต่างๆ แต่ละชิ้นส่วนแบ่งออกเป็นเลเยอร์ ธรรมดาที่อนุทินจึงมองเรื่องดนตรีโดยใช้ระนาบจากประสบการณ์การออกแบบเลขนศิลป์เป็นบรรทัดฐาน จึงเกิดเงื่อนไขของดนตรีให้มีเลเยอร์สัมพันธ์กับเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ การออกแบบดนตรีให้มีวิธีการเดียวกับการออกแบบเลขนศิลป์และอักขรศิลป์จึงเกิดขึ้น
ขณะที่เดโม่เพลงเป็นส่วนๆที่สุดกมลทดลองและจำลองขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากตัวอักษรของอนุทิน สามารถสะท้อนการแสดงออกของตัวอักษรที่เรามักรับรู้แบบรูปธรรม ให้เห็นในด้านนามธรรมชัดเจนขึ้นโดยผ่านการสื่อสารทางเสียง เป็นการยากที่จะอธิบายให้เข้าใจว่าเสียงหน่ึงเสียงสามารถบรรยายลักษณะทางกายภาพของฟอนต์ได้อย่างไร แต่ดนตรีจำลองที่สุดกมลออกแบบมาจากการรวมของเสียงที่หลากหลาย ทำให้เกิดภาพรวมและความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันถึงบุคคลิก และภาพรวมทั้งหมดของแบบตัวอักษรได้อย่างน่าประหลาดใจ
คงไม่ต่างจากที่เรารู้จักคนจากการเห็นหน้าตาแต่ไม่ได้เกิด‘บทสนทนาส่วนตัว’ ที่นอกเหนือจากเรื่องที่แบบตัวอักษรนั้นพยายามบอกโดยผ่านการสะกดและสุนทรียะทางอักษรศาสตร์ เมื่อผ่านการพูดคุยแบบส่วนตัวแล้ว ก็น่าจะทำให้เราเห็นบุคลิกของบุคคลนั้นชัดเจนขึ้น
คงต้องรอเวลากันสักหน่อยเพราะโปรเจคนี้เป็นการร่วมงานเชิงทดลองแบบรายสะดวก และไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเชิงพาณิชย์ หากโชคดีปีใหม่ที่จะถึงนี้นี้บรรดาเพื่อนฝูงและลูกค้าของ พฤติกรรมการออกแบบ / คัดสรรดีมาก อาจจะได้รับการ์ดปีใหม่เป็นเพลงไปพร้อมกับฟอนต์ที่เข้าชุดกัน
Labels:
ปกิณกะ,
วิดิทัศน์,
สุพิสา วัฒนะศันสนีย,
อักขรศิลป์
8/22/2007
คัดสรรดีมาก Pi
นิรุติ กรุสวนสมบัติ
สิงหาคม ๒๕๕๐

-----> พฤติกรรมการออกแบบเป็นที่รู้จักเกี่ยวกับการออกแบบและผลิตฟอนต์มาช้านาน ล่าสุดทางกลุ่มนำเสนอคอเลคชั่นใหม่ ฟอนต์รูปภาพ (Pi หรือ Picture Fonts) เพื่อตอบสนองกับงานกราฟฟิกดีไซน์ในปัจจุบัน ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการออกแบบ ประเดิมด้วย ๔ ฟอนต์จาก ๓ นักออกแบบหน้าใหม่ ภายใต้โจทย์ทางการออกแบบ และการคัดเลือกของ อนุทิน วงศ์สรรคกร, พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ คัดสรรดีมาก (Cadson Demak)

พงศธร สมิตินันทน์ นำเสนอฟอนต์ ๒ ชุด GunSmith ฟอนต์รูปภาพประกอบ สไตล์เวคเตอร์ตามสมัยนิยม ด้วยแรงบันดาลใจจากสถานะการณ์โลกและปัญหาความรุนแรง นำรูปแบบมาจากปืนแบบต่างๆ และอุปกรณ์ทางการทหาร รวมทั้งแอคชั่นต่างๆของทหาร ลายเส้นของปืนยุคใหม่ที่ดูแข็งกระด้างแต่ยังมีมุมที่ดูโค้งมนอยู่ในตัว เหมาะสำหรับงานแนว สตรีทอาร์ท ป๊อบอาร์ท หรือแม้แต่ กราฟิฟตี้ และ RoadShow ฟอนต์รูปภาพที่เกิดขึ้นจากความหลงใหลในรูปฟอร์มของป้ายจราจร ป้ายทางหลวงของประเทศต่างๆ จากการค้นหาและเก็บรวบรวมทำให้เขาค้นพบว่าป้ายเหล่านี้มีความสวยงานและเสน่ห์อยู่ในตัว ทุกป้ายเป็นป้ายเปล่าพร้อมที่จะให้นักออกแบบนำไปใช้โดยเลือกใส่ข้อความด้วยตนเอง

LostFormat ชื่อของฟอนต์ที่ตั้งตามเนื้อหาและประเด็นหลักของเทคโนโลยีและรูปแบบที่เลือนหายไป ปิยะพงษ์ มีแก้ว เลือกรูปทรงที่ยังคงความคลาสสิกอยู่ในตัว ออกแบบขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่มีต่ออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อีเล็คโทรนิค ที่อาจจะกลายเป็นขยะเทคโนโลยีสำหรับบางคน หลายต่อหลายชิ้นที่เลือกมาทำเป็นฟอนต์รูปภาพ ในปัจจุบันอาจยังมีให้พบเห็นได้ แต่บ้างก็อาจไม่เป็นที่นิยมแล้ว

การดัดเส้นเวคเตอร์ หมุน พลิกกลับ ที่ดูเหมือนง่าย แต่เมื่อทดลองทำจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด สุพิสา วัฒนะศันสนีย ทดลองกับรูปทรงแบบต่างๆจากแบบร่างกว่า ๒๐๐ แบบเพื่อคัดออกให้ได้งานสำเร็จ ๙๐ รูป ออกมาเป็น SunBurst ฟอนต์รูปภาพแนว motif ornament ที่ดูร่วมสมัย สามารถใช้งานได้หลายสถานะทั้งแบบเดี่ยว หรือนำมารวมกันให้เกิดรูปแบบใหม่ นำไปประยุกต์ใช้เป็นลายวอลเปเปอร์ แม้กระทั้งลายกระดาษห่อของขวัญก็ยังได้
ทั้ง ๔ ฟอนต์มีรูปแบบเฉพาะตัวตามสไตล์ของนักออกแบบแต่ละคน นำไปใช้ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพประกอบ หรือการนำไปใช้เพื่อการตกแต่ง มีให้เลือกในแบบโอเพ้นไทป์ที่สามารถใช้ได้ทั้งระบบ Mac และ PC สนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คัดสรรดีมาก สำหรับภายในประเทศ หรือเลือกซื้อออนไลน์ได้จาก T26 ตัวแทนจำหน่าย Pi คอเลคชั่นของแบรนด์ คัดสรรดีมาก
สิงหาคม ๒๕๕๐

-----> พฤติกรรมการออกแบบเป็นที่รู้จักเกี่ยวกับการออกแบบและผลิตฟอนต์มาช้านาน ล่าสุดทางกลุ่มนำเสนอคอเลคชั่นใหม่ ฟอนต์รูปภาพ (Pi หรือ Picture Fonts) เพื่อตอบสนองกับงานกราฟฟิกดีไซน์ในปัจจุบัน ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการออกแบบ ประเดิมด้วย ๔ ฟอนต์จาก ๓ นักออกแบบหน้าใหม่ ภายใต้โจทย์ทางการออกแบบ และการคัดเลือกของ อนุทิน วงศ์สรรคกร, พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ คัดสรรดีมาก (Cadson Demak)

พงศธร สมิตินันทน์ นำเสนอฟอนต์ ๒ ชุด GunSmith ฟอนต์รูปภาพประกอบ สไตล์เวคเตอร์ตามสมัยนิยม ด้วยแรงบันดาลใจจากสถานะการณ์โลกและปัญหาความรุนแรง นำรูปแบบมาจากปืนแบบต่างๆ และอุปกรณ์ทางการทหาร รวมทั้งแอคชั่นต่างๆของทหาร ลายเส้นของปืนยุคใหม่ที่ดูแข็งกระด้างแต่ยังมีมุมที่ดูโค้งมนอยู่ในตัว เหมาะสำหรับงานแนว สตรีทอาร์ท ป๊อบอาร์ท หรือแม้แต่ กราฟิฟตี้ และ RoadShow ฟอนต์รูปภาพที่เกิดขึ้นจากความหลงใหลในรูปฟอร์มของป้ายจราจร ป้ายทางหลวงของประเทศต่างๆ จากการค้นหาและเก็บรวบรวมทำให้เขาค้นพบว่าป้ายเหล่านี้มีความสวยงานและเสน่ห์อยู่ในตัว ทุกป้ายเป็นป้ายเปล่าพร้อมที่จะให้นักออกแบบนำไปใช้โดยเลือกใส่ข้อความด้วยตนเอง

LostFormat ชื่อของฟอนต์ที่ตั้งตามเนื้อหาและประเด็นหลักของเทคโนโลยีและรูปแบบที่เลือนหายไป ปิยะพงษ์ มีแก้ว เลือกรูปทรงที่ยังคงความคลาสสิกอยู่ในตัว ออกแบบขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่มีต่ออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อีเล็คโทรนิค ที่อาจจะกลายเป็นขยะเทคโนโลยีสำหรับบางคน หลายต่อหลายชิ้นที่เลือกมาทำเป็นฟอนต์รูปภาพ ในปัจจุบันอาจยังมีให้พบเห็นได้ แต่บ้างก็อาจไม่เป็นที่นิยมแล้ว

การดัดเส้นเวคเตอร์ หมุน พลิกกลับ ที่ดูเหมือนง่าย แต่เมื่อทดลองทำจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด สุพิสา วัฒนะศันสนีย ทดลองกับรูปทรงแบบต่างๆจากแบบร่างกว่า ๒๐๐ แบบเพื่อคัดออกให้ได้งานสำเร็จ ๙๐ รูป ออกมาเป็น SunBurst ฟอนต์รูปภาพแนว motif ornament ที่ดูร่วมสมัย สามารถใช้งานได้หลายสถานะทั้งแบบเดี่ยว หรือนำมารวมกันให้เกิดรูปแบบใหม่ นำไปประยุกต์ใช้เป็นลายวอลเปเปอร์ แม้กระทั้งลายกระดาษห่อของขวัญก็ยังได้
ทั้ง ๔ ฟอนต์มีรูปแบบเฉพาะตัวตามสไตล์ของนักออกแบบแต่ละคน นำไปใช้ได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพประกอบ หรือการนำไปใช้เพื่อการตกแต่ง มีให้เลือกในแบบโอเพ้นไทป์ที่สามารถใช้ได้ทั้งระบบ Mac และ PC สนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คัดสรรดีมาก สำหรับภายในประเทศ หรือเลือกซื้อออนไลน์ได้จาก T26 ตัวแทนจำหน่าย Pi คอเลคชั่นของแบรนด์ คัดสรรดีมาก
Labels:
นิรุติ กรุสวนสมบัติ,
ปกิณกะ
7/18/2007
นิตยสาร บิวดิ้งเลตเตอร์
คัดสรรดีมาก
กรกฏาคม ๒๕๕๐

-----> นิตยสาร บิวดิ้งเลตเตอร์ นิตยสารเพื่อการกุศลเฉพาะกิจเกี่ยวกับการออกแบบเลขนศิลป์ และ อักขรศิลป์ ก่อตั้งและจัดทำในปี ๒๐๐๓ โดย จิม ริชาร์ดสัน (อังกฤษ) และ แม็กซ์ คริสมานน์ (เนเธอร์แลนด์) เพื่อหารายได้สมทบทุนโครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในแอฟริกา
ฉบับล่าสุดคือฉบับที่ ๓ ซึ่งเป้าหมายของฉบับนี้คือโปรเจคเพื่อหารายได้บริจาคให้ผู้ประสบภัยจากซึนามิ บิวดิ้งเลตเตอร์ เล่มที่ ๓ ถูกออกแบบโดย เดวิท บาลเซก แห่งบริษัทดีไซน์นิก ประเทศสาธารณะรัฐเชค ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายไปเมื่อไม่นานนี้ในงาน ไทป์โปเบอร์ลิน ๒๐๐๖ ประเทศเยอร์มันนี

ภายในฉบับ แม็กซ์ คริสมานน์ พูดคุยกับ อเนก นาวิกมูล นักสะสมสิ่งพิมพ์ และเจ้าของหนังสือเล่มดัง A Century of Thai Graphic Design และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการออกแบบและความเป็นไทยกับ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ ในหัวข้อ The Past and future of Thai Graphic Design ซึ่งหากสนใจสามารถค้นหาอ่านเนื้อความภาษาอังกฤษได้จากบล็อคนี้เช่นกัน

นิตยสาร บิวดิ้งเลตเตอร์ วางจำหน่ายทั่วไปแล้ว สามารถสั่งซื้อได้ทางอินเทอร์เนตในราคา ๓๕ ยูโร จัดส่งฟรีทั่วโลก นิตยสารมาพร้อมกับซีดีบรรจุฟรีฟอนต์จำนวน ๒๕ ฟอนต์ จากนักออกแบบตัวอักษรชื่อดังหลายต่อหลายคน รวมถึงฟอนต์ในโปรเจคพิเศษ Fleurons Of Hope ที่นักออกแบบตัวอักษรทั่วโลกช่วยกันออกแบบฟอนต์รูปภาพบริจาคคนละหนึ่งคีย์มารวมกันเป็นฟอนต์การกุศล รายได้ทั้งหมดสมทบทุนมูลนิธิ Direct Relief International เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยภัยจากซึนามิในประเทศไทยของเรา และ ศรีลังกา
กรกฏาคม ๒๕๕๐

-----> นิตยสาร บิวดิ้งเลตเตอร์ นิตยสารเพื่อการกุศลเฉพาะกิจเกี่ยวกับการออกแบบเลขนศิลป์ และ อักขรศิลป์ ก่อตั้งและจัดทำในปี ๒๐๐๓ โดย จิม ริชาร์ดสัน (อังกฤษ) และ แม็กซ์ คริสมานน์ (เนเธอร์แลนด์) เพื่อหารายได้สมทบทุนโครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในแอฟริกา
ฉบับล่าสุดคือฉบับที่ ๓ ซึ่งเป้าหมายของฉบับนี้คือโปรเจคเพื่อหารายได้บริจาคให้ผู้ประสบภัยจากซึนามิ บิวดิ้งเลตเตอร์ เล่มที่ ๓ ถูกออกแบบโดย เดวิท บาลเซก แห่งบริษัทดีไซน์นิก ประเทศสาธารณะรัฐเชค ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายไปเมื่อไม่นานนี้ในงาน ไทป์โปเบอร์ลิน ๒๐๐๖ ประเทศเยอร์มันนี

ภายในฉบับ แม็กซ์ คริสมานน์ พูดคุยกับ อเนก นาวิกมูล นักสะสมสิ่งพิมพ์ และเจ้าของหนังสือเล่มดัง A Century of Thai Graphic Design และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการออกแบบและความเป็นไทยกับ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ นิรุติ กรุสวนสมบัติ ในหัวข้อ The Past and future of Thai Graphic Design ซึ่งหากสนใจสามารถค้นหาอ่านเนื้อความภาษาอังกฤษได้จากบล็อคนี้เช่นกัน

นิตยสาร บิวดิ้งเลตเตอร์ วางจำหน่ายทั่วไปแล้ว สามารถสั่งซื้อได้ทางอินเทอร์เนตในราคา ๓๕ ยูโร จัดส่งฟรีทั่วโลก นิตยสารมาพร้อมกับซีดีบรรจุฟรีฟอนต์จำนวน ๒๕ ฟอนต์ จากนักออกแบบตัวอักษรชื่อดังหลายต่อหลายคน รวมถึงฟอนต์ในโปรเจคพิเศษ Fleurons Of Hope ที่นักออกแบบตัวอักษรทั่วโลกช่วยกันออกแบบฟอนต์รูปภาพบริจาคคนละหนึ่งคีย์มารวมกันเป็นฟอนต์การกุศล รายได้ทั้งหมดสมทบทุนมูลนิธิ Direct Relief International เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยภัยจากซึนามิในประเทศไทยของเรา และ ศรีลังกา
Labels:
Building Letter,
คัดสรรดีมาก,
ปกิณกะ
12/30/2006
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๐
การ์ดออวยพรปีใหม่ ๒๕๕๐
จาก กลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ

----->ปีนี้เป็นปีแรกที่เราจัดทำการ์ดปีใหม่อย่างเป็นทางการ เพราะที่ผ่านมาในปีก่อนๆ เรามักจะใช้อีเมลล์เพื่อกิจนี้ ซึ่งเป็นการประหยัดต้นทุน และตามยุคสมัยนิยม เป็นไปตามนโยบายของบริษัท ตั้งแต่เมื่อมีการเลิกพิมพ์แคตตาล็อคฟอนต์ และตัดงบประมาณสำหรับ โปสเตอร์ และสื่อโปรโมทอื่นๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ แต่อย่างไรก็ตามการ์ดปีใหม่ที่จับต้องได้นั้น มันให้ความประทับใจกว่ากันเยอะ เราทุกคนที่ พฤติกรรมการออกแบบ ก็ทราบดี ปีนี้เราจึงส่งความสุขปีใหม่แบบ ‘โอลด์แฟชั่น’ ด้วยการ์ดปีใหม่ เซ็นอวยพรโดยทีมงานทุกคน จาก คัดสรรดีมาก สมรรถภาพ และ ไตรแซท หากการจัดส่งขาดตกรายนามลูกค้า หรือ ผู้ที่ดำเนินธุรกิจกับเราบางท่าน ก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ สวัสดีปีใหม่
นิรุติ กรุสวนสมบัติ - อนุทิน วงศ์สรรคกร - พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ - นรพล ยุกตะนันทน์ - ศิวะ ศิริฤทธิชัย - เดโช พิทักษ์เจริญ - ปุณยวีร์ รุจิปูริตานันท์ - พิชญ์ นาคะพันธ์ุ
จาก กลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ

----->ปีนี้เป็นปีแรกที่เราจัดทำการ์ดปีใหม่อย่างเป็นทางการ เพราะที่ผ่านมาในปีก่อนๆ เรามักจะใช้อีเมลล์เพื่อกิจนี้ ซึ่งเป็นการประหยัดต้นทุน และตามยุคสมัยนิยม เป็นไปตามนโยบายของบริษัท ตั้งแต่เมื่อมีการเลิกพิมพ์แคตตาล็อคฟอนต์ และตัดงบประมาณสำหรับ โปสเตอร์ และสื่อโปรโมทอื่นๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ แต่อย่างไรก็ตามการ์ดปีใหม่ที่จับต้องได้นั้น มันให้ความประทับใจกว่ากันเยอะ เราทุกคนที่ พฤติกรรมการออกแบบ ก็ทราบดี ปีนี้เราจึงส่งความสุขปีใหม่แบบ ‘โอลด์แฟชั่น’ ด้วยการ์ดปีใหม่ เซ็นอวยพรโดยทีมงานทุกคน จาก คัดสรรดีมาก สมรรถภาพ และ ไตรแซท หากการจัดส่งขาดตกรายนามลูกค้า หรือ ผู้ที่ดำเนินธุรกิจกับเราบางท่าน ก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยครับ สวัสดีปีใหม่
นิรุติ กรุสวนสมบัติ - อนุทิน วงศ์สรรคกร - พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ - นรพล ยุกตะนันทน์ - ศิวะ ศิริฤทธิชัย - เดโช พิทักษ์เจริญ - ปุณยวีร์ รุจิปูริตานันท์ - พิชญ์ นาคะพันธ์ุ
Labels:
คัดสรรดีมาก,
ปกิณกะ
8/30/2002
‘ขด’ กับ โมบายไลฟ์
คัดสรรดีมาก
สิงหาคม ๒๕๔๕
ฟอนต์ ‘ขด’ ปรากฏในงานนิทรรศการ โมบายไลฟ์

-----> แบบตัวอักษรไทย (ฟอนต์) ชุด ‘ขด’ หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษ ‘ไฟเบอร์’ ของ พฤติกรรมตัวอักษร ถูกเลือกให้เป็นสื่อนำเสนอในงานนิทรรศการ โมบายไลฟ์ ของ เอไอเอส ตัวนิทรรศการและอักขรศิลป์ ออกแบบโดย มะลิ จาตุรจินดา และทีมจาก ดีไซน์แลป นิทรรศการนี้เปิดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นที่ อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี ในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๕ สนับสนุนโดย กระทรวงเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ

มะลิ จาตุรจินดา ปัจจุบันเป็นพาทเนอร์ ของ บีโอเอฟ (BeOurFriend) บริษัทออกแบบเพื่อนบ้านของ กลุ่มพฤติกรรม นี่เอง / บันทึกภาพโดย ชวรัฐ อันชูฤทธิ์
สิงหาคม ๒๕๔๕
ฟอนต์ ‘ขด’ ปรากฏในงานนิทรรศการ โมบายไลฟ์

-----> แบบตัวอักษรไทย (ฟอนต์) ชุด ‘ขด’ หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษ ‘ไฟเบอร์’ ของ พฤติกรรมตัวอักษร ถูกเลือกให้เป็นสื่อนำเสนอในงานนิทรรศการ โมบายไลฟ์ ของ เอไอเอส ตัวนิทรรศการและอักขรศิลป์ ออกแบบโดย มะลิ จาตุรจินดา และทีมจาก ดีไซน์แลป นิทรรศการนี้เปิดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นที่ อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี ในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๕ สนับสนุนโดย กระทรวงเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ

มะลิ จาตุรจินดา ปัจจุบันเป็นพาทเนอร์ ของ บีโอเอฟ (BeOurFriend) บริษัทออกแบบเพื่อนบ้านของ กลุ่มพฤติกรรม นี่เอง / บันทึกภาพโดย ชวรัฐ อันชูฤทธิ์
Labels:
คัดสรรดีมาก,
ปกิณกะ