มีนาคม ๒๕๕๑
-----» กว่าครึ่งปีที่ผ่านมาผมได้รับอีเมลล์หลายต่อหลายฉบับจากผู้อ่านเว็บล็อค แต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย จึงไม่เคยได้ทยอยตอบเสียที ช่วงนี้พอจะหลวมๆหน่อยจึงได้โอกาสมานั่งดูคำถามต่างๆ จึงพบว่าสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆประมาณสามกลุ่มความสนใจ
กลุ่มแรกนั้นเป็นคำถามแนวแสดงความคิดเห็น เป็นเชิงประโยคบอกเล่าแต่แนบคำถามลงไปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นแนวคิดเชิงบวก กลุ่มถัดมาจะเป็นกลุ่มของคำถามล้วนๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปในแนวเรื่องของการควบคุมสิทธิ์มากกว่าปัญหาทางการออกแบบ กลุ่มสุดท้ายออกไปในแนวต่อว่าไปในทางลบ จะเน้นหนักทางการแสดงทัศนคติส่วนตัว กลุ่มนี้จะออกไปในแนวของเรื่องธุรกิจและตัวเลข แต่ทั้งสามกลุ่มคำถามนั้นมีสิ่งที่ร่วมกันคือการก่อให้เกิดการบริหารความคิดในเรื่องของอักขรศิลป์และธุรกิจเกี่ยวข้อง

การเกิดขึ้นของคำถามนั้นหมายถึงการเกิดขึ้นของปัญหาหรือความไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าเรามาทำความเข้าใจกันเพื่อขจัดเครื่องหมายคำถามที่มีอยู่ ผมจึงขออนุญาติตอบแบบรวบและรวมกันไปเลยนะครับจากกลุ่มคำถามที่กล่าวมา
ในรอบปีที่ผ่านมาการลักลอบใช้ฟอนต์กลับมาขยายวงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มของคอสตอม หลังจากที่ดูจะเริ่มเดินทางเข้ามาอยู่ในระเบียบและระบบที่ควรเป็น ผมได้พบว่าพัฒนาการในเรื่องนี้ไปติดอยู่ที่เอเจนซีและบริษัทออกแบบ (ที่ได้รับฟอนต์พิเศษเหล่านี้จากลูกค้าไปใช้ในงานที่ซับออก) เสียเอง เพราะบริษัทที่ละเมิดมักจะอ้างกลับมาว่ามอบหมายให้เอเจนซีทำงานออกแบบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาได้มอบหมายความไว้วางใจให้ไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นการตอบแบบปัดความรับผิดชอบก็ตาม แต่มันก็เป็นเหตุผลที่ดูจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงธนาคารใหญ่โตหลายแห่งก็อยู่ในวงโคจรของปัญหาลักษณะนี้ ทั้งๆมีความสามารถที่จะมีฟอนต์ของตัวเองเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจอย่างยิ่ง
เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่หน้าเสียใจและผิดหวังที่สุดก็คือ การที่คนทำงานออกแบบด้วยกันเอง เป็นคนส่วนใหญ่ที่ละเมิดสิทธิ์และลักลอบใช้ฟอนต์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เขาไม่สนใจ เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน มันก็ไม่ต่างจากการทำร้ายกันเอง การที่เรายิ่งเราทำละเลยกันแบบนี้ ในระยะยาวนั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อวงการการออกแบบเลย เพราะฟอนต์ใหม่ก็จะน้อยลง เนื่องจากไม่มีใครกล้าหรืออยากจะลงทุนเพื่อที่จะจ้างออกแบบขึ้นมาใหม่ ปัญหาก็จะกลับไปคล้ายกับสถานการณ์ฟอนต์ไทยเมื่อทศวรรษที่แล้วในช่วงก่อนพีเอสแอล ที่นักออกแบบเองไม่มีฟอนต์ใหม่ๆใช้ในงาน
ความไม่รู้ไม่มี ที่มีคือความไม่อยากจะรู้ ผมเองก็ไม่ใช่คนรู้ไปเสียทุกอย่าง แต่อย่างน้อยผมก็มีความจำเป็นที่ต้องรู้ในเรื่องที่ผมให้ความสนใจ ในที่นี้ก็คือฐานะนักออกแบบคนหนึ่ง ฟอนต์ใดก็ตามที่มาอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยการติดตั้งลงไปเองหรือใครอุตริใส่มาให้ก็ตาม นับว่าไม่ได้มาจากระบบปฎิบัติการของเครื่อง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นฟอนต์จากบุคคลที่สาม นั่นหมายความว่าต้องมีใครสักคนที่เป็นเจ้าของ การเป็นเจ้าของนั้นร้อยทั้งร้อยกินความไปถึงผู้ออกแบบ ฉะนั้นไม่ได้เป็นการยากเลยที่จะแยกแยะ การกล่าวอ้างว่าไม่รู้ว่าฟอนต์นี้มีลิขสิทธิ์ดูจะฟังไม่ขึ้นเลยถ้าอธิบายแบบนี้
หลายคนมักถามว่าจะพยายามไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นขึ้น แต่เป็นไปไม่ได้ ผมกลับมองว่าทางที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าใช้ ถ้าจะใช้ สืบให้แน่ใจก่อน ง่ายๆที่ทำได้เลยด้วยตนเองคือ ดูรายละเอียดของไฟล์ (Get Info) ก็จะเห็นว่าใครเป็นเจ้าของใครเป็นคนออกแบบ ผมเองเข้าใจว่าบางคนก็ชอบสะสมฟอนต์ ครั้นจะซื้อทุกฟอนต์ก็คงเป็นไปไม่ได้ การมีไว้ครอบครองแต่ไม่ได้ใช้งานเชิงพาณิชย์ หารายได้เข้ากระเป๋าตนเอง ผมเองก็รับได้ แต่การตอบแบบนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุน
บางคนตั้งคำถามต่อเรื่องจดลิขสิทธิ์ฟอนต์ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเลี่ยงบาลีให้ปวดหัว ผมอยากให้ทำความเข้าใจเสียทีว่า ฟอนต์ก็เหมือนกันกับความคิดสร้างสรรค์อื่นๆที่ได้รับการคุ้มครองเบื้องต้นเมื่อกำเนิด (Birth Right) ซึ่งตรงนี้ผู้อื่นไม่สามารถละเมิดได้อยู่แล้ว ผมเองได้คุยกับคุณพัลลพหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับจุดยืนในเรื่องของการปกป้องงานและความคิดสร้างสรรค์ หลายคนเข้าใจว่าผมเข้าข้างพีเอสแอล ผมมักจะตอบว่าผมไม่ได้เข้าข้างพีเอสแอล ผมอยู่ข้างเดียวกับพีเอสแอลต่างหาก แต่เนื่องด้วยเราอยู่ในคนละตลาดกัน แน่นอนวิธีที่เราจัดการกับปัญหาก็ย่อมต่างกันไป พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกนี้ก็คือเรื่องจริยธรรมระดับพื้นๆ พูดกันก็เข้าใจ ทำไมต้องให้เอาเรื่องลิขสิทธิ์มาพูด
ก็เลยลามมาเรื่องราคาของสิทธิ์การใช้ เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากถามกันมาก ผมก็เชื่อว่าไม่ใช่แค่ผมที่ได้คำถามแนวนี้บ่อยๆ แต่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอยากตอบหรือถกประเด็น ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจกันว่า ที่เรียกกันติดปากว่าซื้อฟอนต์นั้น หมายความว่าซื้อสิทธิ์ในการครอบครองไฟล์ จึงหมายความว่ามีสิทธื์ในการใช้ไฟล์แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของงานออกแบบ ผมว่าคำอธิบายนี้ก็ค่อนข้างเคลียร์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อเพลงที่คุณไม่ได้ซื้อเพลงนั้นจริงๆ
ทีนี้กลับมาที่เรื่องราคาของการซื้อสิทธิ์ แต่ละค่ายก็มีนโยบายแตกต่างกันไป สิ่งที่ได้รับแนบมาในประโยคบอกเล่ามากที่สุดคือคำถามในลักษณะที่ว่าถ้าราคาถูกลงกว่านี้จะทำให้คนซื้อสิทธิ์ใช้อย่างถูกต้องมากขึ้น แต่ตลาดบ้านเราในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น ที่ผ่านมาตามประสบการณ์แล้วราคาถูกการละเมิดกลับยิ่งสูงเพราะฟอนต์ตกไปอยู่ในการครอบครองของนักออกแบบในวงกว้าง และไม่ได้รับความร่วมมือในการดูแลจากผู้ซื้อสิทธิ์ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ถ้าเลือกได้ไม่มีใครอยากไปตามเรื่องการละเมิดใช้หรอกครับ ค่าใช้จ่าย เวลา และความน่าเบื่อ เป็นเหตุผลหลักสำหรับคัดสรรดีมากเลยทีเดียว ที่ทุกวันนี้เราขายไลเซ้นท์ในแบบ ๑๐ อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือมากกว่าเท่านั้น เพื่อเป็นการลดจำนวนปัญหา ลดนะครับไม่ได้ทำให้หายไป
ท้ายสุด ผมเจอคำถามแบบนี้แล้วผมก็อ่อนใจ ทำให้เขาไปแล้ว รับเงินแล้ว จะมาหวงอะไร? เป็นการตัดกำลังใจอย่างมากในการทำงาน เสียดายพลังงานของตัวเองที่ต้องเอาสมองมาย่อยคำถามลักษณะนี้ ในขณะเดียวกันผู้ถามก็สู้เอาเวลาเอาความแรงแบบนี้ไปเรียนต่อ หรือทำอะไรให้เกิดประโยชน์เสียจะดีกว่า จริงอยู่ที่ไม่มีใครเสียชีวิตทันทีจากการละเมิดแต่ละครั้งครับ มันคงคล้ายๆกับการโดดเรียน ที่ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร จะมีก็แต่ทำให้ผู้กระทำเขลาลงก็เท่านั้น
ถูกต้องอยู่ครับที่งานออกแบบในลักษณะเพื่อองค์กรนั้นเป็นการขายขาด ในความเป็นจริงแล้วคำว่าขายขาดนั้นหมายถึง บริษัทหรือองค์กรนั้นๆเป็นเจ้าของไฟล์ฟอนต์อย่างถูกต้อง ซึ่งไม่เกี่ยวกันกับแบบร่างและไฟล์วาดเส้นเวคเตอร์และไฟล์ที่ใช้เจนเนอเรตฟอนต์ชุดนั้นๆ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นสิทธิ์ของผู้ออกแบบ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงต่อว่าจากทางองค์กร หรือแม้แต่จากทางผู้ออกแบบ ก็ควรจะฟังให้ได้ยิน แต่โดยปกติแล้วผู้ที่ละเมิดในลักษณะนี้เขาตั้งใจที่จะไม่ได้ยินอยู่แล้วครับ การต่อว่าจึงใช้การกระซิบบอกไม่ได้ ต้องตะโกนดังๆ
จริงอยู่ที่บริษัทหรือองค์กรนั้นๆจะนำไฟล์ฟอนต์ไปแจกจ่ายอย่างไรก็ได้ เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวในการป้องกันของผู้ว่าจ้างเอง ผู้ว่าจ้างจะทำซ้ำกี่ครั้งก็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทหรือองค์กรนั้นๆมีสิทธิ์ในการดัดแปลงเพื่อทำซ้ำ) สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือฟอนต์ที่ทำขึ้นเพื่อบริษัทหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งตกไปอยู่ในการใช้งานของบริษัทหรือองค์กรอื่น หากเกิดปัญหานี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันก็จะวนมาที่มีแต่คนรอจะใช้ แต่ไม่มีใครลงทุน ทุกอย่างก็จะถอยหลังเข้าคลองในแบบไทยๆอีกเช่นเคย
ขอบคุณสำหรับทุกคำถามและอีเมลล์ทักทายติชม ในรอบห้าถึงหกเดือนที่ผ่านมาครับ อาจจะใช้เวลานานหน่อยในการรวบมาตอบ อันนี้ก็ต้องขออภัยจริงๆ การติเพื่อก่อ เป็นการต่อเพื่อให้ยาวขึ้น(ในทางบวก) ผมยังเชื่อแบบนั้น จึงยินดีอย่างยิ่งที่เวบล็อคนี้เดินหน้าเพื่อเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ท้ายนี้ผมไม่อยากให้เรามองกันว่าเรื่องอักขรศิลป์ไม่ใช่เรื่องเลขนศิลป์ ผมเคยใช้คำพูดว่า “เป็นคนละเรื่องกันแต่แยกออกจากกันไม่ได้” ฉะนั้นคำถามก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดวงอยู่แต่เรื่องไทป์ดีไซน์นะครับ