อารีย์ พีรพรวิพุธ
กรกฎาคม ๒๕๔๖
เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ นิตยสารอิมเมจ
นักออกแบบหัวก้าวหน้า กับศาสตร์ที่ว่าด้วย “เลขนศิลป์” และ “อักขรศิลป์”
โดย อารีย์ พีรพรวิพุธ
-----> ชายหนุ่มสองคน ที่กำลังนั่งอยู่หน้าคุณผู้อ่านขณะนี้ เป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยยังนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ในรั้วโรงเรียน ทุกวันนี้เขาทั้งคู่เป็นนักออกแบบคลื่นลูกใหม่ ที่เต็มไปด้วยความคิดความอ่าน ที่ “กล้า” ก้าวออกจากกรอบความรู้เดิมๆ อันน่าเบื่อหน่ายและดูเคร่งขรึมในแวดวงวิชาการ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อว่า วิชาชีพการออกและการออกแบบ ล้วนแต่มีผลต่อสังคมโดยรวมที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน
มาเริ่มต้นพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาสนใจและเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ด้านหนึ่งคือ ไทพอกราฟิก (Typographic) หรือที่เรียกตามศัพท์บัญญัติในภาษาไทยว่า “อักขรศิลป์” อันเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้และการออกแบบตัวอักษร ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ กราฟิกดีไซน์ (Graphic Design) ที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่า “เลขนศิลป์” หรือจะสะกด ว่า “เรขศิลป์” ก็ตามแต่
กราฟิกดีไซน์ เกิดมาพร้อมการปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลกตะวันตก เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการส่งผ่านข้อมูล การใช้ภาพ และตัวอักษร มาผสมผสานกันเพื่อส่งสารไปยังคนหมู่มาก “กราฟิกดีไซน์มีอยู่ในงานทุกแขนง มันอยู่รอบๆ ตัวเรา อย่างเวลาที่ฝาท่อเปิด คนเอาไม้ไปปักแล้วทาสีแดง นั่นก็เป็นกราฟิกดีไซน์ เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกเล่าและแก้ปัญหาได้” นิรุติขยายความให้เราฟัง และจากความหมายดั้งเดิมของกราฟิกดีไซน์ มาสู่ยุคที่เทคโนโลยีบูมสุดขีด ด้วยความเข้าใจผิดๆ ทำให้นักออกแบบที่เรียกตัวเองว่า “ดีไซน์เนอร์” ต่างหลงใหลไปกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ซึ่งอนุทินยืนยันว่า “ทักษะการออกแบบไม่ได้อยู่ที่ว่า ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือไม่”
และเช่นกัน หลายๆ ครั้งที่พวกเขาได้ยินนักออกแบบพูดกันว่า การออกแบบจัดวางตัวหนังสือภาษาไทย ทำให้สวยได้ยากกว่าตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ประเด็นนี้ นักออกแบบไทยเพียงสองคน ที่ผลงานได้รับเลือกให้ลงในนิตยสารเพื่อการออกแบบชื่อดังของอเมริกา “ไอคอน แอนด์ ซิมโบล ฟอนต์” (Icon & Symbol Font) และ เวปไทป์ (WebType) ค้านว่าไม่จริง เขามองว่าเป็นเพียงข้ออ้างของดีไซน์เนอร์ไทย “มันคือปัจจัยของภาษา ไม่ใช่ปัญหา นักออกแบบต้องเข้าใจลักษณะของภาษา และเรียนรู้ที่จะทำบนข้อแม้นั้น”
ในปัจจุบัน ทั้งคู่นอกจากจะทำงานออกแบบตามสายงานแล้ว พวกเขายังมีงานสอนและบรรยายพิเศษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งอนุทินและนิรุติจัดได้ว่าเป็นคนหนุ่มที่เป็นตัวของตัวเอง และออกจะแข็งกร้าวต่อระบบในบางครั้งบางครา อย่างที่พวกเขาบอกว่า “เราเป็นพวกทำงานสวนกระแส มีจุดยืนที่ค่อนข้างแน่นอน”
ดังเช่นก่อนหน้านี้ ที่อนุทินเคยตั้งคำถามพร้อมวิพากษ์ระบบการศึกษาในเมืองไทย ผ่านหนังสือ “บันทึกบรรยาย 10 บทความเลขนศิลป์ ศึกษาเชิงไปรเวทจากบันทึกการสอน...” ไว้ว่า “การเรียนการสอนการออกแบบในบ้านเรา ผู้สอนสมควรที่จะส่งเสริมนักศึกษาให้ออกแบบตามความเป็นตัวเอง หรือสร้างเพื่อให้รองรับตลาดงานกันแน่ ณ วันนี้ วิธีการสอนที่เรียนจบออกไปเพื่อรองรับการทำงานตามสไตล์ตลาดเดิมๆ ควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงได้แล้ว มหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างนักออกแบบที่รู้จักตนเองเลย แต่กลับตรงข้าม มหาวิทยาลัยที่สอนการออกแบบกลับกลายเป็นแหล่งทำลายความคิดของตัวบุคคล... อาจารย์ก็ไม่ค่อยได้ทำการบ้านในการให้งานนักศึกษา อีกทั้งยังมีลักษณะของอาจารย์ที่ไม่พัฒนามุมมอง การเปิดกว้าง และติดตามความเคลื่อนไหวของรูปแบบการออกแบบในปัจจุบัน...หรือแม้แต่ข้อเสียถาวรของนักศึกษาไทยที่ไม่พยายามหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งถ้าจะหวังพึ่งอาจารย์ที่ไม่ให้การศึกษาตนเองอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้วนั้น มันก็คงจะไปกันใหญ่”
จากสิ่งนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “กระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง” ดูจะเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาของไทยกำลังขาดแคลนอย่างรุนแรง อย่างที่นิรุติกล่าวว่า “บ้านเรา เด็กถูกป้อนอย่างเดียว …แต่ในความจริงแล้ว นักออกแบบต้องศึกษาตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นมันก็ตายครับ จบอยู่แค่นั้น ไม่ใช่ว่าต้องคอยเปิดหนังสือดูว่าอันไหนฮิต แล้วก็พยายามวิ่งไล่ตาม...” อนุทินเสริมต่อว่า “นักออกแบบไม่ค่อยอ่านหนังสืออะไรที่เป็นตัวอักษร ก็ดูแต่รูป เข้าใจจากรูปแต่ไม่เข้าใจวิธีคิด พอเวลาลอก ก็ลอกเป็นรูปแบบ ไม่ได้ลอกวิธีคิด ถ้าลอกวิธีคิดก็จะดีด้วย แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด”
พวกเขาต้องการให้นักศึกษาและคนทั่วไปมองกราฟิกดีไซน์ในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ใช่เพื่อรองรับการยัดเยียดในงานโฆษณาเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้พวกเขารวมตัวกับเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ จัดตั้ง “ดีไซน์เนอร์ เน็ทเวิร์ค” (Designer Network) ขึ้น เขาพอใจที่จะใช้คำว่า “กลุ่มผู้ประกอบการเลขนศิลป์และอักขรศิลป์” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๙ เป็นสตูดิโอแห่งแรกในประเทศไทย เป็นมืออาชีพและเอาจริงเอาจังกับการทำงานด้านเลขนศิลป์และอักขรศิลป์ ทั้งในเชิงธุรกิจและเพื่อการศึกษา ด้วยรูปแบบในการสร้างสรรค์งานได้อย่างอิสระ จึงทำให้งานของพวกเขาดูโดดเด่นและแตกต่าง จนทำให้กลุ่ม “พฤติกรรมการออกแบบ” ได้รับการรับรองฝีมือจาก ไทป์ไดเร็คเตอร์ คลับ นิวยอร์ค (Type Director Club New York)
แม้ว่าทุกวันนี้ นิรุติและอนุทินจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่พวกเขาก็ยังคงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและทำให้ดีที่สุด สิ่งที่พวกเขารู้สึกดีใจก็คือ ทุกวันนี้คนพูดถึงศาสตร์ ไทพอกราฟิก (Typographic) มากขึ้น ต่างจากแต่เดิมที่เพียงเลือกและคัดสรรมาเท่านั้น หากทุกวันนี้บ้านเราคิดและสร้างสรรค์กันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณอาจจะเห็นด้วย คล้อยตาม ชื่นชม หรือชิงชัง รู้สึกหมั่นไส้ก็ตาม บางทีการอยู่นอกกรอบ ก็เป็นการท้าทายกับดาบสองคม ที่มีทั้งคนชื่นชมและชิงชัง แต่กระนั้น นับเป็นสิ่งดี ที่มีนักคิด นักอ่าน “นอกกรอบ” ในแวดวงวิชาการบ้านเราอยู่บ้าง ทั้งนี้เพื่อสร้างเงาสะท้อน ให้เห็นแง่มุมที่แตกต่าง และสร้างสรรค์วงการนักออกแบบรุ่นใหม่ต่อไป
Showing posts with label อารีย์ พีรพรวิพุธ. Show all posts
Showing posts with label อารีย์ พีรพรวิพุธ. Show all posts
7/31/2003