Computer Arts (Thai Edition) : Interview (Part 1)

ณัฐจรัส เองมหัสสกุล
ตุลาคม ๒๕๕๒

(ตอนที่ ๑)
บทสัมภาษณ์ อนุทิน วงศ์สรรคกร จากนิตยสาร คอมพิวเตอร์อาร์ต ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ Computer Arts (Thai Edition) Issue 07 – November 2009 / Typography Issue



อนุทิน วงศ์สรรคกร “นักออกแบบเลขนศิลป์สิ่งพิมพ์ และนักออกแบบตัวอักษร ทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เมืองหลวง ของประเทศไทย รักการท่องเที่ยว ชอบถ่ายภาพ มีแนวเพลงที่ชอบ มีของเก็บสะสมบ้างตามความสมควร ตรงไปตรงมา ทานอาหารสามมื้อตรงเวลาบ้างไม่ตรงบ้าง เกลียดการโกงและการเอา เปรียบพอๆ กับเกลียดรถติด รวมๆ แล้วใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากที่จะต้องให้ใครเข้าใจว่าเป็นนักออกแบบ” คือพารากราฟที่สองที่อนุทิน วงศ์สรรคกร จำกัดความตัวเองผ่าน http://private.anuthin.com

Computer Arts (Thai Edition) November 2009 Exclusive Interview with Anuthin Wongsunkakon ฟังความคิดร่วมสมัยของไทป์ดีไซเนอร์ไทย ชวนอ่าน kerning, Spacing และ Leading ในแบบ อนุทิน วงศ์สรรคกร หนึ่งในสามผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ‘คัดสรรดีมาก’ดิสทริบิวชั่น บริษัทในกลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ บริษัทออกแบบที่คัดสรรคอสตอมฟอนต์มาดี

ย้อนกลับไปในช่วงแรกที่ทำฟอนต์ เมื่อถึงเวลาต้องลงมือออกแบบฟอนต์ไทยในประเทศที่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนหรือมีตัวอย่างให้ดูมากนัก คุณเริ่มต้นกับมันยังไง
-----» ลองผิดลองถูก เป็นคำพูดที่ดูเป็นรูปแบบมากสำหรับบริบทของทุกวันนี้ แต่มันเป็นเรื่องที่จริงสำหรับคนที่ลองผิดลองถูกจริงๆ ผมใช้วิธีคิดแบบตัวละติน ก็คิดกับแบบตัวอักษรไทยในแบบนั้น ไม่ได้มองว่าเป็นภาษาที่แตกต่างกันแล้วต้องใช้คนละแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นความสูง ขนาด หรือแม้กระทั่งฟอร์ม ผมทำตามที่คิดว่าเหมาะสมกับการใช้งานจริงในการออกแบบและจัดวาง อย่างปัญหาที่เราเคยเจอบ่อยๆ สมัยก่อน เช่นต้องปรับพอยต์ของภาษาไทยขึ้นสองพอยต์จึงจะขนาดใกล้กันกับตัวภาษาอังกฤษ พอเราลองมาทำภาษาไทยเราก็มากำหนดความสูงใหม่ตามความคิดว่ามันต้องเป็นแบบนี้สิเพื่อการใช้งานที่คล่องขึ้น เราก็ทำเลย มันอยู่ที่ความสมเหตุผล ผมใช้ฟอนต์ไทยในงานออกแบบมาก่อนตั้งแต่ แมคอินทอช แอลซีทู เราเห็นปัญหามาตลอด วิธีเริ่มต้นทำงานก็คือแก้ปัญหาตามที่เราเห็นนั่นแหละครับ ในเรื่องของทางเทคนิคตอนสมัยยังเป็นฟอนต์รุ่นแอสกี้ก็ได้จากการถามจากอาจารย์มานพ ศรีสมพร



แล้วคิดว่าปัญหาสำหรับไทป์ดีไซเนอร์ในสมัยนี้เหมือนหรือแตกต่างกัน
สำหรับบ้านเราผมมองว่าปัญหาเดิมๆยังคงอยู่ ตรงที่การเรียนรู้เรื่องการออกแบบตัวอักษรยังผูกติดอยู่กับองค์ความรู้ทางด้านเทคนิค ในภาคการออกแบบฟอร์มของตัวอักษรที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนมองข้าม คนส่วนใหญ่เข้าใจการออกแบบตัวอักษรในภาพของการใช้แอพพริเคชั่น ฉะนั้นมักสรุปจากเพียงแค่ว่า พิพม์ แสดงผลได้ เจนเนอร์เรตฟอนต์ไฟล์ได้ กล่าวคือแทบไม่เห็นไทป์ดีไซน์ถูกถ่ายทอดกันในเชิงการออกแบบ การเข้าถึงแอพพริเคชั่นเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับสมัยนี้ แต่ทักษะการขึ้นรูปตัวอักษรนี่สิเป็นสิ่งที่ไม่ได้เอามาพูดกัน แบบที่ “ใหม่จริงๆ” จึงเกิดขึ้นน้อย ซึ่งแปลกมากที่เป็นเช่นนี้ ในยุคที่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆเป็นไปได้ง่ายมาก ประกอบกับกรอบของการออกแบบตัวอักษรก็ถูกขยายพื้นที่จนกว้างมากแล้ว เรียกว่าแทบจะรับได้กับแนวคิดที่สุดขั้วต่างๆ แต่กลับกลายเป็นผลเสียตรงที่บางคนคิดไปว่าไม่จำเป็นต้องท้าทายอะไรอีกแล้ว หรือไม่ก็ยากมากที่จะดันกรอบออกไปอีก ผมมองด้านบวกครับ และยืนยันว่านักออกแบบตัวอักษรไทยยังมีพื้นที่อีกเยอะให้ผลักไปงานออกแบบไปข้างหน้า เราต้องทำให้เกิดนักออกแบบที่เข้าถึงการออกแบบไม่ใช่เข้าถึงการใช้โปรแกรม ไม่เช่นนั้นอีกสิบปีหากคุณถามผมคำถามนี้ก็คงได้คำตอบเดิม

อะไรคือเสน่ห์ของตัวอักษรขนาดที่ทำให้คุณถอนตัวไม่ขึ้นมาร่วมยี่สิบปี
เสน่ห์สำหรับผมนั้นมันเป็นเชิงนามธรรม จะอธิบายได้ค่อนข้างยาก ทุกคนมีความชอบส่วนตัว ผมว่ามันเป็นการยากมากที่จะแจงให้ชัดเจนว่าเสน่ห์ของสิ่งที่เราชอบอยู่ตรงไหน เราจะได้หลายชุดคำตอบรอบๆ ที่ช่วยอธิบายความชอบนั้น นอกจากฟอร์มของตัวอักษรเองแล้ว ที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวอักษรคือสิ่งที่มันกลายไปเป็น การร้อยเรียงกันและการนำไปใช้ ตัวอักษรที่ผ่านออกมาเป็นแบบที่เราเห็น รวมกันเป็นคำ เกิดเป็นความหมายทางภาษาที่เข้าใจตรงกัน กลายมาเป็นประโยค กลายมาเป็นคำสั่ง กลายมาเป็นความรู้ กลายมาเป็นข้อมูล กลายมาเป็นการบันทึก ผมอยากให้เรามองกันไปไกลกว่าที่เราใช้อยู่ใกล้ๆตัว เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปหมดเลย หรือในมิติอื่นๆเช่น แบบตัวอักษรยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงวิถีชีวิตและสังคม มันถูกส่งผ่านมากับแบบตัวอักษร แสดงให้เห็นว่าคนในยุคนั้นๆ มีความคิดอ่านเป็นอย่างไร เห็นไหมว่ามันเป็นเรื่องรอบๆ ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมผมถึงชอบมัน ถอนตัวไม่ขึ้นเหรอ? เท่าที่พูดมาผมว่ามันเป็นชีวิตประจำวันครับ ไม่ต้องพยายามถอน

อะไรมีอิทธิพลในการทำงานของคุณมากที่สุด
ก็มีหลายอย่างอยู่ครับ แต่ที่ชัดๆคือ ผมเป็นรุ่นที่เกิดมาในยุคที่คาบเกี่ยว จึงได้สัมผัสทั้งแอนนาลอคและดิจิตอล มันเป็นอะไรที่แปลกมากเมื่อคุณมองอนาคตที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ในวันที่ทุกอย่างยังเป็นระบบแอนนาลอค สุดท้ายความเป็นดิจิตอลมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย ตอนนี้ดิจิตอลมันเป็นมนุษย์มากแล้วด้วยซ้ำ แต่ในตอนนั้นเรากลับเห็นว่ามันแมชชีนมากๆ ฉะนั้นวัฒนธรรมและวิธีคิดในสังคมของเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ยุคแปดศูนย์เกิดเป็นส่วนผสมที่สะท้อนมาในงานออกแบบที่ผมทำ ผมว่ามันต่างจากงานของนักออกแบบที่เป็นดิจิตอลไปเลย นักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดมาในยุคที่คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ามาตรฐานในบ้าน เขาก็จะมีมุมมองกับความเป็นดิจิตอลอีกแบบ คือเขาจะไม่เคยรู้จักกับการออกแบบในโลกใบก่อนหน้านี้



แล้ว Émigré มีอิทธิพลต่อคุณมากน้อยแค่ไหน
มีทั้งในสองด้านครับ ด้านของทัศนคติต่องานออกแบบเอง และในด้านของโมเดลธุรกิจ พูดได้ว่าเราโตมากับอิมมิเกรฟอนต์ เห็นนิตยสารอิมมิเกรมาตั้งแต่ต้น ยอมรับว่าในช่วงแรกของดิจิทัลฟอนต์นั้นอิมมิเกรส่งผลต่อแนวคิดและการเกิดขึ้นของค่ายฟอนต์ขนาดเล็กทั่วโลก ค่ายฟอนต์บูติกสมัยนี้ก็คือโครงสร้างการสร้างแบรนด์และการจัดการแบบอิมมิเกร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคัดสรรดีมากเองก็ได้รับอิทธิพลจากแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นนี้เช่นกัน แนวคิดของการจัดการอย่างเป็นระบบสำหรับงาน(ฟอนต์)จากนักออกแบบ และการเลือกที่จะทำงานกับนักออกแบบคนใดคนหนึ่งในการพัฒนาแบบใหม่ ความเป็นแบรนด์ที่บูติกเชิงธุรกิจฟอนต์มาตรฐานสากล เป็นสิ่งที่ค่ายบ้านเรายังมีการบ้านต้องทำอีกเยอะ

แล้วกับตอนนี้ยังใช้วิธีนี้อยู่มั้ย
สำหรับรูปแบบของคัดสรรดีมากที่เห็นทุกวันนี้ ทางการออกแบบนั้นเราไม่ได้รับอิทธิพลมาแต่อย่างไร น่าจะเป็นส่วนของวิธีคิดมากกว่า ผมโตมากับบทความทางการออกแบบของโพสโมเดินท์นิสจากนิตยสารอิมมิเกร มันเป็นยุคที่ถกเถียงกันในเรื่องของความสามารถในการอ่าน การสร้างกรอบใหม่ การท้าทายทฤษฏี การท้าทายการอ่าน การสร้างฟอร์มตัวอักษรใหม่ และอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลในงานออกแบบของผมและคอเลคชั่นของคัดสรรดีมาก ในส่วนของโมเดลธุรกิจนั้น อย่างที่บอกไปว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

แปลว่าฟอนต์ที่ดีสำหรับคุณก็คือฟอนต์ที่มีคุณสมบัติอย่างที่ว่า
หาไม่ได้ครับ การที่จะบอกว่าแบบตัวอักษรที่ดีเป็นอย่างไร มันมีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง ตั้งแต่จุดประสงค์ของการเกิดขึ้นของแบบ ไปถึงตัวของแบบเองในข้อแม้ของการเกิดขึ้น เราคงไม่สามารถเอากรอบเดียวไปครอบเพื่อตัดสินว่าอันนี้ดีอันนี้ไม่ดี ฟอนต์ที่ดีสำหรับผมนอกจากจะต้องมีทักษะของการเขียนแบบตัวอักษรอยู่ในนั้นแล้ว มันต้องมีความตั้งใจของนักออกแบบที่มีต่อแบบสถิตอยู่ในแบบด้วย ซึ่งก็จะผูกพันอยู่กับที่มาและแนวคิดของแบบนั้นๆ เรื่องดีไม่ดีจะค่อนข้างปัจเจกมาก ผมว่าถ้าจะต้องตอบคำถามนี้ เราต้องหากรอบสักอันที่ค่าไม่ผันแปรมากนักสำหรับการประเมินผล ฉะนั้นมันน่าจะอยู่ที่วิธีคิด

Side Reading :
รากศัพท์ของคำว่าไทป์คือ ทำไมต้องไทป์ดีไซเนอร์ แล้วจริงๆเค้าเรียกได้กี่แบบ คำว่าไทป์ดีไซเนอร์มีชื่อย่อหรือชื่อเล่นไหม
ไทป์ในที่นี้มีความหมายถึงคำว่าพิมพ์ กดหรือพิมพ์ลงไปแทนตัวอักษรนั้นๆ ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเช่น เราสามารถทำความเข้าใจได้จากคำว่าไทป์ไรท์เตอร์ หรือที่เรารู้จักในภาษาไทยว่าเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งก็คือการกดหรือพิมพ์ตัวอักษรลงไปแทนการเขียน ฉะนั้นไทป์ดีไซเนอร์ก็คือคนที่ออกแบบสิ่งที่ใช้กดหรือพิมพ์ลงไปแทนการเขียน รูปแบบหน้าตาของสิ่งที่กดลงไปแทนการเขียนก็คือไทป์เฟสนั่นเอง ซึ่งเป็นอีกคำที่เราคุ้นเคย การที่เรามักจะเห็นนักออกแบบเลือกใช้คำว่าไทป์ดีไซเนอร์น่าจะเป็นเพราะว่านิยามของคำว่าไทป์ที่ครอบคลุมทั้งไทป์ ไทป์เฟส และฟอนต์ ประกอบกับมีพยางค์ที่สั้นกว่า


อ่านบทสัมภาษณ์ อนุทิน วงศ์สรรคกร ต่อได้จาก Computer Arts (Thai Edition) : Typography Issue (Part 2)