Showing posts with label Wallpaper*. Show all posts
Showing posts with label Wallpaper*. Show all posts

ส่วนต่อขยายของคลาสสิค และ การกลับมาใหม่ของเส้นขนาน

เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์
พฤศจิกายน ๒๕๔๙



-----> วอลเปเปอร์ไทยเอดิชั่น อาจจะนับได้ว่าเป็นนิตยสารไทยเพียงไม่กี่ฉบับ ที่แสดงอัตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ด้วยการสร้างสรรค์แบบตัวอักษรภาษาไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานตามแบบภาษาอังกฤษ เรากำลังจะพูดถึง บิ๊กแคสลอนไทย และ คูเป้ไทย หลังจากที่ทำให้วงการออกแบบพูดถึง แอมปริธูทไทยเมื่อร่วมสองปีที่แล้ว

เช้าวันทำงานที่ไร้ซึ่งเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า เหตุเพราะมีการโทรออกมากกว่าการรับสาย นั่นเพราะพฤติกรรมการออกแบบ บริษัทผู้ออกแบบฟอนต์ตั้งเป้าหมายในการโทรไปหาปลายสาย หรือผู้ลักลอบนำฟอนต์ของพวกเขาไปใช้โดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง นรพล ยุกตะนันทน์ นักออกแบบตัวอักษรในทีมของพฤติกรรมการออกแบบเริ่มต้นบ่นเรื่องการละเมิดสิทธิ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญ ก่อนจะมุ่งประเด็นไปยังผลงานล่าสุดที่เขาได้ช่วยงาน อนุทิน วงศ์สรรคกร ในการออกแบบร่างตัวอักษรชุดใหม่สำหรับนิตยสารวอลเปเปอร์

ในปี 1734 วิลเลียม แคสลอน (William Caslon) นักออกแบบชาวอังกฤษ ได้ออกแบบฟอนต์แคสลอน (Caslon) เวอร์ชั่นแรกขึ้น โดยได้แรงบันดาลใจจากแบบตัวพิมพ์ตะกั่วของแบบตัวอักษรสไตล์ดัชบาโรกค์ (Dutch Baroqu) ที่ถูกนำเข้ามาใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอังกฤษและอาณานิคม ทั้งยังใช้ในเอกสารสำคัญต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ใบร่างประกาศเอกราชของอเมริกาก็ยังถูกเรียงและตีพิมพ์เผยแพร่ด้วยแบบตัวอักษรนี้

เกือบสามศตวรรษต่อมา แมทธิว คาร์เตอร์ (Matthew Carter) นักออกแบบชาวอังกฤษที่ใช้ชีวิตในอเมริกา ผู้ออกแบบตัวอักษรอันดับต้นๆ ของโลกทุกวันนี้ ได้ออกแบบบิ๊กแคสลอน (BigCaslon) ให้เป็นฟอนต์ที่ทันสมัยและมีความชัดเจนในเรื่องความหนาบางมากขึ้น เราเชื่อว่าคุณเองก็รู้จักเขาดีแล้วผ่านผลงานการออกแบบฟอนต์ยอดนิยมอย่าง Georgia, Tahoma และ Verdana

และในปีนี้ ส่วนต่อขยายภาษาไทยของบิ๊กแคสลอนแฟมมิลี่ได้เกิดขึ้น โดยฝีมือของนักออกแบบตัวอักษรคนไทย ภายใต้ชื่อพฤติกรรมการออกแบบ



อนุทิน วงศ์สรรคกร เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการสรุปย่อประวัติฟอนต์แคสลอน ก่อนยกให้ นรพลพูดถึงประสบการณ์จากบิ๊กแคสลอนภาษาไทย การร่วมออกแบบตัวอักษรเชิงพาณิชย์ธุรกิจงานแรกของเขา

“เราเริ่มต้นทำความเข้าใจฟอนต์แคสลอน เรียนรู้ และศึกษาจากทิศทางเส้นต่างๆ ผนวกกับยังไม่มีประสบการณ์การออกแบบตัวอักษรมีเชิง และหนาบางมาก่อน ทำให้งานในช่วงแรกมีปัญหามากทีเดียว อาจารย์อนุทินจะเข้มงวดมาก และตามแก้ไขให้เป็นช่วงๆ โชคดีหน่อยที่เรามีเวลาในการออกแบบมากพอสมควร เลยทำให้มีเวลาในการเรียนรู้ และแก้ไขจนลงตัวอย่างที่เห็นในงานพิมพ์”

“จุดเด่นของตัวอักษรชุดนี้อยู่ที่การผสมผสานกันของตัวจบปลาย (Terminal) แบบต่างๆ เราไม่ได้ต้องการใส่เชิงแบบมาตรฐานเป็นสูตรสำเร็จเข้าไปในทุกตัวอักษร ไม่ได้ใช้เทอร์มินอลแบบเดียวตลอด อย่างที่พบเห็นได้ในฟอนต์ไทยสไตล์ใกล้เคียงกัน เราจึงมีทั้งวิธีจบแบบเชิง แบบกึ่งสคริป แบบเหลี่ยม และแบบกลม คละเคล้ากันไป สร้างความแตกต่างหากแต่กลมกลืน” อนุทินกล่าวเสริมขึ้นมา ก่อนที่จะส่งสัญญาณมือให้บทสนทนาดำเนินต่อไป

สิ่งท้าทายที่สุดในการออกแบบเห็นจะเป็นการแปลภาษาทางการออกแบบของลักษณะพิเศษจากตัวภาษาอังกฤษ เพื่อมาปรับใช้กับภาษาไทย อย่างเช่น ฐ ฎ ฏ ที่ใช้ความประทับใจจากตัว “&” เป็นต้น พอห่วงเรื่องลักษณะพิเศษต่างๆมากไป ผลทำให้กระจายน้ำหนักของตัวอักษรทั้งชุดไม่ดี ต้องแก้หลายตัวอักษรเพื่อทำให้น้ำหนักเมื่อเรียงเป็นคำออกมาลงตัว ส่วนเรื่องสเปซภายในตัวอักษรก็เป็นเรื่องจุกจิกกว่าตัวอักษรแบบไม่มีเชิงที่เคยฝึกทำก่อนหน้านี้

อีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์อนุทินจะตรวจทานและสั่งปรับตลอด คือจังหวะหนาบางของเส้นที่ต้องสร้างสมดุลของตัวอักษร ได้เห็นจริงๆว่าการทำให้ตัวอักษรทุกตัวดูเด่น ไม่ใช่ว่าจะเวิร์ค

ย้อนหลังไปประมาณสองปีที่ผ่านมา อนุทินได้ออกแบบแอมปริธูทภาษาไทยเพื่อนิตยสารวอลเปเปอร์ เป็นแอมปริธูทต้นฉบับสองน้ำหนักความหนา ที่หลายคนมองว่าอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการอ่านตัวอักษรขนาดเล็ก ซึ่งทั้งวอลเปเปอร์และพฤติกรรมการออกแบบมองว่า “แอมปริธูทไม่ได้มีปัญหาทางการออกแบบและการใช้งาน หากแต่อาจจะไม่เหมาะสมสำหรับรองรับการใช้งานขนาดจิ๋ว ทางแก้ปัญหาคือสร้างแอมปริธูทไทยตามแอมปริธูทภาษาอังกฤษตัวบาง เพื่อเสริมให้เข้ากับลักษณะการใช้งานครอบคลุมได้ทุกรูปแบบ”

นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ของนิตยสารวอลเปเปอร์ ตั้งประเด็นถึงความต้องการของเขาที่อยากได้พื้นผิวและความรู้สึกใหม่บนหน้ากระดาษ “เราต้องการฟอนต์อีกชุดที่สร้างลักษณะเฉพาะของวอลเปเปอร์ไทยเอดิชั่น อีกความต้องการหนึ่ง เราอยากมีฟอนต์ภาษาไทยที่ใช้เป็นตัวดีสเพลย์คู่กับฟอนต์หลักแนวมีเชิงอีกตัวของวอลเปเปอร์ นั่นก็คือบิ๊กแคสลอน เราทำแอมปริธูทไทยไปแล้ว การที่มีบิ๊กแคสลอนไทยเพื่อให้ใช้คู่กันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพรวมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น"



นอกจากฟอนต์แคสลอนภาษาไทยแล้ว แทนที่จะเลือกทำแอมปริธูทตัวบาง อนุทินได้เสนอแนวคิดการออกแบบฟอนต์ชุดใหม่ที่ครอบคลุม ตัวบาง ตัวกลาง ตัวหนา เพื่อใช้งานเสริมกับแอมปริธูท เป็นการสร้างลักษณะเฉพาะให้กับวอลเปเปอร์ไทยเอดิชั่น และการเสริมทัพด้วยฟอนต์ใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการทั้งสองด้านได้อย่างดี ทั้งการต้องการตัวอักษรที่บางกว่าเดิมและความต้องการความรู้สึกใหม่บนหน้ากระดาษ

อนุทินเลือกแบบตัวอักษรคูเป้ (Coupé) ให้กับโปรเจคของวอลเปเปอร์ คูเป้มีการเขียนแบบโมโนไลน์ เป็นตัวอักษรที่ไม่เน้นความหนาบาง ถูกออกแบบให้เห็นเป็นเส้นคู่ขนานกันตลอดทั้งเส้นนอนและเส้นตั้ง โดยอาศัยเทคนิคการเขียนที่ความหนาไม่เท่ากันตลอด เช่นความหนาของเส้นนอนที่น้อยกว่าเส้นตั้ง เพื่อหลอกสายตาว่าเส้นตั้งและเส้นนอนมีความหนาเท่ากัน จุดเชื่อมที่เส้นตั้งและนอนบีบเข้าหากันน้อยที่สุดเพื่อให้ยังคงดูเหมือนเส้นขนาน ทั้งนี้เพื่อเน้นใช้เป็นตัวอักษรสำหรับอ่านและสามารถนำไปใช้เป็นตัวดีสเพลย์ได้ในตัวเดียวกัน

ฟอนต์ที่เป็นโมโนไลน์หรือตัวอักษรเส้นเท่าสำหรับภาษาไทยนั้น มีข้อได้เปรียบประการหนึ่ง นั่นคือความคุ้นชินในการอ่าน ตัวอย่างเช่น แอลบีนิว เอสเอ็มบีเอ็มโพ หรือแม้กระทั่งพีเอสแอลกิติธาดา ที่เราสามารถอิงความคุ้นเคยที่ผู้คนมีกับฟอนต์ตัวอักษรเส้นเท่าเหล่านั้นมาเป็นฐานเรื่องความสามารถในการอ่าน



คูเป้เป็นฟอนต์ภาษาอังกฤษของอนุทินเองที่มีลักษณะสอดคล้องกับโจทย์ดังกล่าว เขาจึงเสนอให้ลองทำภาษาไทยขึ้นมาเข้าชุดกัน อนุทินอธิบายว่า คูเป้นั้นค่อนข้างเป็นตัวอักษรทรงสูง คอนเด้นท์ (Condensed) อยู่แล้วซึ่งน่าจะรองรับการอ่านในรูปแบบภาษาไทยได้ดี เพราะคนไทยคุ้นเคยกับแบบตัวอักษรทรงสูงมากกว่าป้อมกลม ส่วนความคุ้นเคยกับตัวบางและความเป็นตัวอักษรเส้นเท่า ก็ได้รับความเคยชินมาแล้วจากฟอนต์ที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงเอสเอ็มบีแอดวานซ์ ถึงแม้เอสเอ็มบีแอดวานซ์เองจะไม่ใช่โมโนไลน์เสียทีเดียวก็ตาม

“เราต้องการให้เกิดความโปร่งโล่ง ช่วงห่างของคูเป้ภาษาอังกฤษก็ออกจะห่างอยู่แล้ว ภาษาไทยเราก็พยายามให้ห่างที่สุดเท่าที่ความสอดคล้องทางการออกแบบจะอำนวยกับการอ่าน ความโปร่งและบางนี้เองที่จะช่วยให้การใช้งานในพื้นที่เล็กๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำหนักที่หนาขึ้นของคูเป้ก็สามารถใช้ในการเน้นข้อความ และทำหน้าที่ในแบบแอมปริธูทได้”
“เราต้องการให้คูเป้มาอยู่เป็นเพื่อนแอมปริธูทเพื่อช่วยกันไม่ใช่มาแทนที่ ทั้งสองมีสัมพันธ์เชิงความขัดแย้งสูงกับบิ๊กแคสลอนอยู่แล้วซึ่งเป็นคอนเซ็ปท์แรกเริ่มของวอลเปเปอร์อังกฤษที่เราต้องรักษาไว้ คูเป้ไทยและอังกฤษน่าจะทำให้วอลเปเปอร์ไทยมีลักษณะเฉพาะตัวมากขึ้นในขณะที่ไม่ได้ทำลายอัตลักษณ์เดิม”

คูเป้ (Coupé) นั้นมาจาก ชื่อเรียกรถสปอร์ตสองประตู ที่แล่นทางตรงกินลมได้ดี อาจจะหมายถึงขับสนุกก็ได้ ทั้งยังใช้งานได้ในหลายสถานการณ์ แคล่วคล่องว่องไว ยกเว้นก็แต่แบบออฟโรดลุยๆ ซึ่งที่กล่าวมาก็ฟิตกับลักษณะทั่วไปของฟอนต์ตัวนี้ จุดเริ่มต้นของแบบตัวอักษรชุดนี้ เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2006 เมื่อคริสต้า สกินเนอร์ (Christa Skinner) อาร์ตไดเร็คเตอร์ของนิตยสารสโนว์บอร์ดดิ้ง สำนักพิมพ์ฟิวเจอร์เน็ทเวิร์ค มองหาฟอนต์ใหม่เพื่อนำมาแทน DIN ในโปรเจคปรับปรุงนิตยสาร จึงสอบถามมาทางอนุทิน ซึ่งเคยร่วมงานกันในนิตยสารบลู (Blue) เมื่อครั้งที่เธอเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์คนสำคัญของบริษัทเดวิทคาร์สันดีไซน์ในนิวยอร์ค “ความต้องการและกำหนดการของคริสต้ามีส่วนเร่งรัดให้ผมทำคูเป้เสร็จ” อนุทินกล่าวพร้อมติดตลกว่า “ส่วนใหญ่โปรเจคส่วนตัวถ้าไม่มีกรอบเวลามาให้ มันก็เลยล่วงไปเรื่อยๆ”



คูเป้ที่ใช้ครั้งแรกในสโนว์บอร์ดดิ้ง อาจเรียกได้ว่าเป็นเวอร์ชั่นทดลอง ก่อนที่ฟอนต์สมบูรณ์จะออกจำหน่ายจริงในอเมริกาเมื่อช่วงกลางปี 2006 นี้เอง คูเป้กลายเป็นฟอนต์ที่มียอดจำหน่ายที่น่าพอใจมากที่สุดฟอนต์หนึ่งของอนุทิน ล่าสุดนี้ คริสต้า เพิ่งย้ายไปเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์ให้กับอินเฮ้าส์ของไนกี้ ในโอเรกอน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เราอาจจะได้เห็นฟอนต์ภาษาอังกฤษ ฝีมือคนไทยในโปรเจคและสื่อต่างๆของไนกี้ในอนาคต

มาถึงนาทีนี้ อักขรศิลป์ยุคดิจิตอลในบ้านเราได้มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังจากเมื่อหกปีที่แล้วหนังสือบันทึกบรรยายอาจกระตุ้นให้นักออกแบบรุ่นใหม่หันมาออกแบบตัวหนังสือไว้ใช้เอง และ พีเอสแอลออกมาทวงสิทธิอันชอบธรรม ทำให้นักออกแบบตัวอักษรมีที่ยืนในสังคม นักออกแบบหน้าใหม่ที่สามารถเข้าถึงโปรแกรมทำฟอนต์และผลิตผลงานออกมามีมากขึ้น เราได้ฟอนต์ภาษาไทยใหม่ๆ จากจำนวนของนักออกแบบ แต่นั่นเป็นเพียงช่วงแรกสำหรับอักขรศิลป์ยุคดิจิตอลในบ้านเรา มันเป็นรูปแบบพัฒนาการเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ หากแต่เราช้ากว่าสักสิบห้าปีเห็นจะได้

หากเป็นไปตามพัฒนาการสากลอย่างที่กล่าวมา อนุทินจึงมองว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาของคนที่ใช้โปรแกรมผลิตฟอนต์เป็นเพียงอย่างเดียวแล้ว เมื่องานออกแบบตัวอักษรได้รับความสนใจจากสังคม ก็มาถึงเวลาที่เราต้องกลับไปดูทักษะทางการออกแบบ ลักษณะการขึ้นโครงสร้างตัวอักษร สัดส่วนที่สวยงาม ทักษะของการวาดเส้นจริงๆ มากกว่าการใช้โปรแกรม

เราเชื่อว่าคุณจะได้ทำความรู้จัก บิ๊กแคสลอนภาษาไทยและคูเป้ มากขึ้นต่อๆไปผ่านหน้ากระดาษของวอลเปเปอร์ ในขณะเดียวกัน คุณจะเข้าใจงานออกแบบสิ่งพิมพ์ และงานออกแบบตัวอักษรมากขึ้นเช่นกัน

จากอักษรภาษาอังกฤษสู่อักษรภาษาไทย

เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์
กันยายน ๒๕๔๘



-----> คุณเชื่อไหมว่า Wallpaper* ฉบับปฐมทัศน์ภาษาไทย จัดวางหน้ากระดาษด้วยฟอนต์อื่นไปก่อนทั้งหมด และรอจนถึงนาทีสุดท้าย เพื่อให้ได้ฟอนต์แอมป์พลิธูท ไทย (Amplitude Thai) ในแบบที่คุณอ่านอยู่ขณะนี้

Wallpaper* ฉบับปฐมทัศน์ภาษาไทย จากการควบคุมการออกแบบรูปเล่มของ นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ได้จัดวางและออกแบบรูปเล่มด้วยฟอนต์อื่นไปก่อนทั้งหมด จนกระทั่งนนทวัฒน์เปิดประเด็นขึ้นมาว่า Wallpaper* ฉบับภาษาไทยนั้นน่าจะมีฟอนต์ไทยพิเศษ เนื่องจากจุดเด่นที่สำคัญประการหนึ่งของหนังสือหัวนอกเล่มนี้ คือการใช้ตัวอักษร เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นทางการออกแบบของหนังสือภาคภาษาอังกฤษกับภาคภาษาไทย ที่จะต้องมีการใช้อักขรศิลป์จัดวางตัวอักษรภาษาไทย ทีมออกแบบจึงต้องตัดสินใจรอเพื่อจะรื้อและปรับจนถึงนาทีสุดท้าย รองรับกับฟอนต์ใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ

ทุกวันนี้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้น การออกแบบชุดตัวอักษรเฉพาะสำหรับองค์กร หรือสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสิ่งที่แพร่หลายมาก โดยมีกระแสตอบรับและเติบโตมาจากต้นยุค 90 กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นหนึ่งในการที่จะทำให้การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์มีความโดดเด่นบนการแข่งขันที่ดุเดือดของอุตสาหกรรมนี้

จะมีกี่คนที่สังเกตว่าตัวอักษรภาษาไทยกับภาษาอังกฤษของ Wallpaper* นั้นเกิดจากการบรรจงออกแบบให้สามารถพิมพ์และใช้งานเคียงข้างกัน “บางคนอาจจะแค่ดูแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เหมือนมองแต่ไม่เห็น อ่านแต่ไม่เข้าใจ” นั่นเป็นคำถามเชิงบอกเล่า ที่นักออกแบบตัวอักษร อนุทิน วงศ์สรรคกร เกริ่นเชิงวิภาคให้ฟัง ก่อนจะเล่าถึงฟอนต์ แอมป์พลิธูทไทย (Amplitude Thai) ที่เขาบรรจงออกแบบมาเพื่อนิตยสารหัวนอกฉบับนี้

นับเป็นอีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือน เมื่อเขาเป็นคนแรกๆ ที่ก่อให้เกิดแนวคิดการสร้างแบบตัวอักษร (หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าฟอนต์) เป็นการเฉพาะตัวสำหรับบริษัท องค์กร และสื่อสิ่งพิมพ์นิตยสารหัวไทย จนกระทั่งคุณสันติ ลอรัชวี นักเขียนและนักวิชาการทางการออกแบบ หยิบยกนำไปเขียนเป็นบทความลงในนิตยสารอะเดย์วีคลี่ย์เมื่อรอบขวบปีที่ผ่านมา ชมเชยถึงนิตยสารดีเอนเอที่ใส่ใจในประเด็นการสร้างแบบตัวอักษรเพื่อสร้างลักษณะเฉพาะของตนเอง เรื่องของแบบตัวอักษรที่เราๆ มอง แต่ไม่เห็น อ่านแต่ไม่เข้าใจ อีกทั้งไม่เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในสังคมไทย จึงถูกกระตุ้นตื่นขึ้นจนเริ่มมีคนใส่ใจกับตัวอักษรที่อ่านมากขึ้น นอกจากอ่านเพียงแต่เนื้อความให้ได้ใจความอย่างเดียว

อนุทิน วงศ์สรรคกร นักออกแบบที่ถูกนิตยสารบางฉบับนิยามว่า นักออกแบบหัวก้าวหน้า ร่วมกับเพื่อนสนิท พงศธร หิรัญพฤกษ์ และนิรุติ กรุสวนสมบัติ ก่อตั้งกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบขึ้น โดยใช้พื้นที่เล็กๆ ร่วมกันกับ บริษัท คัดสรร ดีมาก ของพวกเขาเอง บางคนอาจจะเคยผ่านหูกันมาบ้างเพราะกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบนั้นก็คือ กลุ่มนักออกแบบที่ตีพิมพ์ผลงาน แสดงออกความคิดและวิชาการทางการออกแบบ และการออกแบบตัวอักษรอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ในชั่วโมงหลังเที่ยงคืน ดึกดื่นวันหนึ่งที่ร้านอาหารสไตล์ไดเนอร์ของฟู้ดแลนด์ Wallpaper* ฉบับภาษาไทยนี้ เกือบไม่ได้ใช้ฟอนต์เป็นของตัวเองแล้ว ถ้า นนทวัฒน์ เจริญชาศรี บรรณาธิการฝ่ายสร้างสรรค์ ไม่บังเอิญไปหาอะไรทานหลังเลิกงาน จากการตระเตรียมวางระบบการออกแบบสำหรับนิตยสารเล่มนี้ และ อนุทิน วงศ์สรรคกร ไม่บังเอิญมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในวันและเวลาเดียวกัน “ปกติเราไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอะเจอกันสักเท่าไหร่ เนื่องด้วยหน้าที่การงานของแต่ละคนไปกันคนละทาง นานๆ จะเจอกันที” อนุทินกล่าว

ฟอนต์แอมป์พลิธูทในแบบละตินหรือที่เราๆ เรียกกันว่าตัวภาษาอังกฤษนั้น เป็นผลงานของคริสเตียน ชวาส์ท (Christian Schwartz) ที่เขียนไว้ตั้งแต่ช่วงเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ที่ผ่านมา คริสเตียนเล่าให้อนุทินฟังว่าเขาได้แรงบันดาลใจในเรื่องของการที่อิงค์แทรป (Ink traps) ไปปรากฏบนตัวหนังสือโลหะบริเวณสถานีรถไฟใต้ดินเมืองปราก สาธารณรัฐเชค

เมื่อถึงช่วงปรับครั้งใหญ่ทางด้านการออกแบบของนิตยสาร Wallpaper* ฉบับภาษาอังกฤษ ครั้งล่าสุด ได้มีการทดลองเอาฟอนต์แอมป์พลิธูทที่เป็นตัวอักษรแบบบล๊อคดูหนักแน่นนี้ มาใช้งานร่วมกับฟอนต์ Big Caslon Swash Italic ของ Matthew Carter ที่ดูอ่อนช้อย หรูหราสง่างาม อันเป็นคู่ขัดแย้งที่ด้วยบางประการ ‘ลงตัว’ การเลือกใช้ฟอนต์ทั้งสองแบบเป็นการเลือกแบบเกื้อกูลต่อกันทางความขัดแย้ง ทำให้งานออกแบบนิตยสารฉบับนี้โดดเด่นอย่างน่าประหลาดใจ จนกลายมาเป็นคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนของ Wallpaper* ที่หลายคนจดจำได้ดี

เมื่อราว 5 ปีก่อน อนุทินเคยสัมภาษณ์คริสเตียนลงในนิตยสาร art4d ครั้งนั้นคริสเตียนเพิ่งจะออกจากเมต้าดีไซน์ (Meta Design) และฟอนต์บิวโรว (Font Bureau) แน่นอนว่ายังไม่มีชื่อเสียงมากมายอย่างทุกวันนี้ เมื่อช่วงปีที่แล้วนับได้ว่าเป็นปีทองของคริสเตียน เมื่องานออกแบบของเขาถึงเกือบครึ่งโหลเข้ารอบสุดท้าย และทั้งหมดได้รับรางวัลจาก ไทป์ไดเรคเตอร์คลับ (Type Director Club) นิวยอร์ค หนึ่งในนั้นแน่นอนคืองานออกแบบฟอนต์แอมป์พลิธูทที่เรากำลังพูดถึงนั่นเอง



ปัจจุบันคริสเตียนทำงานร่วมกับทีมยูไนเต็ดดีไซน์เนอร์ (United Designers) ของอีริค สไปเคอร์แมน (Erik Spiekerman) นักออกแบบชั้นนำของโลก ใจความตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ที่ถูกตัดออกจากบทสนทนาที่ถูกตีพิมพ์จริงบอกว่า ในช่วงนั้นฟอนต์อินเตอร์สเตท (Interstate) ของโทไบอัส เฟรโจนส์ เพื่อนนักออกแบบรุ่นพี่ที่ฟอนต์บิวโรว กำลังได้รับความนิยมอย่างมหาศาล เป็นปรากฏการณ์ที่ใครๆ ต่างหยิบฟอนต์นี้ไปใช้ จนกลายเป็นฟอนต์คลาสสิกใหม่ไปแล้ว คริสเตียนเปรยกับอนุทินว่า วันหนึ่งเขาเองก็อยากออกแบบฟอนต์ที่สร้างปรากฏการณ์ในวงการแบบนี้บ้าง ดูเหมือนว่าวันนี้เขาได้ทำให้มันเกิดขึ้นแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากการนำไปใช้ในนิตยสารวอลเปเปอร์

แบบตัวอักษรที่ใช้พิมพ์บนกระดาษคุณภาพต่ำ อย่างหนังสือพิมพ์ สมุดโทรศัพท์ รายงานหุ้น จะใช้เทคนิคการออกแบบที่เรียกว่า Egate Typefaces หรือการออกแบบให้ตัวอักษรสามารถพิมพ์ได้ในขนาดเล็ก บนกระดาษคุณภาพต่ำ โดยที่ตัวอักษรยังสามารถอ่านได้ชัดเจนอยู่ และแก้ไขความผิดพลาดในการพิมพ์ที่หมึกจะเยิ้มออกนอกตัวอักษร โดยการคว้านช่องตัวอักษรให้แหว่งเว้า เวลาหมึกพิมพ์ลงไป จะบวมพอดีกับที่คว้านเอาไว้ หรือเรียกว่า ‘Ink traps‘ นั่นทำให้ตัวอักษรที่ละม้ายคล้ายกันอย่างเช่น a c e หรือ 3 กับ 8 มีความสับสนน้อยลงสำหรับการอ่าน ซึ่งลักษณะตัวอักษร Egate Typefaces แบบนี้เองผนวกกับตัวหนังสือโลหะป้ายสถานีบริเวณรถไฟใต้ดินเมืองปรากที่มี Ink Traps และความเป็น Egate Typefaces ปรากฏโดยไม่มีความจำเป็น ทำให้คริสเตียนกลับมาศึกษาลักษณะบางประการจากคลาสสิกฟอนต์อย่าง Bell Centennial ของ Matthew Carter ที่ออกแบบไว้สำหรับพิมพ์ลงในสมุดรายนามโทรศัพท์ แน่นอนว่าด้วยคุณภาพกระดาษและขนาดตัวอักษรที่จะต้องพิมพ์ในขนาดที่เล็กมาก ทำให้อิงค์แทรปของ Bell Centennial นั้นจำเป็นต้องมีความใหญ่โตมากเป็นพิเศษ



จากการออกแบบเชิงฟังก์ชั่น กลายมาเป็นสไตล์ เมื่อระบบการพิมพ์แบบดิจิตอล และคุณภาพกระดาษที่ถูกพัฒนาขึ้น ช่วงปลายปี 80s ทำให้นักออกแบบตัวอักษรไม่จำเป็นต้องแคร์มากกับเรื่องอิงค์แทรปอีกต่อไป แต่ คริสเตียน กลับนำเอาอิงค์แทรปมาเป็นลูกเล่นในการออกแบบ และเป็นคนแรกที่หยิบเอาจุดเด่นของฟังก์ชั่นมาเป็นสไตล์ นั่นจึงทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมากับการออกแบบตัวอักษรชุดแอมป์พลิธูท

แอมป์พลิธูทถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งอาจจะมาจากความธรรมดาที่แฝงความไม่ธรรมดาของแบบตัวอักษรชุดนี้ กรอปกับการเป็นแบบตัวอักษรที่สามารถรองรับภาษาทางการออกแบบได้อย่างหลายหลาก มันปรากฏบนหลากหลายสิ่งพิมพ์ตั้งแต่นิตยสารแฟชั่นสำหรับตลาดบน ไปจนถึงหนังสือพิมพ์แทปลอยด์สำหรับตลาดล่าง ผลิตภัณฑ์ หีบห่อต่างๆ จนไปถึงป้ายโฆษณา เหตุนี้เองทำให้ Paul Barners ที่ปรึกษาทางด้านการออกแบบของนิตยสาร Wallpaper* ฉบับอังกฤษถึงกับเอ่ยปากว่า “แอมป์พลิธูทเป็นหนึ่งในสิ่งหายาก และไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในการออกแบบ มันเป็นตัวอักษรไม่มีเชิง (San Sarif) ที่ถูกจัดได้ว่าเป็นงานดีไซน์ร่วมสมัย ที่มีคาแรคเตอร์เด่นชัดจากตัวอักษรไร้เชิงตัวอื่นๆ ที่ร่วมยุคเดียวกัน เหตุเพราะเป็นตัวอักษรที่ชวนอ่าน ในขณะที่แบบตัวอักษรเองก็อุดมไปด้วยแนวคิดที่น่าสนใจ อันแสดงถึงศักยภาพขั้นสูงของผู้ออกแบบ ในการนำไอเดียอิงค์แทรปที่ถูกใช้งานอย่างปกติสามัญมาทำให้เกิดเป็นสิ่งวิสามัญ หากแอมป์พลิธูทเปรียบได้กับท่วงทำนองของเพลงก็คงเป็นเพลงที่ถูกบรรเลงอย่างหรูหราผ่านสายตาผู้อ่าน คริสเตียนเป็นผู้ออกแบบตัวอักษรที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ได้กับฟอนต์คลาสสิกใหม่ อย่าง Meta, Scala Sans และ Frutiger ไปแล้ว”



กลายเป็นเรื่องบังเอิญที่กลับสร้างความลงตัวเป็นอย่างยิ่ง ที่นักออกแบบตัวอักษรของไทยอย่าง อนุทิน วงศ์สรรคกร ได้รับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบแอมป์พลิธูทภาษาไทยนั้น อนุทินรู้จักมักคุ้นกับคริสเตียน ชวาสท์ มานานหลายปี ทั้งสองถูกแนะนำให้รู้จักกันโดยเพื่อนนักออกแบบตัวอักษรที่ฟอนต์บิวโรว ในเมืองบอสตัน เนื่องจากทั้งคู่มีความสนใจตรงกันที่จะออกแบบตัวอักษรซึ่งมีต้นแบบมาจากป้ายทะเบียนรถยนต์ของรัฐเพนซิลวาเนีย

เช้าวันหนึ่ง คริสเตียนโทรศัพท์ทางไกลมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อแสดงความยินดีเมื่อทราบอย่างเป็นทางการว่า อนุทินนั้นได้รับหน้าที่ในการออกแบบความต่อเนื่องของแอมป์พลิธูทให้มาเป็นภาษาไทย “มันเป็นความโชคดีของผมที่งานนี้คุณได้เป็นคนทำ อย่างน้อยผมก็สบายใจว่าโปรเจคนี้อยู่ในมือที่ถูกต้อง” คริสเตียนกล่าวย้ำในอีเมล์หนึ่งในหลายสิบฉบับที่สื่อสารตอบโต้กันในระหว่างขั้นตอนการเตรียมออกแบบภาษาไทยของอนุทิน

นิตยสาร Wallpaper* ฉบับภาษาไทย เป็นภาษาต่างชาติที่สอง ต่อจากรัสเซียที่ล่วงหน้าไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แอมป์พลิธูทภาษารัสเซีย (Amplitude Cyrillic) ออกแบบโดย Tagir Safaev ส่วนแอมป์พลิธูทภาษาไทยนั้นเป็นตัวอักษรที่อนุทินต้องเร่งสร้างขึ้นภายในเวลาเดือนกว่าๆ ซึ่งนับว่าเป็นกรอบเวลาที่จำกัดมากทีเดียวสำหรับงานประเภทนี้ ผ่านการแก้ไขแบบรายวัน โดยการส่งชุดอักษรทดลองและไฟล์กลับไปกลับมา นิวยอร์ค-กรุงเทพ ทางอีเมล์ ซึ่งหากนับเป็นระยะทางจริงดูเล่นๆ ก็คงเป็นการเดินทางได้หลายรอบโลก อีกทั้งการสื่อสารทางโทรศัพท์ ที่บางคราการอธิบายบางอย่างทางอีเมล์ไม่สามารถครอบคุม

“เหมือนสอนภาษาไทยให้เขาด้วย” เป็นคำที่อนุทินใช้อธิบายการทำงานของเขากับคริสเตียน เพราะความที่คริสเตียนอ่านภาษาไทยไม่ออก ดูได้เฉพาะฟอร์มของตัวอักษร การแนะนำส่วนใหญ่จึงเป็นการถามถึงความเป็นไปได้ในลักษณะต่างๆ ที่อยู่บนพื้นฐานของรูปร่างอย่างเดียว ปัญหาที่ต้องเผชิญส่วนใหญ่คือข้อแม้ทางภาษาศาสตร์เช่น แอมป์พลิธูท นั้นมีลักษณะการทิ้งคาแรคเตอร์ตัวอักษรค่อนข้างโปร่ง ที่ว่างระหว่างตัวอักษรค่อนข้างเยอะ เมื่อมาเป็นภาษาไทย การทำให้โปร่ง มีระยะห่างของตัวอักษรแต่ละตัวมากนั้น มีข้อจำกัดของการเขียนภาษาไทยอยู่ ซึ่งจะมีผลกระทบทอดไปสู่ความสามารถในการอ่าน เนื่องเพราะว่าเป็นการขยับการวางตัวสระและวรรณยุกต์ที่ถูกต้อง

ช่องว่างระหว่างตัวอักษรของแอมป์พลิธูทไทยจึงต้องแคบเข้ามามากกว่าภาษาอังกฤษ มีผลต่อเนื่องทำให้ความหนาของตัวอักษรในน้ำหนักที่เท่ากันจะหนาเท่ากับภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะจะทำให้ดูแน่นทึบไม่โปร่งเหมือนภาษาต้นแบบ ในขณะที่ตัวภาษาไทยที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าในเชิงโครงสร้าง การออกแบบก็ต้องหลอกหลบหลีกให้ตัวอักษรบางกว่าภาษาอังกฤษเล็กน้อย อีกทั้งตัวอักษรไทยแต่ละตัวก็จะต้องมีการกำหนดอิงค์แทรปที่ไม่เหมือนกันกับภาษาอังกฤษ บ้างอาจจะยืมตัวอย่างมาจากภาษาอังกฤษได้ แต่ก็มีไม่น้อยที่เราต้องนำเสนอรูปทรงใหม่พร้อมกับลีลาของการตัดเว้าอิงค์แทรปที่ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษหากแต่สามารถเข้าชุดกันได้



วิธีการออกแบบตัวอักษรภาษาไทยเพื่อใช้ร่วมกันกับภาษาอังกฤษของอนุทิน อาจจะแปลกกว่าตำราอื่นๆ “ผมเริ่มเรียนและหัดเขียนแบบขึ้นรูปจากตัวภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะนำทักษะดังกล่าวมาปรับใช้กับภาษาไทย วิธีการขึ้นรูปภาษาไทยของผมจึงอ้างอิงและทำโดยทักษะจากภาษาอังกฤษ” อนุทินขยายความให้ฟัง ถึงสาเหตุที่ทำให้ฟอนต์ของพฤติกรรมการออกแบบทั้งหมดดูแตกต่างจากฟอนต์ไทยของค่ายอื่นๆ และใช้กับการออกแบบจัดวางตัวอักษรภาษาไทยบนวิธีการจัดร่วมสมัยได้ดี

อนุทินมองว่า เขาต้องหาขนาดความสูงของตัวหนังสือภาษาไทยในชุดการออกแบบใหม่ทุกครั้ง โดยเทียบจากต้นแบบภาษาอังกฤษทั้งที่ทำเองหรือเป็นผลงานการออกแบบของผู้อื่น ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกตามตำรา แต่มันถูกต้องสำหรับเขา เรากำหนดส่วนสูงและขนาดของตัวอักษรภาษาไทยใหม่ เพื่อให้การพิมพ์ภาษาไทยควบคู่ภาษาอังกฤษเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องปรับขนาดตัวอักษรไปมาในระหว่างการพิมพ์หรือการออกแบบ นอกจากนั้นยังเป็นการอำนวยความสะดวก เมื่อพิมพ์ภาษาไทยควบคู่หรือแทรกไปกับเลขอารบิคอีกด้วย

แม้ว่าวิธีการดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าไม่ถูกตามหลักวิธีการออกแบบตัวอักษรภาษาไทยที่ดีก็ตาม อนุทินกล่าวต่อไปว่า “เราก็ยังคงใช้วิธีนี้เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากฟอนต์ชุด SMB Advance ที่เราทำให้กับเอไอเอสนั้นได้พิสูจน์ตัวมันเองไปแล้ว มันแสดงให้เห็นว่าภาษาไทยกับภาษาอังกฤษอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนได้อย่างไร และเอื้อกับการจัดวางอักขรศิลป์ร่วมสมัยโดยใช้ภาษาไทยได้เพราะความกลมกลืนนั้น” แอมป์พลิธูทภาคภาษาไทยผลงานล่าสุดของเขา ก็เป็นผลจากการเรียนรู้ลองผิดลองถูกที่กล่าวมา

อนุทินเคยเขียนในหนังสือ ‘บันทึกบรรยาย’ ของเขาเมื่อประมาณห้าปีที่แล้วว่า “การออกแบบตัวอักษร มันท้าทายตรงที่ว่า ก.ไก่ มันก็เป็น ก.ไก่ มันเป็นไปไม่ได้มากกว่านั้น เราต้องตั้งคำถามทุกวัน ว่าทำยังไงให้มันดูแปลกไป โดยที่ยังเป็น ก.ไก่อยู่ แล้วก็ต้องไม่ซ้ำกับที่มีอยู่แล้วด้วย” วันนี้เขากล่าวถึงหมวดความคิดนี้อีกครั้งในการสนทนาครั้งนี้ ในรูปประโยคอีกแบบแต่ใจความเดิม “วันไหนที่ผมได้เห็น ตัว A ในแบบใหม่ จะนึกตลอดว่า โอ้โห..คิดได้ยังไง เพราะตัวอักษรโดยพื้นฐาน มันเป็นฟอร์มที่สมบูรณ์แบบในตัวอยู่แล้ว มันเลยยากตรงที่ว่าเราจะบิดมันได้ขนาดไหนให้มันแปลกไป แล้วยังคงอ่านได้ รู้ได้ว่าเป็นตัวอักษรตัวไหน และยิ่งเป็นการออกแบบฟอนต์ภาษาไทยเพื่อภาษาอังกฤษ ยิ่งต้องดูว่ามันยังคงดูเป็นภาษาไทยอยู่และในขณะเดียวกัน ก็ยังเชื่อมโยงกับภาษาอังกฤษได้ด้วย”

เบื้องหลังแอมป์พลิธูทไทย นอกจากอนุทิน วงศ์สรรคกร ผู้ออกแบบตัวอักษรทั้งชุด และผ่านการเห็นชอบจากคริสเตียน ชวาส์ท เจ้าของต้นแบบโดยตรงแล้ว ยังคงมีอีกคนหนึ่งที่ช่วยกันประกอบให้ฟอนต์ชุดนี้ให้สามารถทำงานเป็นไฟล์ที่สมบูรณ์ นั่นก็คือ เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช ในฐานะผู้ช่วยทางด้านเทคนิค ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตให้แอมป์พลิธูทภาษาไทยสามารถใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการทั้งแมคอินทอช และวินโดวส์ ที่สนับสนุนมาตรฐานยูนิโคต

นั่นสินะ จะมีสักกี่คนที่สังเกตว่าตัวอักษรภาษาไทยกับภาษาอังกฤษของ Wallpaper* นั้นแมทช์เข้าชุดกันตั้งแต่แรกเห็น ก่อนที่จะเจอกับบทความนี้ อาจจะแค่ดูแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เหมือนมองแต่ไม่เห็น อ่านแต่ไม่เข้าใจ หรือคำนี้จะมีน้ำหนักจริง? การออกแบบตัวอักษรเป็นเรื่องที่ต้องคิดอย่างรอบคอบ มีความละเอียดอ่อนและมีรายละเอียดในการออกแบบ แต่คนอ่านอย่างเราๆ มักจะแค่อ่านผ่านตัวอักษรเหล่านั้น เพื่อให้ได้เข้าถึงเนื้อหาใจความ เรามองข้ามแบบตัวอักษรไปเหตุเพราะมันใกล้เรามากจนเราอาจไม่ได้คิดว่ามันมีกระบวนการการสร้างสรรค์อยู่ในนั้น

แม้บทความนี้ จะเป็นเพียงประเด็นการเกิดขึ้นของฟอนต์แอมป์พลิธูทไทย แต่หากจะทำให้ผู้คนสนใจสิ่งที่ถ่ายทอดการอ่านมากขึ้นพอๆ กับความสนใจในเนื้อความ เพียงแค่นั้นคงทำให้การออกแบบตัวอักษรมีพื้นที่ยืนมากขึ้นในบ้านเรา ไม่ใช่หรือ