น้ำ กับ ฟอนต์ ความเหมือนในมิติที่แตกต่าง

ศุภกิจ เฉลิมลาภ
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

บทความนี้ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่จากการตอบปัญหากระทู้เกี่ยวกับฟอนต์ของ ศุภกิจ เฉลิมลาภ ภายใต้นามปากกา นายฝากคิด ช่วยพิจารณา เพื่อเป็นการแสดงทัศนะเกี่ยวกับปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ชุดตัวพิมพ์ (ฟอนต์) เมื่อช่วงปี ๒๕๔๖ ถึง ๒๕๔๗ และถูกนำเนื้อหาใจความมาปรับปรุงและเรียบเรียง โดย เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์

➜ แปลกแต่จริง เกิดขึ้นแล้ว ที่....ประเทศไทย หากพวกเรายังจำได้ ราวเดือนเมษายน ๒๕๔๕ ได้เกิดปัญหาที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดในวงการออกแบบ มีผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงการออกแบบตัวพิมพ์หลายท่านออกมาให้ความเห็นในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับการที่ บริษัทฟอนต์แห่งหนึ่ง ออกมาเรียกร้องถึงสิทธิ์ที่ถูกละเมิดมาเป็นเวลานาน ในครั้งนั้นอาจจะมีการกระทำการรุนแรงเกินไป ตั้งแต่ไล่ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ จนถึงบางคนต้องเข้าไปนอนในตาราง ทำให้ฟอนต์ตระกูลดังกล่าว ถูกต่อต้านและคัดค้านอย่างหนักจากร้านพิมพ์และโรงพิมพ์ แน่นอนว่าบาดแผลครั้งนั้นยังฝังใจทุกคนตราบจนทุกวันนี้

ในขณะเดียวกันก็มีเสียงเล็ดลอดมาว่านั่นไม่ใช่เจตนาของเขา ในการที่จะทำให้ผู้ประกอบการร้านพิมพ์หรือโรงพิมพ์ต้องเดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทางบริษัทฯ ต้องการเพียงให้ทุกคนเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน ทางบริษัทฯ ได้พยายามแก้ปัญหา และให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้ตัวพิมพ์ในชุดของบริษัทฯ หากแต่สำนักงานทนายความที่เลือกใช้บริการนั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของเจ้าของแบบ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ระหว่างบริษัทฯ และผู้ใช้แบบตัวพิมพ์ในชุดดังกล่าว บ้างว่ากระทำเกินกว่าเหตุ บ้างว่าเป็นเหมือนโจร บ้างเกิดเป็นกรณีพิพาทถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล ทั้งนี้ก็สุดแท้แต่ผู้ที่ประสบเหตุว่าจะเปรียบเทียบว่ารุนแรงขนาดไหน โหดร้ายเพียงใด (ด้วยความเคารพ ตรงนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่และดุลยพินิจของศาล)

แต่กระนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ออกมาประกาศแก่สาธารณะว่า “ฟอนต์ ไม่มีลิขสิทธิ์” ผมพอจะเข้าใจในความปรารถนาดีของท่าน นัยว่าจะได้ยุติปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงขึ้น และนำความสับสนมาสู่สังคม สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ วลีที่ว่า “ฟอนต์ ไม่มีลิขสิทธิ์” ของผู้ใหญ่ท่านนั้น ได้สร้างกระแสให้คนที่ใช้ชุดตัวพิมพ์ละเมิดสิทธิ์ในแบบตัวพิมพ์ชุดดังกล่าวมากขึ้น และลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ชุดตัวพิมพ์ในตระกูลอื่นไร้ซึ่งลิขสิทธิ์ไปด้วย

ที่แท้แล้วในขณะนั้น หากจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ควรเรียกทุกฝ่ายมาพูดคุย และรับรู้ทุกข้อมูลด้วยความเป็นกลาง จากนั้นจึงหาข้อสรุปที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นการพูดโดยไม่ได้ใช้ข้อมูลในเชิงวิชาการ การที่บอกว่ารูปแบบตัวอักษรไทยนั้นเป็นสมบัติของชาติ หาใช่ของผู้ใดผู้หนึ่งไม่ การที่ผู้สร้างสรรค์ นำรูปแบบที่เป็นสมบัติของชาติมาดัดแปลงให้เส้นโค้งหรือแอ่นบ้างนั้น ไม่ถือเป็นการสร้างสรรค์ ฉะนั้นจึงไม่ควรมีลิขสิทธิ์ ถ้าจะนำข้อนี้มาพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว เป็นเรื่องที่น่าขัน เพราะการที่ท่านบอกว่าการนำรูปแบบอักษรไทยซึ่งเป็นสมบัติชาติมาดัดแปลงไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ อย่างนั้น การที่ศิลปินวาดภาพเหมือนที่เป็นภาพธรรมชาติ เช่นภูเขา น้ำตก หรือสิ่งอื่นใดอันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ภาพเขียนนั้นก็ไม่ควรจะมีลิขสิทธิ์ไปด้วย เพราะต้นแบบของภาพเหล่านั้นเป็นยิ่งกว่าสมบัติของชาติเสียอีก (ด้วยความเคารพ ที่ยกตัวอย่างแบบนี้เพียงเพื่อต้องการให้เห็นภาพชัดขึ้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาจะลบหลู่ศิลปินท่านใดๆ)

น้ำ กับ ฟอนต์ ความเหมือนในมิติที่แตกต่าง ... จากที่ผมได้เกริ่นเอาไว้ว่าจะหยิบในแง่ของกฎหมายมาพูดกัน แต่มาคิดทบทวนอีกทีแล้ว เห็นว่าถ้าจะมาพูดกันเรื่องกฎหมายเวลานี้ อาจจะเร็วไปสักนิดสำหรับผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจในระดับพื้นฐาน จึงคิดอยากจะเล่าเรื่องราวบางอย่างในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อให้มองเห็นภาพว่า “ฟอนต์” คืออะไร และ “เป็นสมบัติของชาติหรือเปล่า”

บางคนอาจบอกว่า “เป็นการเอาสมบัติของชาติมาถือครอง” บ้างว่า “เป็นการหากินกับสมบัติของชาติ” และยังมีอีกมากมายในหลายแง่คิดของแต่ละบุคคล ซึ่งกระผมให้ความเคารพในทุกๆ ความคิดเห็นนะครับ เพราะความคิดเห็นของแต่ละท่านนั้น จะให้ไปชี้ถูก ชี้ผิดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามความคิดเห็นในสังคมประชาธิปไตยมักมี “ข้อขัดแย้ง” เสมอ 


“น้ำ” กับ “ฟอนต์” นั้นเหมือนและต่างกันอย่างไร... เช้าวันหนึ่ง อากาศแจ่มใส วันนี้คุณลาหยุดงานกะว่าจะไปต่างจังหวัด “ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง” มีเสียงคนกดกริ่งที่หน้าบ้าน “เก็บค่าน้ำประปาครับ” เสียงตะโกนดังตามขึ้น หลังจากชายผู้นั้นไม่เห็นปฏิกิริยาตอบโต้จากภายในบ้าน

ที่ผมต้องเล่าเป็นเนื้อเรื่องแบบนี้น่าจะทำให้คุณเห็นภาพบ้าง เอาล่ะครับ ลองคิดตามนะครับ คุณเคยคิดไหมว่าอยู่ดีๆ การประปามาเก็บค่าน้ำคุณได้อย่างไร ? น้ำเป็นของใคร ? การประปาสังเคราะห์น้ำขึ้นมาเองใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่แล้วจะมาเก็บเงินกับเราได้อย่างไร ? น้ำเป็นยิ่งกว่าสมบัติของชาติ เพราะน้ำเป็นของที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ใครจะมาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของน้ำคงไม่ได้ แล้วทีนี้ เราจะเรียกการที่เจ้าหน้าที่การประปามาเก็บเงินเราคือค่าอะไร?

แท้จริงแล้วหากจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเรียกว่า “ค่าบริหารจัดการ” มากกว่า การที่การประปามาเก็บเงินเรานั้นก็เนื่องมาจากว่าการประปานั้นต้องนำน้ำ ซึ่งเป็นของที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติมากักเก็บ มาผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การกรอง เติมสารเคมี ตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ กว่าจะมาเป็นน้ำใสๆ ที่พร้อมให้คุณอุปโภคและบริโภคได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คุณไขก๊อก เท่านั้น

แล้วทีนี้ มันเกี่ยวกับ “ฟอนต์” อย่างไร 
“ภาษาไทย มรดกไทย มรดกโลก” วลีนี้จะกล่าวอีกนับร้อยครั้ง ก็คงถูกอีกเป็นร้อยครั้ง ด้วยความเคารพ จริงครับ ภาษาไทย หรืออักษรไทยเป็นมรดกไทยจริง ใครจะมาอ้างเป็นเจ้าของ เห็นทีจะไม่งาม แล้วทีนี้ “ผู้สร้างสรรค์แบบตัวพิมพ์อิเลคทรอนิค” มาเก็บเงินเราได้อย่างไร ? มาอ้างว่าเป็นเจ้าของ “ฟอนต์” ตระกูลนั้นตระกูลนี้ได้อย่างไร? 


ถูกแล้วครับ การที่ผู้สร้างสรรค์ “ฟอนต์” ออกมาเรียกเก็บเงินค่า “ฟอนต์” มันก็คล้ายๆ กับที่การประปามาเรียกเก็บค่าน้ำคุณนั่นเอง เหมือนกันตรงไหนบ้าง.. ผมจะยกมาเพียง 3 ประเด็นใหญ่ๆ พอให้เห็นภาพ 


1) -การประปา ไม่ใช่เจ้าของ “น้ำ” ตัวจริง (น้ำเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ) 
-ผู้สร้างสรรค์ "ฟอนต์" ไม่ใช่เจ้าของภาษาไทยตัวจริง (ภาษาไทยเป็นสิ่งที่กำเนิดขึ้น มาเป็นเวลายาวนาน) 


2) -การประปาต้องนำ "น้ำ" ที่เกิดขึ้นและคงอยู่ โดยที่ธรรมชาติเป็นผู้ยินยอม นำมาผ่านกระบวนการมากมาย 
แล้วสุดท้าย แน่นอนต้องตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้ได้น้ำที่บริสุทธิ์ สะอาดเพียงพอสำหรับอุปโภคและบริโภค 
ผู้สร้างสรรค์ “ฟอนต์” ต้องนำเอาโครงสร้างที่ พอระบุได้ว่า ไหน “ก” ไหน “ข” (โครงสร้างหมายถึงลายเส้นที่ตรง หรือ โค้งแล้วระบุให้ผู้ที่รู้จักอักษรไทย ว่า ไหน “ก” ไหน “ข” ) นำมาปรับแต่ง สร้างบุคลิกให้ดูสง่า เรียบร้อย ขึงขัง หรือแม้กระทั่งน่ารัก กระบวนการในการสร้างบุคลิกให้กับตัวอักษรแต่ละตัวนี่ล่ะที่เป็นงานยาก สำหรับผู้สร้างสรรค์ และยากยิ่งขึ้นที่จะต้องให้แต่ละตัวนั้น เข้าชุดกัน และยากที่สุด เมื่อดำเนินมาถึงขั้นตอน "การตรวจสอบคุณภาพ" สำหรับผู้ที่เคยสร้างสรรค์งานประเภทนี้รู้ดีว่าการตรวจสอบคุณภาพ เป็นขั้นตอนที่ลำบากขนาดไหน บาง “ฟอนต์” ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณภาพ นานเป็นสัปดาห์ บางแบบนานเป็นเดือน 
เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพสูง เพียงพอให้ใช้ในงานพิมพ์ งานโฆษณา หรืองานอื่นใดอันเกี่ยวข้องกับอักษรไทย 


3) -การที่คุณจะใช้ “น้ำ” ประปานั้น ในการอุปโภค หรือบริโภค เพียงแค่คุณไขก๊อกเท่านั้น
-การที่คุณจะใช้ “ฟอนต์” ในงานของคุณ เพียงแค่คุณ “คลิก” เท่านั้น

 ที่เหลือเป็นการทำงานของหน่วยและค่าต่างๆที่ต้องถูกตั้งมาเพื่อให้ฟอนต์ใช้งานได้จริงในโปรแกรมนั้นๆ

แท้จริงแล้วยังมีอีกหลายมิติที่เหมือนและต่างกัน ตรงนี้คงต้องฝากให้พวกเราช่วยกันคิดต่อนะครับว่าอะไรบ้างที่เหมือนและอะไรบ้างที่ต่าง ที่กระผมแน่ใจคือ คงมีคำถามเกิดขึ้นว่า ถ้าเราไม่อยากจ่ายเงินค่าน้ำประปาแล้วอยากใช้น้ำล่ะจะทำอย่างไร

ง่ายนิดเดียวครับ คุณคงต้องไปตักน้ำจาก ห้วย หนอง คลอง บึง แล้วก็ไปซื้อเครื่องกรองน้ำราคาแพง สารเคมีที่จำเป็นต้องใช้ ฯลฯ แล้วก็จัดการกับน้ำ ให้นำมาใช้อุปโภคและบริโภคได้ โดยที่ไม่มีใครตำหนิคุณ แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น ก็ไปซื้อน้ำจากการประปาที่พร้อมสำหรับเรื่องเทคโนโลยี อุปกรณ์ และความชำนาญ ฯลฯ ในทางเดียวกัน คุณสามารถนำโครงสร้างตัวอักษรไทยไปสร้างสรรค์ให้สามารถใช้งานได้ โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อโปรแกรมสำหรับสร้างสรรค์ “ฟอนต์” ซื้อพรินเตอร์ความละเอียดสูง เพื่อใช้ในการทดสอบ สั่งสมประสบการณ์ ฯลฯ นั่นล่ะจะไม่มีใครตำหนิ และคุณจะได้ใช้ “ฟอนต์” ในแบบที่คุณจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น ก็คือไปซื้อจากผู้สร้างสรรค์ที่มีประสบการณ์ พร้อมใช้งานทันที เพียงแค่ “คลิก” เท่านั้น