SME Design Business (Part 1)

นันทิพร พุทธรัตน์
สิงหาคม ๒๕๕๒

บันทึกบรรยายพิเศษ โดย อนุทิน วงศ์สรรคกร สรุปใจความโดย นันทิพร พุทธรัตน์ จากงานสัมมนาจัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำหรับนักออกแบบที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจการให้บริการทางการออกแบบ การบรรยายจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ กรมส่งเสริมการส่งออก ห้องสัมมานา ๑ ชั้น ๑ อาคารฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ



-----» “การบรรยายครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษมากมาย ผมต้องการให้มีความเป็นกันเองสูง เพราะเป็นการสัมมนากลุ่มเล็กประมาณ ๓๐ คน อยากให้ได้บรรยากาศเหมือนในห้องเรียนอุดมศึกษา เรียนจากปัญหาหาของกันและกัน โดยเราเองเป็นผู้เสริมและชี้แนะจากประสบการณ์ในการทำธุรกิจ” อนุทินกล่าวในช่วงก่อนเริ่มการบรรยาย พร้อมกับย้ำว่า “จดสิ่งที่ตนเองเข้าใจ อย่าจดสิ่งที่ผมพูด เพราะถึงจุดๆนีงคุณจะพบว่าไม่มีถูกและไม่มีผิด มีแต่ว่าถูกในสถาณะการณ์ไหน ผิดในสถานการณ์ไหน”

...... ทำไมนักออกแบบจึงมีความห่างไกลกับเรื่องธุรกิจ?

เมื่อตรองเรื่องนี้แล้ว เราจะเห็นว่าแปลกมากที่นักออกแบบเราไม่ได้มองตนเองเป็นนักธุรกิจไปพร้อมๆกันกับช่วงชีวิตในกระบวนการศึกษา ซึ่งผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้นจึงทราบดี เรามีความรู้สึกด้านลบด้วยซ้ำไปว่าการทำการออกแบบที่เป็นฮาร์ดเซลเป็นอวิชา ในขณะที่โรงเรียนสอนการออกแบบมักมองการออกแบบเป็นการออกแบบ ขาดมิติของธุรกิจ หรือหากจะให้น้ำหนักเชิงธุรกิจนั้นก็ดูจะน้อยมาก ซึ่งจากที่ได้สัมผัสในภาคอุดมศึกษาเมื่อบทบาทเปลี่ยนมาเป็นผู้สอนเองแล้วจึงพบว่า ลำพังการสร้างให้นักศึกษาเข้าใจการออกแบบนั้นก็ยากมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังเห็นว่าการผสานเรื่องของเศรษฐศาสตร์และการตลาดเข้าไปด้วยเป็นสิ่งที่ท้าทายมากในการจัดการเรียนการสอน

ด้วยความที่นักศึกษาออกแบบเหล่านี้ไม่พร้อมในด้านวุฒิภาวะในการรับศาสตร์ประกอบ (ในที่นี้หมายถึง เศรษฐศาสตร์) ก็ทำให้ไม่มีความสนใจเรื่องของภาคธุรกิจมหาภาค จึงไม่แปลกเลยที่นักออกแบบที่จบจากสถาบันอุดมศึกษาจะไม่สนใจความรู้รอบตัว ไม่ตามเศรษฐกิจ ถึงแม้จะผ่านวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และการตลาด แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจ จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใดเราจึงไม่มีวุฒิภาวะในขณะนั้นที่จะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การออกแบบและการออกแบบเท่านั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด การศึกษาการออกแบบกำลังให้ภาพที่ผิดเพี้ยนของสังคมต่อนักศึกษาในขณะที่อยู่ในโลกอุดมศึกษาหรือไม่?

สังเกตได้จากลักษณะของโจทย์และการให้ข้อแม้ทางการออกแบบในระดับอุดมศึกษา ที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสามัญสำนึกและตรรกทางเศรษฐศาสตร์ เป็นข้อกั้นไม่ให้นักออกแบบทำงานร่วมกับระบบอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะถูกกันออกไปด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเป็นเป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่เข้าใจการดำเนินธุรกิจ



...... บทบาทอะไรกันแน่ที่นักออกแบบต้องเป็นเมื่อประกอบธุรกิจ?

เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนใครๆก็ต้องการความสบายใจ ฉะนั้นการติดต่อกับนักออกแบบ นั่นคือการหาคนช่วยแก้ปัญหา เมื่อพบคนที่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ สิ่งที่เขาต้องการจากนักออกแบบคือความสบายใจ อย่าคิดกับลูกค้าเป็นผู้จ้าง

คิดแบบเป็นพาร์ทเนอร์ชิพ คือการคิดในลักษณะที่เราเป็นหุ้นส่วนทางการค้า นักออกแบบจึงต้องปรับความเข้าใจและทัศนคติเสียใหม่ การเข้ามาของนักออกแบบนั้นเพื่อทำให้กิจการมีภาพพจน์ที่ดีสื่อสารได้ชัดเจน ทำให้เป็นเกิดปัจจัยในช่วยในการขับเคลือนธุรกิจ เราในฐานะนักออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ใช่คู่ค้ากับลูกค้า เพียงแค่เราใช้คำว่า“หุ้นส่วนทางธุรกิจ” แทนคำว่า “ลูกจ้างทางการออกแบบ” นั่นก็เป็นการตั้งทัศนคติใหม่ที่มีต่องานที่ทำ ลูกค้าก็จะไม่คิดกับเราในลักษณะของคู่ค้าหรือลูกจ้าง เป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีอีกด้วย

ฉะนั้นการที่นักออกแบบเข้าใจการตลาดและเศษฐศาสตร์ก็สามารถใช้สิ่งนี้เป็นภาษากลางในการทำความเข้าใจกัน นักออกแบบจะสามารถสร้างความอุ่นใจให้เกิดเป็นความเชื่อมั่นได้ เราต้องไม่ลืมว่าลูกค้าต้องการความเชื่อมั่นกับกิจการที่ลงทุนลงแรงไป การบริการทางด้านการออกแบบจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวงานออกแบบเพียงอย่างเดียว นักออกแบบจึงต้องมองใหม่ว่า การออกแบบไม่ใช่การจ้างทำของ หากแต่เป็นกระบวนการทางการพัฒนาธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆกัน งานออกแบบเป็นงานบริการที่กระบวนการมีความสำคัญไม่ต่างจากหน้าตาของงานออกแบบที่สำเร็จปลายทาง

เมื่อมองเช่นนี้แล้วงานออกแบบจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อขายให้ลูกค้า มูลค่าทางการออกแบบนั้นผูกพันอยู่กับ เวลาและกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ว่าจ้าง ดังนั้น งานออกแบบมีเวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด



...... อะไรคือปัจจัยในการประเมินราคา ต้นทุนคิดจากไหน?

คงเคยได้ยินการเปรียบเปรยว่า “รู้อย่างนี้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ไหม? คนเรารู้สึกคุ้มหรือไม่คุ้มกับรายได้ที่หามาก็ต้องเอามาเปรียบเทียบกับอะไรสักอย่าง สักอย่างนั้นคือเวลาที่ใช้ไปในการสร้างรายได้นั่นเอง ในหลักจิตวิทยา การสร้างรายได้เท่ากันนั้นไม่มีใครคิดอยากที่จะทำงานที่ใช้เวลาเยอะกว่า นอกเสียจากว่าสมัครใจ

เมื่อพูดถึงการประเมินราคา ด้วยความที่นักออกแบบมีความลึกเพียงด้านการออกแบบ เมื่อจะต้องเสนอราคาจึงไม่รู้จะหยิบจับอะไรมาเป็นการอ้างอิง เราจะรู้สึกเสมอว่าการประเมินนั้น เราต้องมีของที่จะต้องนำมาประเมิน เราจึงมักหยิบที่ตัวงานสำเร็จปลายทางมาใช้เป็นสิ่งยึดเพื่อหาตัวเลข แต่ในความเป็นจริงนั้น หนังสือที่มีจำนวนหน้าเท่ากัน มิได้หมายความว่าความยากง่ายในการทำงานนั้นเท่าเทียมกัน

งานสำเร็จปลายทางเป็นตัวแปรที่แปรผัน แต่กลับถูกนำมาเป็นปัจจัยหลักคำนวณเป็นตัวเลข (ทั้งๆที่เป็นปัจจัยเสริม) ในความเป็นจริงแล้วระยะเวลาเป็นตัวแปรที่คงที่ที่สุด การออกแบบทุกชนิดมีความยากง่าย เช่น จำนวนหน้า หรือ จำนวนชิ้นงาน ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ราคาที่แน่นอนเที่ยงตรง ต่างจากเวลาที่สามารถระบุความเกี่ยวข้องกับความยากง่ายในการทำงาน ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นสมการในการคิดต้นทุนของการออกแบบได้ดีกว่า

สิ่งที่ตามมาคือราคาของการออกแบบที่แท้จริงของเรา ตัวเลขที่คิดต้นทุนจากเวลาเป็นปัจจัยหลัก เมื่อมองเช่นนี้แล้วงานออกแบบจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อขายให้ลูกค้า มูลค่าทางการออกแบบนั้นผูกพันอยู่กับเวลาและกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ว่าจ้าง ดังนั้น งานออกแบบมีเวลาเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด

เมื่อนักออกแบบต้องประเมินราคา เราจึงต้องทำความเข้าใจกับสินค้าที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นให้มากที่สุด ใช้เวลากับการสร้างจินตภาพขั้นตอนการทำงาน และความเป็นไปได้ที่จะทำให้งานดำเนินการไม่ตรงตารางที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงใส่ปัจจัยต่างๆทางกายภาพของงานออกแบบสำเร็จปลายทาง ค่าใช้จ่ายหลักของบริษัท และค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องเกิดขึ้น เหล่านี้คือความรัดกุมในการคิดราคาต้นทุน ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับเวลาทั้งสิ้น

การแบกรับความเสื่ยงเพื่อแลกกับผลตอบแทนในอนาคต ก็คือการลงทุนนั่นเอง ความเสี่ยงจึงกลับมาในรูปของกำไร ทุกครั้งที่เราทำงานออกแบบก็จะเกิดความเสี่ยง แต่เรามักจะใช้มาตรวัดความเสี่ยงที่การลงทุนที่เห็นเป็นเม็ดเงิน เรามักลืมนึกถึงการลงทุนในรูปแบบของเวลา และ การลงทุนทางสมอง เราจึงต้องตีค่าเวลา และค่าการใช้งานสมองให้เป็น และใช้ประเมินเป็นต้นทุน

กรุณาติดตามอ่านต่อได้จากตอนที่ ๒ SME Design Business (Part 2)